รวมมุมมอง ความรู้ และไลฟ์สไตล์ จากสมองที่ไม่เคยหยุดคิด — ข้อมูลแรงงาน เทคโนโลยี AI งานอดิเรก และทุกเรื่องที่น่าสนใจ ผ่านมุมที่เป็นตัวเอง Perspectives, knowledge, and lifestyle — from a mind that never stops thinking. Labor law insights, AI technology, hobbies, and everything worth exploring, through a uniquely personal lens.
Friday, March 9, 2007
อาชีพของผู้ที่ศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
อาชีพของผู้ที่ศึกษาทางเศรษฐศาสตร์
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญธรรม ราชรักษ์
รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ฝ่ายกิจการนักศึกษา
อาชีพ คือ อะไร
อาชีพ ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ให้ความหมายไว้ว่า การเลี้ยงชีวิต การทำมาหากิน ฉะนั้น ในประเด็นที่ว่าอาชีพของผู้ที่เรียนทางเศรษฐศาสตร์ จึงแสดงนัยที่ว่า คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์สำเร็จแล้วออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร หน่วยงานใดบ้างที่จะรับเศรษฐศาสตรบัณฑิต(ศ.บ.) เข้าไปเป็นบุคลากรของหน่วยงาน
ทางก้าวสู่อาชีพของคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์
โอกาสในการเข้าสู่อาชีพของผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งในชั้นปริญญาตรีก็คือวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต แบ่งออกได้เป็น 2 ภาคใหญ่ๆ คือ ภาครัฐบาลและภาคเอกชน
การเข้าสู่อาชีพในภาครัฐบาลแบ่งได้อีก 2 ประการ คือ ประการแรก การเข้ารับราชการ ในส่วนราชการต่าง ๆ อาจเป็นกรมที่มีบทบาทในการศึกษาวิเคราะห์ เสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจ หรือกองที่ศึกษาทางด้านเศรษฐกิจของกรมใดกรมหนึ่ง หรือระดับงานที่ศึกษาทางด้านเศรษฐกิจของกองใดกองหนึ่งในกรมใดกรมหนึ่ง ซึ่งโอกาสก้าวหน้าก็จะแตกต่างกันไป ประการที่สอง การบรรจุเข้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ
การเข้าสู่ตำแหน่งในภาคเอกชน ได้แก่ เข้าเป็นพนักงานของ บริษัท ห้างร้านต่างๆของเอกชน รวมทั้งการนำเอาความรู้ไปประกอบกิจการส่วนตัว
ส่วนราชการที่รับผู้มีคุณวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต
ผมคิดว่ามีนักศึกษาจำนวนมากยังคงใฝ่ฝันเข้ารับราชการโดยคิดว่าเป็นงานที่มั่นคง ยิ่งภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ผลตอบแทนหรือรายได้ที่ได้รับเมื่อเริ่มต้นเข้าสู่ตำแหน่งงานก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ผมขอเรียนให้นักศึกษาทราบว่า ส่วนราชการในระดับกรมในสังกัดกระทรวงต่างๆที่รับผู้มีคุณวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต มีดังนี้
สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่
สำนักงบประมาณ (นักวิชาการงบประมาณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ )
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน และ อื่นๆ )
สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบก (นักวิชาการ )
กระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมสรรพากร (นักวิชาการภาษี นักวิชาการสรรพากร สรรพากร )
กรมสรรพสามิต ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาษี สรรพสามิต )
กรมบัญชีกลาง (นักวิชาการคลัง )
กรมศุลกากร ( นักวิชาการภาษี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาษี )
กรมธนารักษ์ ( เจ้าหน้าที่จัดสรรประโยชน์ นักวิชาการราชพัสดุ )
กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมการค้าต่างประเทศ ( เศรษฐกร นักวิชาการพาณิชย์ )
กรมการค้าภายใน (เศรษฐกร นักวิชาการพาณิชย์ )
กรมส่งเสริมการส่งออก ( นักวิชาการพาณิชย์ )
สำนักงานปลัดกระทรวง ( นักวิชาการพาณิชย์ )
4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ( นักวิชาการสหกรณ์ )
สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมปศุสัตว์ ( เศรษฐกร )
กรมชลประทาน ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมพัฒนาที่ดิน (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
5. กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ( นักวิชาการฯ )
6. กระทรวงคมนาคม ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
สำนักงานพาณิชย์นาวี (นักวิชาการพาณิชย์นาวี )
กรมการขนส่งทางบก (นักวิชาการขนส่ง )
กรมไปรษณีย์โทรเลข ( นักวิชาการสื่อสาร )
กรมทางหลวง ( นักวิชาการฯ )
7. กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
กรมการพัฒนาชุมชน ( พัฒนากร นักวิชาการพัฒนาชุมชน )
กรมผังเมือง ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ผังเมือง )
กรมที่ดิน (เจ้าหน้าที่ประเมินราคา )
8. กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
กรมการจัดหางาน ( นักวิชาการแรงงาน )
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( นักวิชาการแรงงาน )
9. กระทรวงต่างประเทศ ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
กรมเศรษฐกิจ (นักการทูต )
10. กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่
กรมอาชีวะศึกษา ( อาจารย์ตามวิทยาลัยต่างๆ นักวิชาการศึกษา )
11. ทบวงมหาวิทยาลัย ได้แก่
มหาวิทยาลัยต่างๆ (นักวิชาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพ)
ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ( นักวิชาการจัดเก็บรายได้ นักวิชาการคลัง )
สายงานในตำแหน่งพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ตำแหน่งงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่น่าสนใจมีดังนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย ( เศรษฐกรผู้ช่วย )
ธนาคารออมสิน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
การไฟฟ้านครหลวง
การไฟฟ้าภูมิภาค
การประปาภูมิภาค
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
การท่าเรือแห่งประเทศไทย
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
บริษัท การบินไทย จำกัด
สายงานในภาคเอกชน
สายงานในภาคเอกชนมีความหลากหลายมาก ทั้งกิจการของสถานประกอบการ ขนาดของกิจการ และประเภทของกิจการ ซึ่งอาจสรุปได้ เป็น 3 ประการใหญ่ๆ คือ
ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ (พนักงานสินเชื่อ และ อื่นๆ )
บริษัทธุรกิจเอกชน (เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย เจ้าหน้าที่การเงิน พัสดุ และ อื่นๆ )
ประกอบอาชีพอสระ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว
ทางก้าวของตำแหน่ง
ตำแหน่งงานสายตรงของคนเรียนเศรษฐศาสตร์ คือ ตำแหน่งเศรษฐกร และ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน(ด้านเศรษฐศาสตร์) ในกรมต่างๆที่ทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ วิจัย การจัดทำแผนและนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆ แก่กระทรวงเจ้าสังกัด
ส่วนตำแหน่งงานในสายสนับสนุน ได้แก่การเป็นนักวิชาการ ในงานต่างๆของส่วนราชการระดับกอง หรือ เป็นนักวิชาการ ในกองต่างๆของส่วนราชการระดับกรม
ส่วนงานในภาคเอกชน จะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ ถ้าเป็นกิจการขนาดใหญ่โอกาสก้าวหน้าจะยิ่งมีมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำงานอะไร ทางเดินจะก้าวไกลแค่ไหนตัวตนเป็นคนกำหนด เป็นคนที่มีความรู้รอบและรอบรู้ มีศิลปในการทำงาน อดทนและใจสู้ เพราะความสำเร็จจะเกิดได้ก็โดยตน รู้ตั้งต้นรู้พยายามติดตามงาน
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญธรรม ราชรักษ์
รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ฝ่ายกิจการนักศึกษา
อาชีพ คือ อะไร
อาชีพ ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต ให้ความหมายไว้ว่า การเลี้ยงชีวิต การทำมาหากิน ฉะนั้น ในประเด็นที่ว่าอาชีพของผู้ที่เรียนทางเศรษฐศาสตร์ จึงแสดงนัยที่ว่า คนที่เรียนเศรษฐศาสตร์สำเร็จแล้วออกไปทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร หน่วยงานใดบ้างที่จะรับเศรษฐศาสตรบัณฑิต(ศ.บ.) เข้าไปเป็นบุคลากรของหน่วยงาน
ทางก้าวสู่อาชีพของคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์
โอกาสในการเข้าสู่อาชีพของผู้ที่สำเร็จการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งในชั้นปริญญาตรีก็คือวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต แบ่งออกได้เป็น 2 ภาคใหญ่ๆ คือ ภาครัฐบาลและภาคเอกชน
การเข้าสู่อาชีพในภาครัฐบาลแบ่งได้อีก 2 ประการ คือ ประการแรก การเข้ารับราชการ ในส่วนราชการต่าง ๆ อาจเป็นกรมที่มีบทบาทในการศึกษาวิเคราะห์ เสนอแนะนโยบายเศรษฐกิจ หรือกองที่ศึกษาทางด้านเศรษฐกิจของกรมใดกรมหนึ่ง หรือระดับงานที่ศึกษาทางด้านเศรษฐกิจของกองใดกองหนึ่งในกรมใดกรมหนึ่ง ซึ่งโอกาสก้าวหน้าก็จะแตกต่างกันไป ประการที่สอง การบรรจุเข้าเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ
การเข้าสู่ตำแหน่งในภาคเอกชน ได้แก่ เข้าเป็นพนักงานของ บริษัท ห้างร้านต่างๆของเอกชน รวมทั้งการนำเอาความรู้ไปประกอบกิจการส่วนตัว
ส่วนราชการที่รับผู้มีคุณวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต
ผมคิดว่ามีนักศึกษาจำนวนมากยังคงใฝ่ฝันเข้ารับราชการโดยคิดว่าเป็นงานที่มั่นคง ยิ่งภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ผลตอบแทนหรือรายได้ที่ได้รับเมื่อเริ่มต้นเข้าสู่ตำแหน่งงานก็ไม่แตกต่างกันมากนัก ผมขอเรียนให้นักศึกษาทราบว่า ส่วนราชการในระดับกรมในสังกัดกระทรวงต่างๆที่รับผู้มีคุณวุฒิ เศรษฐศาสตรบัณฑิต มีดังนี้
สำนักนายกรัฐมนตรี ได้แก่
สำนักงบประมาณ (นักวิชาการงบประมาณ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ )
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน และ อื่นๆ )
สำนักงานคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบก (นักวิชาการ )
กระทรวงการคลัง ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมสรรพากร (นักวิชาการภาษี นักวิชาการสรรพากร สรรพากร )
กรมสรรพสามิต ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาษี สรรพสามิต )
กรมบัญชีกลาง (นักวิชาการคลัง )
กรมศุลกากร ( นักวิชาการภาษี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ภาษี )
กรมธนารักษ์ ( เจ้าหน้าที่จัดสรรประโยชน์ นักวิชาการราชพัสดุ )
กระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมการค้าต่างประเทศ ( เศรษฐกร นักวิชาการพาณิชย์ )
กรมการค้าภายใน (เศรษฐกร นักวิชาการพาณิชย์ )
กรมส่งเสริมการส่งออก ( นักวิชาการพาณิชย์ )
สำนักงานปลัดกระทรวง ( นักวิชาการพาณิชย์ )
4. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ( นักวิชาการสหกรณ์ )
สำนักงานปลัดกระทรวงฯ ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมปศุสัตว์ ( เศรษฐกร )
กรมชลประทาน ( เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
กรมพัฒนาที่ดิน (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
5. กระทรวงอุตสาหกรรม ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (เศรษฐกร เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน )
สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม ( นักวิชาการฯ )
6. กระทรวงคมนาคม ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
สำนักงานพาณิชย์นาวี (นักวิชาการพาณิชย์นาวี )
กรมการขนส่งทางบก (นักวิชาการขนส่ง )
กรมไปรษณีย์โทรเลข ( นักวิชาการสื่อสาร )
กรมทางหลวง ( นักวิชาการฯ )
7. กระทรวงมหาดไทย ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
กรมการพัฒนาชุมชน ( พัฒนากร นักวิชาการพัฒนาชุมชน )
กรมผังเมือง ( เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ผังเมือง )
กรมที่ดิน (เจ้าหน้าที่ประเมินราคา )
8. กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม ได้แก่ กรมต่างๆ ดังนี้
กรมการจัดหางาน ( นักวิชาการแรงงาน )
กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ( นักวิชาการแรงงาน )
9. กระทรวงต่างประเทศ ได้แก่ กรมต่าง ๆ ดังนี้
กรมเศรษฐกิจ (นักการทูต )
10. กระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่
กรมอาชีวะศึกษา ( อาจารย์ตามวิทยาลัยต่างๆ นักวิชาการศึกษา )
11. ทบวงมหาวิทยาลัย ได้แก่
มหาวิทยาลัยต่างๆ (นักวิชาการศึกษา นักแนะแนวการศึกษาและอาชีพ)
ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ในรูปแบบต่าง ๆ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด ( นักวิชาการจัดเก็บรายได้ นักวิชาการคลัง )
สายงานในตำแหน่งพนักงานรัฐวิสาหกิจ
ตำแหน่งงานในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่น่าสนใจมีดังนี้
ธนาคารแห่งประเทศไทย ( เศรษฐกรผู้ช่วย )
ธนาคารออมสิน
ธนาคารอาคารสงเคราะห์
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย
การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย
การไฟฟ้านครหลวง
การไฟฟ้าภูมิภาค
การประปาภูมิภาค
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย
การท่าเรือแห่งประเทศไทย
การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
บริษัท การบินไทย จำกัด
สายงานในภาคเอกชน
สายงานในภาคเอกชนมีความหลากหลายมาก ทั้งกิจการของสถานประกอบการ ขนาดของกิจการ และประเภทของกิจการ ซึ่งอาจสรุปได้ เป็น 3 ประการใหญ่ๆ คือ
ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ (พนักงานสินเชื่อ และ อื่นๆ )
บริษัทธุรกิจเอกชน (เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการขาย เจ้าหน้าที่การเงิน พัสดุ และ อื่นๆ )
ประกอบอาชีพอสระ หรือประกอบธุรกิจส่วนตัว
ทางก้าวของตำแหน่ง
ตำแหน่งงานสายตรงของคนเรียนเศรษฐศาสตร์ คือ ตำแหน่งเศรษฐกร และ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน(ด้านเศรษฐศาสตร์) ในกรมต่างๆที่ทำหน้าที่ศึกษาวิเคราะห์ วิจัย การจัดทำแผนและนโยบายเศรษฐกิจในด้านต่างๆ แก่กระทรวงเจ้าสังกัด
ส่วนตำแหน่งงานในสายสนับสนุน ได้แก่การเป็นนักวิชาการ ในงานต่างๆของส่วนราชการระดับกอง หรือ เป็นนักวิชาการ ในกองต่างๆของส่วนราชการระดับกรม
ส่วนงานในภาคเอกชน จะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการ ถ้าเป็นกิจการขนาดใหญ่โอกาสก้าวหน้าจะยิ่งมีมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทำงานอะไร ทางเดินจะก้าวไกลแค่ไหนตัวตนเป็นคนกำหนด เป็นคนที่มีความรู้รอบและรอบรู้ มีศิลปในการทำงาน อดทนและใจสู้ เพราะความสำเร็จจะเกิดได้ก็โดยตน รู้ตั้งต้นรู้พยายามติดตามงาน
ค้นความคิดว่าที่ ดร. เศรษฐศาสตร์
กลับหลังหัน
ปกป้อง จันวิทย์
ค้นความคิดว่าที่ ดร. เศรษฐศาสตร์
เมื่อปี 1985 David Colander และ Arjo Klamer ออกแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็น และสัมภาษณ์ นักศึกษาปริญญาเอก ที่เรียนอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับมุมมองต่อตัววิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
งานวิจัยชิ้นดังกล่าว ต่อมาตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในชื่อ The Making of an Economist (1987) งานชิ้นดังกล่าวมีความน่าสนใจ เพราะสะท้อนพื้นฐานความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำรุ่นใหม่ต่อตัววิชาการเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มสาว ผู้ตอบแบบสอบถามนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญแห่งอนาคตในการ ‘ผลิตซ้ำ’ องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์ไปสู่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง ไม่ว่าในฐานะว่าที่อาจารย์และว่าที่นักวิจัยในสถาบันศึกษาวิจัยเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ทิศทางและเนื้อหา และต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ในทศวรรษต่อๆ ไป
ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นภาพสะท้อน ‘เนื้อหาสาระ’ ของกระบวนการ ‘ฝึกสร้างนักเศรษฐศาสตร์’ ที่ดำรงอยู่ภายในโรงงานผลิตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา ว่ามุมมองต่อโลกแบบใด อุดมการณ์ใด หรือวิธีทำงานแบบใด ที่ครอบงำวงวิชาการเศรษฐศาสตร์อยู่ในขณะหนึ่ง และส่งผลสำคัญในการ ‘ฝึกสร้าง’ และ ‘หล่อหลอม’ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อมา
เวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษ Colander ได้ทำการสำรวจประเด็นเดิมอีกครั้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเช่นเดิม ในกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างเดิม เพื่อตรวจสอบว่า พื้นฐานความคิดของนักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ต่อวิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนการ ‘ฝึกสร้าง’ นักเศรษฐศาสตร์มีเนื้อหาสาระเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร ในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา
การสำรวจความเห็นเริ่มต้นที่ Princeton University (คิดเป็น 15% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ในปี 2001-2002 และมหาวิทยาลัยอื่นอีก 6 แห่ง ซึ่งได้แก่ University of Chicago (26%), Columbia University (12%), Harvard University (18%), MIT (10%), Stanford University (12%) และ Yale University (7%) ในปี 2002-2003 มีนักศึกษาตอบแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 231 คน จากประชากรทั้งหมด 800-900 คน
ผลการศึกษาดังกล่าว ตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในปี 2005 ภายใต้ชื่อ The Making of an Economist Redux ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ (บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อวิจารณ์ระเบียบวิธีวิจัยของ Colander แต่เป็นเพียงการเก็บความมาเล่าสู่กันฟัง)
1. นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์เป็นใคร?
หากเปรียบเทียบ ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาปริญญาเอก จากงานวิจัยปี 1987 และ 2005 พบว่า พื้นฐานของนักศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก
อายุเฉลี่ยของนักศึกษายังคงอยู่ที่ 26 ปี ส่วนใหญ่ยังเป็นเพศชาย แต่สัดส่วนของนักศึกษาหญิงเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 29% ส่วนใหญ่ 81% จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์มาก่อน อีก 21% จบคณิตศาสตร์ และ 22% จบสาขาอื่น (ที่รวมกันเกิน 100% เพราะบางคนเรียน double major) นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนต่อทันทีหลังจากจบปริญญาตรี แต่ทำงานก่อน โดยมากเป็นผู้ช่วยวิจัย
นอกจากนั้น 62% ของนักศึกษาทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถามเป็นนักศึกษาต่างชาติ (ซึ่งสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติที่ตอบแบบสอบถามแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย) นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามกำลังเรียนปีแรก 22% ปีสอง 25% ปีสาม 19% ปีสี่ 14% และปีห้าหรือสูงกว่า 20% มีเพียง 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ที่จะไม่ทำงานในโลกวิชาการหลังจบการศึกษา และ 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด บอกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์
2. คุณสมบัติใดเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์ ?
นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ให้คุณค่ากับความเก่งกาจในการแก้ปัญหามากที่สุด แม้สัดส่วนของคนที่เชื่อว่าคุณสมบัติดังกล่าวมีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ จะลดลงจาก 65% เหลือ 51% ก็ตาม ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ลดความสำคัญลง กลุ่มตัวอย่างที่เชื่อว่าความยอดเยี่ยมทางคณิตศาสตร์เป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 57% เหลือ 30% สวนทางกับคุณสมบัติความสามารถในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เพิ่มสูงขึ้นจาก 16% เป็น 30%
บางคนอาจตีความได้ว่า แม้คณิตศาสตร์จะยังสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง แต่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งมุ่งหาคำตอบเชิงนโยบาย มากกว่าทางทฤษฎี ระดับความเป็นคณิตศาสตร์เชิงประยุกต์เพิ่มมากขึ้น
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ นักศึกษาปริญญาเอกกลุ่มตัวอย่าง ยังคงเชื่อว่า ความรู้รอบรู้กว้างทางเศรษฐศาสตร์ (เดิม 43% ใหม่ 35%) และความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ (เดิม 68% ใหม่ 51%) เป็นสิ่งที่ ‘ไม่มีความสำคัญ’ ต่อความสำเร็จ แม้สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่คิดเช่นนี้จะลดลงก็ตาม แต่ถือยังคงอยู่ในระดับสูง น่าคิดต่อว่าเหตุใดนักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเกินครึ่งยังคงเชื่อมาตลอดเกือบ 20 ปีว่า ความรู้เกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ ไม่มีความสำคัญในฐานะ ‘นักเศรษฐศาสตร์’
หรือ ‘เศรษฐศาสตร์’ จะไม่ข้องเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ เสียแล้ว ?
3. นักเศรษฐศาสตร์อยากเรียนอะไร?
งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่า เศรษฐศาสตร์การพัฒนา เศรษฐศาสตร์แรงงาน และเศรษฐศาสตร์การคลัง ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร เศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม และประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ ลดความสำคัญลง
หากดูรายละเอียดของความสนใจในแต่ละสาขาวิชาแยกตามชั้นปี พบว่า ไม่มีความแตกต่างทางความสนใจของนักศึกษาแต่ละชั้นปีอย่างมีนัยสำคัญ จะมีก็เพียงสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคารเท่านั้น ที่นักศึกษาปีสูงมีความสนใจต่ำกว่านักศึกษาปีต่ำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์
นอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์พบว่า นักศึกษามีความรู้สึกด้านลบอย่างเด่นชัดกับเศรษฐศาสตร์มหภาคในทุกมหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลทำนองว่า ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายโลกแห่งความจริง เต็มไปด้วยคณิตศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร
4. นักเศรษฐศาสตร์เชื่ออะไร ?
ตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า ในปัจจุบัน ว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลัก ณ วันนี้ เปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจเมื่อปี 1987 อย่างไร
รวมทั้ง นักเศรษฐศาสตร์มีระดับความเชื่อใน ข้อสมมติที่ว่าพฤติกรรมของคนมีเหตุมีผลแบบเศรษฐศาสตร์ (Rational Behavior), การแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfect Competition), ทฤษฎี Rational Expectation, ประสิทธิภาพของนโยบายการคลังในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร และสำนัก Chicago ยังคงเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกอยู่หรือไม่ ?
โปรดติดตาม
.................................................
หลบร้อนการเมือง ตอน เมื่อสามนักการเมืองไปหาเทพเจ้า
คุณทักษิน คุณอภิสิด และคุณบรรหาน ชวนกันไปเฝ้าเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ด้วยหวังจะสอบถาม inside information เกี่ยวกับอนาคตของพรรคตน
บรรหาน: “โอ้ เทพเจ้า อนาคตพรรคซาดไทยของกระผมจะเป็นยังไงบ้างครับท่าน”
เทพเจ้า: “เสี่ยอ่างจะจากไป เลือกตั้งคราวหน้าจะต่ำสิบ ส.ส.เก่าโดดดูดคนแล้วคนเล่า เลิกเล่นการเมืองเถิดเติ้ง”
ได้ฟังดังนั้น คุณบรรหานก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
อภิสิด: “โอ้ เทพเจ้า แล้วอนาคตพรรคประชาธิปัด ของกระผมเล่า”
เทพเจ้า: “ยังไม่ฟื้น ไม่มีอะไรใหม่ ศรัทธายังไม่หวนคืน อีสานโบ๋ ความขัดแย้งในพรรคยังคุกรุ่นรอวันปะทุ ฝ่ายค้านตลอดกาลแน่ อีกนานมาร์คกว่าจะได้เป็นนายก”
ได้ฟังดังนั้น คุณอภิสิดก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
ทักษิน: “โอ้ เทพเจ้า โปรดบอกข้า อนาคตพรรคไทรักไท และตัวข้าพเจ้า จะเป็นเช่นไร”
ได้ฟังดังนั้น เทพเจ้าก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2549
พิมพ์บทความ
ปกป้อง จันวิทย์
ค้นความคิดว่าที่ ดร. เศรษฐศาสตร์
เมื่อปี 1985 David Colander และ Arjo Klamer ออกแบบสอบถาม สำรวจความคิดเห็น และสัมภาษณ์ นักศึกษาปริญญาเอก ที่เรียนอยู่ในคณะเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของสหรัฐอเมริกา โดยมีประเด็นหลักเกี่ยวกับมุมมองต่อตัววิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาวิชาเศรษฐศาสตร์
งานวิจัยชิ้นดังกล่าว ต่อมาตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในชื่อ The Making of an Economist (1987) งานชิ้นดังกล่าวมีความน่าสนใจ เพราะสะท้อนพื้นฐานความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำรุ่นใหม่ต่อตัววิชาการเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์ในระดับบัณฑิตศึกษา นักเศรษฐศาสตร์หนุ่มสาว ผู้ตอบแบบสอบถามนี้ ถือเป็นกำลังสำคัญแห่งอนาคตในการ ‘ผลิตซ้ำ’ องค์ความรู้เศรษฐศาสตร์ไปสู่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลัง ไม่ว่าในฐานะว่าที่อาจารย์และว่าที่นักวิจัยในสถาบันศึกษาวิจัยเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการของวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ ทั้งในแง่ทิศทางและเนื้อหา และต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ในทศวรรษต่อๆ ไป
ในอีกด้านหนึ่ง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นภาพสะท้อน ‘เนื้อหาสาระ’ ของกระบวนการ ‘ฝึกสร้างนักเศรษฐศาสตร์’ ที่ดำรงอยู่ภายในโรงงานผลิตนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำแห่งสหรัฐอเมริกา ว่ามุมมองต่อโลกแบบใด อุดมการณ์ใด หรือวิธีทำงานแบบใด ที่ครอบงำวงวิชาการเศรษฐศาสตร์อยู่ในขณะหนึ่ง และส่งผลสำคัญในการ ‘ฝึกสร้าง’ และ ‘หล่อหลอม’ นักเศรษฐศาสตร์รุ่นต่อมา
เวลาผ่านไปเกือบสองทศวรรษ Colander ได้ทำการสำรวจประเด็นเดิมอีกครั้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเช่นเดิม ในกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างเดิม เพื่อตรวจสอบว่า พื้นฐานความคิดของนักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ต่อวิชาเศรษฐศาสตร์ และการศึกษาเศรษฐศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรืออีกนัยหนึ่ง กระบวนการ ‘ฝึกสร้าง’ นักเศรษฐศาสตร์มีเนื้อหาสาระเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร ในรอบเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา
การสำรวจความเห็นเริ่มต้นที่ Princeton University (คิดเป็น 15% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) ในปี 2001-2002 และมหาวิทยาลัยอื่นอีก 6 แห่ง ซึ่งได้แก่ University of Chicago (26%), Columbia University (12%), Harvard University (18%), MIT (10%), Stanford University (12%) และ Yale University (7%) ในปี 2002-2003 มีนักศึกษาตอบแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 231 คน จากประชากรทั้งหมด 800-900 คน
ผลการศึกษาดังกล่าว ตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ในปี 2005 ภายใต้ชื่อ The Making of an Economist Redux ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้ (บทความนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อวิจารณ์ระเบียบวิธีวิจัยของ Colander แต่เป็นเพียงการเก็บความมาเล่าสู่กันฟัง)
1. นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์เป็นใคร?
หากเปรียบเทียบ ข้อมูลส่วนตัวของนักศึกษาปริญญาเอก จากงานวิจัยปี 1987 และ 2005 พบว่า พื้นฐานของนักศึกษาไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาก
อายุเฉลี่ยของนักศึกษายังคงอยู่ที่ 26 ปี ส่วนใหญ่ยังเป็นเพศชาย แต่สัดส่วนของนักศึกษาหญิงเพิ่มขึ้นจาก 19% เป็น 29% ส่วนใหญ่ 81% จบปริญญาตรีเศรษฐศาสตร์มาก่อน อีก 21% จบคณิตศาสตร์ และ 22% จบสาขาอื่น (ที่รวมกันเกิน 100% เพราะบางคนเรียน double major) นักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนต่อทันทีหลังจากจบปริญญาตรี แต่ทำงานก่อน โดยมากเป็นผู้ช่วยวิจัย
นอกจากนั้น 62% ของนักศึกษาทั้งหมดที่ตอบแบบสอบถามเป็นนักศึกษาต่างชาติ (ซึ่งสัดส่วนของนักศึกษาต่างชาติที่ตอบแบบสอบถามแตกต่างกันตามมหาวิทยาลัย) นักศึกษาที่ตอบแบบสอบถามกำลังเรียนปีแรก 22% ปีสอง 25% ปีสาม 19% ปีสี่ 14% และปีห้าหรือสูงกว่า 20% มีเพียง 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด ที่จะไม่ทำงานในโลกวิชาการหลังจบการศึกษา และ 7% ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด บอกว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ จะไม่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์
2. คุณสมบัติใดเป็นปัจจัยสู่ความสำเร็จของนักเศรษฐศาสตร์ ?
นักศึกษาปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ให้คุณค่ากับความเก่งกาจในการแก้ปัญหามากที่สุด แม้สัดส่วนของคนที่เชื่อว่าคุณสมบัติดังกล่าวมีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ จะลดลงจาก 65% เหลือ 51% ก็ตาม ข้อค้นพบอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ ความสามารถทางคณิตศาสตร์ ลดความสำคัญลง กลุ่มตัวอย่างที่เชื่อว่าความยอดเยี่ยมทางคณิตศาสตร์เป็นคุณสมบัติที่มีความสำคัญ ‘อย่างยิ่ง’ ลดลงจาก 57% เหลือ 30% สวนทางกับคุณสมบัติความสามารถในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ (Empirical Research) เพิ่มสูงขึ้นจาก 16% เป็น 30%
บางคนอาจตีความได้ว่า แม้คณิตศาสตร์จะยังสำคัญในการศึกษาเศรษฐศาสตร์ชั้นสูง แต่ถูกมองเป็น ‘เครื่องมือ’ ในการทำงานวิจัยเชิงประจักษ์ ซึ่งมุ่งหาคำตอบเชิงนโยบาย มากกว่าทางทฤษฎี ระดับความเป็นคณิตศาสตร์เชิงประยุกต์เพิ่มมากขึ้น
ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ นักศึกษาปริญญาเอกกลุ่มตัวอย่าง ยังคงเชื่อว่า ความรู้รอบรู้กว้างทางเศรษฐศาสตร์ (เดิม 43% ใหม่ 35%) และความรู้เกี่ยวกับเศรษฐกิจ (เดิม 68% ใหม่ 51%) เป็นสิ่งที่ ‘ไม่มีความสำคัญ’ ต่อความสำเร็จ แม้สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างที่คิดเช่นนี้จะลดลงก็ตาม แต่ถือยังคงอยู่ในระดับสูง น่าคิดต่อว่าเหตุใดนักศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเกินครึ่งยังคงเชื่อมาตลอดเกือบ 20 ปีว่า ความรู้เกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ ไม่มีความสำคัญในฐานะ ‘นักเศรษฐศาสตร์’
หรือ ‘เศรษฐศาสตร์’ จะไม่ข้องเกี่ยวกับ ‘เศรษฐกิจ’ เสียแล้ว ?
3. นักเศรษฐศาสตร์อยากเรียนอะไร?
งานวิจัยชิ้นล่าสุดชี้ว่า เศรษฐศาสตร์การพัฒนา เศรษฐศาสตร์แรงงาน และเศรษฐศาสตร์การคลัง ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการสำรวจครั้งก่อนหน้า ขณะที่เศรษฐศาสตร์มหภาค เศรษฐศาสตร์การเมือง เศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคาร เศรษฐศาสตร์การค้าระหว่างประเทศ เศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม และประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ ลดความสำคัญลง
หากดูรายละเอียดของความสนใจในแต่ละสาขาวิชาแยกตามชั้นปี พบว่า ไม่มีความแตกต่างทางความสนใจของนักศึกษาแต่ละชั้นปีอย่างมีนัยสำคัญ จะมีก็เพียงสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์มหภาค และเศรษฐศาสตร์การเงินและการธนาคารเท่านั้น ที่นักศึกษาปีสูงมีความสนใจต่ำกว่านักศึกษาปีต่ำอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิชาประวัติความคิดเศรษฐศาสตร์
นอกจากนั้น จากการสัมภาษณ์พบว่า นักศึกษามีความรู้สึกด้านลบอย่างเด่นชัดกับเศรษฐศาสตร์มหภาคในทุกมหาวิทยาลัย โดยให้เหตุผลทำนองว่า ไม่มีประโยชน์ในการอธิบายโลกแห่งความจริง เต็มไปด้วยคณิตศาสตร์ที่ไม่รู้ว่าจะเรียนไปเพื่ออะไร
4. นักเศรษฐศาสตร์เชื่ออะไร ?
ตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า ในปัจจุบัน ว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ ให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก ซึ่งเป็นแนวคิดกระแสหลัก ณ วันนี้ เปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจเมื่อปี 1987 อย่างไร
รวมทั้ง นักเศรษฐศาสตร์มีระดับความเชื่อใน ข้อสมมติที่ว่าพฤติกรรมของคนมีเหตุมีผลแบบเศรษฐศาสตร์ (Rational Behavior), การแข่งขันไม่สมบูรณ์ (Imperfect Competition), ทฤษฎี Rational Expectation, ประสิทธิภาพของนโยบายการคลังในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร และสำนัก Chicago ยังคงเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกอยู่หรือไม่ ?
โปรดติดตาม
.................................................
หลบร้อนการเมือง ตอน เมื่อสามนักการเมืองไปหาเทพเจ้า
คุณทักษิน คุณอภิสิด และคุณบรรหาน ชวนกันไปเฝ้าเทพเจ้าบนสรวงสวรรค์ ผู้เปี่ยมด้วยเมตตาธรรม ด้วยหวังจะสอบถาม inside information เกี่ยวกับอนาคตของพรรคตน
บรรหาน: “โอ้ เทพเจ้า อนาคตพรรคซาดไทยของกระผมจะเป็นยังไงบ้างครับท่าน”
เทพเจ้า: “เสี่ยอ่างจะจากไป เลือกตั้งคราวหน้าจะต่ำสิบ ส.ส.เก่าโดดดูดคนแล้วคนเล่า เลิกเล่นการเมืองเถิดเติ้ง”
ได้ฟังดังนั้น คุณบรรหานก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
อภิสิด: “โอ้ เทพเจ้า แล้วอนาคตพรรคประชาธิปัด ของกระผมเล่า”
เทพเจ้า: “ยังไม่ฟื้น ไม่มีอะไรใหม่ ศรัทธายังไม่หวนคืน อีสานโบ๋ ความขัดแย้งในพรรคยังคุกรุ่นรอวันปะทุ ฝ่ายค้านตลอดกาลแน่ อีกนานมาร์คกว่าจะได้เป็นนายก”
ได้ฟังดังนั้น คุณอภิสิดก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
ทักษิน: “โอ้ เทพเจ้า โปรดบอกข้า อนาคตพรรคไทรักไท และตัวข้าพเจ้า จะเป็นเช่นไร”
ได้ฟังดังนั้น เทพเจ้าก็นั่งทอดอาลัย มือกุมขมับ น้ำตาไหลปิ่มว่าจะขาดใจ .....
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6-8 กุมภาพันธ์ 2549
พิมพ์บทความ
นักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์
ลักษณะงาน
ศึกษา วิจัย วางแผน เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่หน่วยงานของภาครัฐและ
เอกชนที่เกี่ยวข้อง และที่มาของรายได้ รายจ่าย การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและการผลิต การบริโภค
สินค้าและบริการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. มีบุคลิกภาพดี
2. ใจกว้าง ยอมรับฟังการติชมจากผู้อื่น
3. ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรงต่อความคิดเห็นของตนเอง
4. ชอบความเป็นธรรมในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
5. มีความถนัดและสนใจด้านคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษและสังคมศาสตร์
การเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพ
จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าตามหลักสูตรของ
กระทรวงศึกษาธิการ เข้าศึกษาต่อคณะเศรษฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ประกอบอาชีพเป็นพนักงานในธนาคาร พนักงานในองค์การระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
นักวิจัย นักวิชาการด้านธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจ อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ศึกษาต่อระดับ
ปริญญาโทและเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ (จุฬาลงกรณ์ฯ, ม.ธรรมศาสตร์, ม.รามคำแหง) หรือ
ศึกษาต่อด้านวิชาชีพต่าง ๆ ทางการบริหารธุรกิจ ความก้าวหน้าในอาชีพ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่บรรจุ
นักเศรษฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง หน้าที่ และหน่วยงานที่ตนปฏิบัติได้เสมอ
มีโอกาสก้าวหน้าขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้
ลักษณะงาน
ศึกษา วิจัย วางแผน เก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ ให้คำปรึกษาแนะนำแก่หน่วยงานของภาครัฐและ
เอกชนที่เกี่ยวข้อง และที่มาของรายได้ รายจ่าย การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและการผลิต การบริโภค
สินค้าและบริการ เพื่อช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ
1. มีบุคลิกภาพดี
2. ใจกว้าง ยอมรับฟังการติชมจากผู้อื่น
3. ซื่อสัตย์ สุจริต ซื่อตรงต่อความคิดเห็นของตนเอง
4. ชอบความเป็นธรรมในสังคม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
5. มีความถนัดและสนใจด้านคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษและสังคมศาสตร์
การเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพ
จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าตามหลักสูตรของ
กระทรวงศึกษาธิการ เข้าศึกษาต่อคณะเศรษฐศาสตร์ในสถาบันอุดมศึกษา
แนวทางในการประกอบอาชีพ
ประกอบอาชีพเป็นพนักงานในธนาคาร พนักงานในองค์การระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจส่วนตัว
นักวิจัย นักวิชาการด้านธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจ อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ศึกษาต่อระดับ
ปริญญาโทและเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ (จุฬาลงกรณ์ฯ, ม.ธรรมศาสตร์, ม.รามคำแหง) หรือ
ศึกษาต่อด้านวิชาชีพต่าง ๆ ทางการบริหารธุรกิจ ความก้าวหน้าในอาชีพ ขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่บรรจุ
นักเศรษฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง หน้าที่ และหน่วยงานที่ตนปฏิบัติได้เสมอ
มีโอกาสก้าวหน้าขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับต่าง ๆ ได้
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ
บทที่ 1
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายความหมายของธุรกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องศึกษาธุรกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายถึงระบบเศรษฐกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายถึงการวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนบอกถึงชนิดของการแข่งขันได้
เพื่อให้ผู้เรียนบอกถึงหน้าที่ขององค์การธุรกิจได้
ธุรกิจเป็นลักษณะหนึ่งของการดำเนินงานที่อาจจะอยู่ในรูปของการผลิตสินค้า การบริการ หรือการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินงานทางด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องใช้ความพยายาม ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ฉะนั้น การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจจะทำให้เกิดความเข้าใจถึงความสำคัญ หรือประโยชน์ หรือสาเหตุที่ต้องศึกษาเรื่องธุรกิจ การเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของธุรกิจ ประเภทของธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจ การวัดผลการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจ จะเป็นรายละเอียดที่จะต้องศึกษาต่อไป
ความหมายของธุรกิจ
ธุรกิจ (Business) คือ ความพยายามอย่างเป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิตและขายสินค้า หรือบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยมุ่งหวังกำไรเป็นการตอบแทน หรือ ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการลงมือทำงานของบุคคลที่จัดหาหรือสรรหาสินค้าบริการเพื่อตอบสนองความของผู้บริโภค กิจกรรมที่บุคคลลงมือทำดังกล่าวจะมีผลสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพด้วยวิธีการ และหลักเกณฑ์ทางวิทยาการตามสภาวะทางเศรษฐกิจโดยทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคคลพร้อมกับมีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ในงานที่ทำ ภายใต้การคำนึงถึงจรรยา- บรรณ ในการดำเนินงานทางธุรกิจนั้นๆ ด้วย แต่โดยทั่วไปแล้วคำว่า ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามของนักธุรกิจต่างๆ เช่น กิจการธุรกิจ อุตสาหกรรม ธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างไรก็ตามคำว่า “ธุรกิจ” อาจมีความหมายแตกต่างกันไป ธุรกิจ อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงกิจการที่ประกอบธุรกิจตามความถนัด เช่นบริษัทไทยน้ำทิพย์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัทการบินไทยจำกัด เป็นต้น การประกอบธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นแบบแผนและสนองความต้องการของลูกค้าได้
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คือผู้ที่ยอมทุ่มเทเวลา ความพยายาม และเงินทุน เพื่อเพิ่มมูลค่าและดำเนินธุรกิจในการดำเนินธุรกิจนั้น โดยใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานต่อไปนี้
1. ทรัพยากรวัสดุ (Material resources) หมายถึง ทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบ อาคาร เครื่องจักร และเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิต
2. ทรัพยากรบุคคล (Human resources) หมายถึง บุคคลที่ทุ่มเทแรงงานให้ธุรกิจโดยได้รับค่าตอบแทน
3. ทรัพยากรการเงิน (Financial resources) หมายถึง เงินทุนที่ต้องมีไว้เพื่อจ่ายให้กับลูกจ้าง ซื้อวัตถุดิบ ซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
4. ทรัพยากรข้อมูล (Informational resources) หมายถึง ข้อมูลที่ให้ผู้ประกอบการหรือผู้จัดการทราบถึงความมีประสิทธิภาพในการใช้ร่วมกันของทรัพยากรทั้ง 3 ชนิดแรก
ประเภทของธุรกิจ
ในปัจจุบันธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing businesses) เป็นธุรกิจที่แปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น เสื้อผ้า รถยนต์ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
2. ธุรกิจบริการ (Service businesses) เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านต่างๆ แก่บุคคล เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดเสื้อ สำนักงานทนายความ คลินิก เป็นต้น
3. คนกลางทางการตลาด (Marketing middleman) เป็นธุรกิจที่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและขายต่อไปยังผู้บริโภคในร้านค้าปลีกใหญ่ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
เป้าหมายของธุรกิจ (Business goal)
การดำเนินงานทางด้านธุรกิจมีเป้าหมายดังนี้
1. การตอบสนองความต้องการ (Satisfying needs) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของลูกค้ามักมุ่งที่การสนองความพอใจของตนมากกว่าการได้เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว เช่น คนที่ซื้อรถยนต์ก็มักต้องการรถยนต์ที่มีความแข็งแกร่งทนทานสูง ประหยัดน้ำมัน แต่บางคนเลือกซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวก ความสวยงาม ความหรูหรา และความปลอดภัยโดยที่ไม่คำนึงเลยว่าจะประหยัดน้ำมันหรือไม่ ราคาจะถูกจะแพงอย่างไร ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจต่อการตอบสนองความต้องการและความพอใจของลูกค้าเสมอ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จ
2. กำไรของธุรกิจ (Business profit) กำไรที่เกิดจากธุรกิจถือเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ ถือเป็นผลตอบแทนความสี่ยงในการลงทุนทำธุรกิจ บางครั้งรายได้ทั้งหมดอาจถูนำไปจ่ายให้พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ขายวัตถุดิบ ชำระหนี้จนไม่เหลือเป็นกำไร สำหรับเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเลย ฉะนั้น จึงถือได้ว่าการทำธุรกิจเป็นการเสี่ยง เสี่ยงต่อการที่จะสูญเสียเงิน ความพยายาม และเวลา
วัตถุประสงค์ในการศึกษาธุรกิจ
ในการศึกษาธุรกิจ (Study business) จะทำให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกบธุรกิจในด้านต่างๆ ดังนี้
1. เป็นลูกค้าและผู้ลงทุนที่ฉลาด (Better – informed consumer and investor ) ในโลกของธุรกิจ ปัจจุบันลูกค้าไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ เป็นต้น จากผู้ขายโดยไม่ผ่านขั้นตอนการซื้อขายทางธุรกิจ (Business transaction) สิ่งเหล่านี้ย่อมอธิบายถึงลักษณะที่แท้จริงของระบบธุรกิจแบบทุนนิยม (สิ่งหนึ่งคือสนองความต้องการของชุมชน) การศึกษาถึงระบบธุรกิจจะทำให้ผู้ที่เป็นลูกค้าและผู้ลงทุนได้รับข้อมูลมากขึ้น เป็นผลให้เขาเหล่านั้นมีความฉลาดรอบรู้ที่จะตัดสินใจซื้อหรือจ่ายเงินเพื่อลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม
2. เป็นลูกจ้าที่ดีขึ้น (Better employee) ทั้งลูกค้าและผู้ลงทุนต่างก็ทำงาน จึงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันทุกคนจะมองหางานหรืออาชีพที่ถูกใจและมีรายได้สูงขึ้น ข้อมูลที่ได้จากการ ศึกษาธุรกิจจะช่วยให้เลือกอาชีพอุดมคติได้ ดังนั้น จึงพบว่าคนส่วนใหญ่จะทำงานกับธุรกิจแต่ก็มีบ้างที่รับราชการและทำงานในองค์การที่ไม่มุ่งกำไร
หลังจากเลือกอาชีพได้แล้วก็หันมาศึกษาหาความชำนาญ เพื่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพส่วนนายจ้างก็มองหาผู้สมัครงานที่มีความสามารถทั้งด้านวิชาการ และบุคคลสัมพันธ์เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ตลอดจนสามารถอยู่กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างมีความสุขสงบ ความสามารถเหล่านี้เมื่อรวมกับความรู้ในเรื่องการทำงานของระบบธุรกิจจะทำให้ผู้นั้นได้เปรียบผู้สมัครงานรายอื่น
3. เริ่มต้นทำธุรกิจของตนเอง (Start your own business) บางคนชอบทำธุรกิจส่วนตัว มากกว่าการเป็นลูกจ้างอยู่ในวงธุรกิจของผู้อื่น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีความสามารถหลายด้านเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ดี สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือความตั้งใจในการทำงานหนักตลอดเวลา แต่ผลสุดท้ายกลับปรากฏว่า ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ถึง 70 % ต้องประสบความล้มเหลวใน 5 ปีแรก ของการดำเนินธุรกิจ
ชนิดของระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ (Economic system หรือ Economy) หมายถึง กรอบของการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศ แต่ละสังคมดำเนินงาน หรือหมายถึง ระบบซึ่งสังคมจะตอบคำถาม 2 ประการ คือ 1) จะสร้างความมั่งคั่งอย่างไร 2) จะกระจายอย่างไร ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalistic system) หรือระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (Planned system) คำถาม 2 ประการนี้จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคลและองค์การในการศึกษาระบบเศรษฐกิจต้องอาศัยวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าช่วย การที่จะดูว่าแต่ละประเทศดำเนินเศรษฐกิจตามระบบเศรษฐกิจแบบใดนั้น สามารถพิจารณาได้จากคำถามพื้นฐาน 4 ประการที่ใช้ในการพิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศคือ 1) ผลิตอะไร จำนวนเท่าไร 2) ผลิตอย่างไร 3) ผลิตเพื่อใคร 4) ใครเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยหลักของการผลิต
ปัจจัยการผลิต (Factors of production) ประกอบด้วย
1. ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึง ทรัพยากรที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ในการผลิต ได้แก่ ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ
2. แรงงาน (Labor) หมายถึง ทรัพยากรบุคคล ได้แก่ แรงงานฝีมือ แรงงานกึ่งฝีมือ และแรงงานไร้ฝีมือ
3. ทุน (Capital) หมายถึง โรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักร และเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงานขององค์การ
4. การประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง ความเต็มใจที่จะเสี่ยง รวมทั้งความรู้แบะความสามารถที่จะใช้ปัจจัยการผลิตอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบเศรษฐกิจ (Entrepreneurship) ประกอบด้วย 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 2) ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ซึ่งประกอบด้วยระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์
1. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (Capitalism) คือ ระบบเศรษฐกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของและดำเนินงานในส่วนสำคัญของธุรกิจ คือ จัดหาสินค้า การบริการ ตามที่ Adam Smith ได้เขียนไว้ในหนังสือ The wealth of nations ปี 1776 กล่าวว่าสังคมจะได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อเอกชนทั่วไปในสังคมนั้นมีสิทธิ์ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนมากที่สุด นั่น คือ เขาเชื่อว่าเอกชนควรมีสิทธิ์ทำงานและรับผลกำไร โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล คือ ปล่อยให้เศรษฐกิจเป็นของประชาชน คือ ปล่อยให้ดำเนินงานกันเองตามความเหมาะสม และตามที่เห็นสมควร เรียกการบริหารลักษณะนี้ว่า แบบเสรีนิยม ( Laissez faire)
ระบบทุนนิยมแบบเสรีของ Adam smith ประกอบด้วยหลักพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1) การก่อให้เกิดความมั่งคั่ง (รวมทั้งสินค้า) ควรเป็นของเอกชนไม่ใช่ของรัฐ ดังนั้น ทรัพยากรที่ใช้ในการก่อให้เกิดความมั่งคั่ง จึงต้องเป็นของเอกชนด้วย 2) ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรควรมีอิสระในการจัดสรรทรัพยากรเหล่านั้น เพื่อหารายได้และผลประโยชน์ของเขา 3) ระบบเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดที่ยอมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตัดสินใจเลือกว่าจะเข้าหรือออกจากตลาดนี้ได้เอง นั่นคือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Free market economy) 4) บทบาทของรัฐควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะการป้องกันจากศัตรูภายนอก รักษาความสงบภายในประเทศจัดสร้างระบบสาธารณูปโภค และการศึกษา ส่วนด้านเศรษฐกิจรัฐบาลควรมีหน้าที่เป็นเพียงผู้กำหนดกติกา และเป็นกรรมการตัดสินเท่านั้น
2. ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (Planned economies) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกับระบบทุนนิยมอย่างชัดเจน เพราะคำตอบที่ได้จากคำถามพื้นฐาน 4 ข้อ สรุปได้ว่าเป็นระบบที่มีวางแผนมาจากรัฐบาลกลางไม่มากก็น้อย ซึ่งประกอบด้วย
2.1 ระบบสังคมนิยม ( Socialism) ระบบเศรษฐกิจแบบนี้รัฐบาลจะเป็นเจ้าของและควบคุมอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การขนส่ง การสาธารณูปโภค การสื่อสาร และการผลิตวัตถุดิบที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ ในบางประเทศรัฐบาลจึงมักเข้าควบคุมธนาคารใหญ่ ๆ ที่ดิน และวัตถุดิบอาจเป็นสมบัติของรัฐบาลเช่นกัน ในบางประเทศรัฐบาลยอมให้ประชาชนเป็นเข้าของที่ดินและอาคารรวมทั้งธุรกิจขนาดย่อมที่มีความสำคัญน้อยได้บ้าง โดยทั่วไปแล้วประชาชนมีสิทธิเลือกอาชีพได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาล
สำหรับอุตสาหกรรมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของจะผลิตอะไรและอย่างไรนั้น ขึ้นกับเป้าหมายของชาติที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าจากส่วนกลาง โดยคำนึงถึงทรัพยากรของชาติที่มีอยู่ การจำหน่ายสินค้าและบริการก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเช่นกัน ด้วยการกำหนดอัตราค่าเช่าและค่าแรง เป้าหมายสำคัญส่วนหนึ่งของประเทศสังคมนิยมคือการกระจายรายได้อย่างเสมอภาค ขจัดความยากจน กระจายสวัสดิการ (ค่ารักษาพยาบาล) ให้กับทุกคนที่ต้องการ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างช้าๆ และขจัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มักเกิดกับการแข่งขันในระบบทุนนิยม
ประเทศประชาธิปไตยที่ยังใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมอยู่บ้าง ได้แก่ ประเทศอังกฤษฝรั่งเศส สวีเดน และอินเดีย อย่างไรก็ดีประเทศที่รัฐบาลเข้าควบคุมระบบเศรษฐกิจจนเกือบไม่มีอิสรภาพเลยถูกจัดให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์
2.2 ระบบคอมมิวนิสต์ (Communism) ถ้าถือว่า Adam Smith เป็นบิดาแห่งระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม Karl Marx ก็คือ บิดาแห่งระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ระหว่างกลางของศตวรรษที่ 19 Marx ได้กำหนดแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับคนงาน ที่ถูกเอาเปรียบ เมื่อเป็นระบบคอมมิวนิสต์แล้วคนงานทุกคนจะทำงานให้กับสังคมอย่างเต็มใจตามความสามารถ เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
ประเทศจีนและคิวบา ยังเป็นประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด และคำตอบที่ได้จากคำถามพื้นฐานสรุปได้ว่าเป็นการวางแผนมาจากส่วนกลาง มีการกำหนดราคาและอัตราค่าแรงงานโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชน การเลือกผลิตสินค้าก็เช่นเดียวกันที่รัฐบาลไม่สนใจความต้องการของประชาชนทำให้เกิดความขาดแคลนสินค้าเพื่อการบริโภค (Consumer goods) ขึ้นบ่อยครั้ง คนงานระดับกลางและต่ำไม่สามารถเลือกงาน แต่คนงานระดับฝีมือยังเป็นที่ต้องการ มีรายได้สูงและสิทธิพิเศษ เช่น ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักกีฬา เป็นต้น
ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นไปตามแนวความคิดของ Mark ทั้งหมดอีกแล้วแต่กลับหันไปหาระบบสังคมนิยมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดแทน คือยอมให้ทำการค้าเสรีได้บ้าง ในความเป็นจริงแล้วประเทศต่างๆ จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ตัวอย่าง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ขณะที่ประเทศอื่นมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าโดยใช้วิธีปฏิวัติ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ประเทศที่เริ่มจากระบบเศรษฐกิจทิศทางหนึ่งอาจเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามจึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะยังมีระบบเศรษฐกิจใดใกล้เคียงกับระบบคอมมิวนิสต์ของ Marx เหลืออยู่อีก
การวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ
การวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ (Measuring economic performance) ของชาติใด ชาติหนึ่ง คือการประเมินความสามารถในการผลิต (Productivity) ซึ่งความสามารถในการผลิต หมายถึง ระดับเฉลี่ยของผลผลิตต่อคนงานต่อชั่วโมง เป็นการวัดประสิทธิภาพของการผลิตสำหรับระบบเศรษฐกิจ แต่ละระบบ การเพิ่มขึ้นของความสามารถในการผลิตเป็นผลจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะแรงงานที่กำหนดให้นั้นสามารถผลิตสินค้าและบริการได้จำนวนมากขึ้น การวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product หรือ GNP) ซึ่งหมายถึงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตโดยประชาชนของประเทศนั้นในงวดเวลาที่กำหนด เช่น นำ GNP ในปี พ.ศ. 2545 ของประเทศไทย เท่ากับ 5.5 ล้านล้านบาท มาเทียบกับ GNP ของวดเวลาอื่นเพื่อดูความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์อาจนิยมใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งหมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นได้ภายในประเทศมาเป็นเครื่องวัดผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจ คำนิยามของ GDP และ GNP จะคล้ายกันมาก แต่มีข้อแต่ต่างคือ GDP จะไม่รวมรายได้สุทธิจากต่างประเทศ
ชนิดของตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือ ระบบตลาดเสรี (Free market system) แสดงให้เห็นการแข่งขันระหว่างผู้ขายสินค้าและทรัพยากร นักเศรษฐศาสตร์แบ่งการแข่งขันในตลาดออกเป็น 4 ตลาด คือ 1) ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) 2) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) 3) ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) 4) ตลาดผูกขาด (Monopoly) ออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่มีการแข่งขันสูงสุดถึงไม่มีการแข่งขันเลยดังนี้
1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) เป็นสถานการณ์ทางตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าชนิดเดียวกันหลายราย แต่ไม่มีใครมีอิทธิพลมากพอที่จะควบคุมราคาของสินค้านั้นได้ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์นี้มีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้ 1) เน้นที่ตลาด ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ข้าวสาร 2) ผู้ขายทุกคนเสนอขายสินค้าที่มีลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงกันมากจนผู้ซื้อมองไม่เห็นความแตกต่าง เมื่อใช้ราคาขายเดียวกัน 3) ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรับรู้ข้อมูลทางการตลาด เช่น ราคาตลาดของสินค้า ได้สะดวกเท่าเทียมกัน 4) ตลาดจะไม่ได้รับผลกระทบโดยการกระทำของผู้ซื้อหรือผู้ขายรายใดเพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายมากราย การซื้อขายแต่ละรายมีจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกันทั้งตลาด
เมื่อใช้การแข่งขันสมบูรณ์ ผู้ขายทุกคนต้องใช้ราคาเดียวกัน เพราะถ้าแตกต่างกันโดยตั้งราคาที่สูงกว่าแล้วจะทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากผู้ซื้อจะหันไปซื้อจากคู่แข่งขันที่เสนอราคาต่ำกว่าหรือยอมลดราคาลงบ้างเพื่อต้องการขายสินค้านั้นให้หมดเร็วขึ้น โดยยอมรับกำไรลดลงกว่าการขายในราคาตลาด เพราะผู้ซื้อเต็มใจซื้อในราคาตลาดอยู่แล้วแต่ใครคือผู้กำหนดราคานั้น ความจริงแล้วราคาผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดถูกกำหนดโดยการกระทำของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายโดยอาศัยการควบคุมของอุปทานและอุปสงค์ (Supply and demand) ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็รักษาผลประโยชน์สูงสุดของตนดังที่ Adam Smith เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible hand) ของการแข่งขัน ซึ่งอธิยายได้ดังนี้
1.1 หลักพื้นฐานของอุปทานและอุปสงค์ (The basics of supply and demand) อุปทานขอสินค้าใดสินค้าหนึ่ง คือ ปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตตั้งใจจะขายที่ระดับราคาหนึ่งในหลายราคา และคาดได้ว่าเขาจะเสนอขายสินค้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถ้าได้ราคาสูงขึ้น และจะเสนอขายสินค้าในปริมาณที่น้อยลงถ้าราคาลดลง ดังรูปที่ 1.2
อุปสงค์ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งคือปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้อตั้งใจซื้อที่ระดับราคาหนึ่งในหลายราคา และคาดได้ว่าเขาจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อซื้อสินค้าปริมาณมากในราคาที่ลดลง และจะซื้อน้อยลงเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นคนจะหันไปซื้อสินค้าอย่างอื่นที่ใช้แทนกันได้ คือไม่ใช้สินค้าเดิมเลยหรือลดปริมาณการซื้อลง และจะซื้อสินค้านั้นในปริมาณมากขึ้นเมื่อราคาลดลง
ราคาต่อหน่วย 100
90
80
70
60
50
40
30
20
10
0 100 200 300 400 500 600
ปริมาณ (Quantity)
รูปที่ 1.2 แสดงดุลยภาพของตลาด (Market equilibrium)
1.2 ราคาดุลยภาพหรือราคาตลาด (The Equilibrium price or market price) ตามปกติแล้วจะต้องมีราคา ณ จุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ปริมาณอุปสงค์ของสินค้าชนิดหนึ่งเท่ากับปริมาณอุปทานของสินค้าชนิดนั้น สมมติว่าผู้ผลิตตั้งใจจะผลิตข้าวสาร 2 ล้านกิโลกรัม และขายในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ส่วนผู้ซื้อสินค้าตั้งใจซื้อข้าวสารปริมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท กรณีนี้จะเกิดจุดที่อุปทานและอุปสงค์เท่ากันหรือจุดดุลภาพและที่ระดับราคา 20 บาท นักเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า ราคาดุลยภาพหรือราคาตลาด ภายใต้วิธีการแข่งขันสมบูรณ์ราคาตลาดของผลิตภัณฑ์ คือ ราคา ณ จุดที่ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณของอุปทานพอดี หมายถึงถ้าผู้ผลิตผลิตข้าวสาร 2 ล้านกิโลกรัมแล้วจะไม่มีใครเลยที่เสนอซื้อในราคากิโลกรัมละ 20 บาท แล้วซื้อไม่ได้ และไม่มีผู้ขายใดเลยที่เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 20 บาท แล้วขายไม่ได้
ตามทฤษฎีของโลกแห่งความจริงแล้ว ราคาตลาดมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่กระทบอุปทานและ อุปสงค์ ตัวอย่างเช่น อุปสงค์ของข้าวสารอาจเปลี่ยนไปหากมีผู้ทำวิจัยพบว่าข้าวสารมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่ เคยรับรู้มาก่อน ผู้ใช้ก็จะเพิ่มความต้องการในข้าวสารทำให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น หรืออุปทานของข้าวสารอาจเปลี่ยนถ้ามีการยอมรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำให้ผลิตข้าวต่อไร่ได้มากขึ้น ในกรณีนี้ผู้ผลิตจะยินดีค้าขายสินค้า (ข้าวสาร) ในปริมาณที่มากขึ้นในราคาที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลต่อราคาใหม่ของตลาดด้วยการเปลี่ยนแปลงอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาก็คือการเปลี่ยนรสนิยมของผู้ซื้อ หรือการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อให้สนองความต้องการเก่าและการยืดหยุ่นในรายได้ซึ่งจะมีผลต่อเงินเฟ้อหรือเงินฝืด
2. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) ตลาดที่มีสภาพใกล้เคียงความเป็นจริงในปัจจุบันก็คือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ซึ่งมีลักษณะหลายประการคล้ายตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ได้แก่ ตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายหลายราย (ปัจจุบันอาจมีจำนวนผู้ขายน้อยลงกว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์) แต่จะต้องมากพอที่จะประกันตลอดชีวิต
ความแตกต่างของสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตยอมรับว่าสำหรับสินค้าเพื่อการอุปโภค และบริโภคตั้งแต่สบู่ เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อทำให้ผู้ซื้อมองเห็นความแตกต่างในสินค้าที่คล้ายกันได้แล้ว ผู้ผลิตจะสามารถควบคุมราคาตลาดของสินค้าได้บ้าง ดังเช่น ราคาถุงน่องสตรีจะแตกต่างกันตามชื่อยี่ห้อที่ต่างกัน แต่ภายใต้การแข่งขันสมบูรณ์แล้วราคาของถุงน่องสตรีทุกยี่ห้อ จะเท่ากันคือเป็นราคาดุลยภาพ
3. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เป็นตลาดที่มีผู้ขายตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป โดยทั่วไปเป็นผู้ขายรายใหญ่ ทั้งจำนวนเงินลงทุนและขนาดของกิจการ ด้วยเหตุนี้อุตสาหกรรมแบบตลาดผู้ขายน้อยราย จึงยังคงรักษาสภาพต่อไปได้ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น
เนื่องจากมีผู้ขายน้อยราย ผู้ขายแต่ละรายจึงสามารถควบคุมราคา ขณะเดียวกันตลาดของผู้ขายแต่ละรายจะมีผลกระทบอย่างมากต่อยอดขายของคู่แข่งขัน เช่น ถ้าบริษัท General Motors ลดราคารถยนต์ของบริษัทลง จะมีผลทำให้บริษัทผลิตรถยนต์รายอื่นต้องลดราคาลงตามด้วย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไว้ แต่ถ้าบริษัทตนที่ต่ำกว่าจะมีผลทางการแข่งขันอย่างไรแล้ว จึงตัดสินใจดำเนินต่อตามที่เห็นว่าเหมาะสม สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์เดียวกันย่อมมีราคาใกล้เคียงกัน เนื่องจากไม่ใช่ตลาดที่แข่งขันโดยใช้ราคาจึงต้องหันมาใช้ความแตกต่างของสินค้าเป็นเครื่องมือในการแข่งขันแทน
4. ตลาดผูกขาด (Monopoly) คือ ตลาด (หรืออุตสาหกรรม) ที่มีผู้ขายเพียงรายเดียว เพราะมีผู้จัดหาวัตถุดิบป้อนการผลิตสินค้าเพียงรายเดียว จึงมีอำนาจในการกำหนดราคา แต่อย่างไรก็ตามไม่มีกิจการใดสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ให้สูงเกินไปได้ เพราะจะทำให้สินค้าขายไม่ได้ ดังนั้น กิจการผูกขาดจึงต้องพิจารณาอุปสงค์ของสินค้าและกำหนดราคา ณ ระดับที่ก่อให้เกิดกำไรสูงสุด
เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ตารางที่ 1.1 จะแสดงการเปรียบเทียบลักษณะตลาดต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ดังนี้
ตารางที่ 1.1 แสดงการเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ของโครงสร้างตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ลักษณะตลาดและการแข่งขันในตลาด
(Market and competition) ตลาดแข่งขันอย่างสมบูรณ์
(Pure competition) ตลาดกึ่งแข่งขันกึงผูกขาด
(Monopolistic competition market) ตลาดที่มีผู้ขาย น้อยราย
(Oligopoly
market) ตลาดผูกขาด
(Pure monopoly market)
1. ความหมาย เป็นตลาดซึ่งไม่มีผู้ซื้อหรือผู้ขายรายใดสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ได้เอง เพราะผลิตภัณฑ์คล้ายคลึงกันการเข้าสู่ตลาดหรือออกจากตลาดของผู้ผลิตเป็นไปโดยงานตลอดจนผู้ซื้อและผู้ขายมีความรู้เกี่ยวกับตลาดเป็นอย่าง เป็นรูปแบบขององค์การตลาดซึ่งมีผู้ขายจำนวนมากโดยผลิตภัณฑ์แตกต่างกันทั้งนี้ในการเข้าสู่ตลาดหรือออกจากตลาดในระยะยาวจะค่อนข้างง่าย เป็นรูปแบบขององค์การการตลาดซึ่งมีผู้ชายน้อยรายโดยอาจจะขายผลิตภัณฑ์ทีเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เป็นรูปแบบขององค์การตลาดซึ่งมีผู้ขายผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งเป็นรายเดียวโดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดทดแทน
2. จำนวนคู่แข่งขัน มากที่สุด มาก น้อย หนึ่งราย
3. ขนาดของธุรกิจในตลาด เล็ก แตกต่างกัน (เล็กหรือใหญ่) ใหญ่ ไม่มีคู่แข่งขัน
4. ลักษณะผลิตภัณฑ์ เหมือนกัน แตกต่างกัน คล้ายกันหรือต่างกัน เอกลักษณะไม่มีสินค้าทดแทนได้
5. ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตร ภัตตาคารร้านเสริมสวย น้ำมันเหล็กอื่นๆ โทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา
6. บทบาทการกำหนดราคา ไม่มีบทบาทในการกำหนดราคาโดยตลาด(ผู้ชื้อทั้งสิ้นและผู้ขายทั้งสิ้น) มีบทบาทในการกำหนดราคา มีอำนาจในการกำหนดราคาและการกำหนดราคาร่วมกัน มีอำนาจในการกำหนดราคาได้ยกเว้นรัฐบาลจะเข้าไปควบคุมราคา
7. การเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรม ง่ายมาก ง่าย ยาก ยากมาก
หน้าที่องค์การธุรกิจ
หน้าที่องค์การธุรกิจ (Business function) มีหน้าที่ขององค์การธุรกิจที่สำคัญ ดังรูปที่ 1.3
รูปที่ 1.3 แสดงหน้าที่องค์การธุรกิจ (Business Function)
1. องค์การและการจัดการ (Organization and Management (O&M) องค์การ (Organization) หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้น ทำงานร่วมกัน และประสานงานกันเพื่อให้ผลลัพธ์ของกลุ่มประสบความสำเร็จการจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการนำทรัพยากรการบริหารมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามขั้นตอนการบริหาร คือ (1) การวางแผน (Planning) (2) การจัดองค์การ (Organizing) ( 3 ) การชักนำ (Leading) (4) การควบคุม (Controlling)
2. การผลิตและการปฏิบัติการ (Production and Operations) ให้มีความสม่ำเสมอในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับการออกแบบทางวิศวกรรม โดยก่อให้เกิดผลเสียต่ำสุดและเกิดผลผลิตสูงสุดตลอดจนมีความรวดเร็วต่อการปรับเข้าหาความต้องการซื้อของลูกค้าได้
3. ทรัพยากรบุคคล (Human Resources) หมายถึง บุคคลในองค์การที่สามารถสร้างมูลค่าของระบบการบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4. การตลาด (Marketing) เป็นการใช้เครื่องมือการตลาด โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ได้ทันเวลา
5. การบัญชี (Accounting) เป็นการออกแบบระบบการบันทึกรายการ การจัดทำรายงานการเงิน โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้และแปลความหมายของรายการนั้น
6. การเงิน (Finance) เป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อความอยู่รอด ความเจริญเติบโตและความคล่องตัวทางด้านการเงินเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด (Profit maximization) และความมั่งคั่งสูงสุด (Wealth maximization)
7. ระบบสารสนเทศ [Information system (IS)] เป็นระบบของกระบวนการข้อมูลที่ออกแบบเพื่อรวบรวมเก็บรักษา แยกแยะ และนำกลับมาใช้เพื่อสนับสนุนการวางแผน การตัดสินใจ การประสานงานและการควบคุม
การค้าปลีก
กิจกรรมในการเป็นผู้ประกอบการนั้นมีอยู่ในอุตสาหกรรมทุกประเภท ธุรกิจขนาดย่อมหลายพันแห่ง เริ่มต้นขึ้นแต่ละปีในรูปแบบของการค้าปลีก การให้บริการ การผลิต การค้าส่ง การก่อสร้าง การขนส่งการเงิน การประกันภัย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อมได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นในแต่ละส่วนเหล่านี้ของระบบเศรษฐกิจ
โดยทั่วไป การค้าปลีกและธุรกิจให้บริการเข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญในธุรกิจที่เริ่มต้นขึ้นใหม่ ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจทั้งสองประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีความเป็นเจ้าของและการดำเนินงานที่เป็นอิสระ
1. ลักษณะของการค้าปลีก
ธุรกิจค้าปลีกมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายน้อยจนถึงธุรกิจที่มีการค้าทั่วโลกซึ่งมียอดขายหลายพันล้านบาทและมีสินค้าที่จำหน่ายต่างกันหลายประเภท ร้านค้าปลีกเป็นการดำเนินธุรกิจซึ่งทำการจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้จำหน่าย (ผู้ผลิตหรือพ่อค้าส่ง) และจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ให้แก่ลูกค้า สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสินค้าซึ่งผู้บริโภคคนสุดท้ายซื้อไปในตัวหรือใช้ในครัวเรือน บทบาทของพ่อค้าปลีกในการแจกจ่ายสินค้าแสดงไว้ในรูปที่ 1.4 ดังนั้น พ่อค้าปลีกจึงทำหน้าที่สำคัญในการแจกจ่ายสินค้า เนื่องจากพวกเข้าช่วยให้มีสินค้าในเวลาและสถานที่ที่ผู้บริโภคต้องการ ธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต พ่อค้าส่งหรือพ่อค้าปลีก รวมถึงสินค้าที่จำหน่ายทางไปรษณีย์หรือโทรศัพท์ ผู้ผลิตและพ่อค้าส่งซึ่งจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงไม่ใช่พ่อค้าปลีก เนื่องจากหน้าที่เบื้องต้นของพวกเขา คือ การจำหน่ายสินค้าให้แก่ธุรกิจอื่นๆ และองค์การที่ไม่หวังกำไรทั้งองค์การเอกชนและองค์การรัฐบาล
รูปที่ 1.4 แสดงบทบาทของพ่อคล้าปลีกในการแจกจ่ายสินค้า
2. ประเภทของสินค้า
สินค้าอุปโภคบริโภคมีหลายประเภทซึ่งอาจจะแบ่งเป็นสินค้าคงทนถาวรหรือสินค้าไม่คงทนถาวร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสินค้านั้นได้รับการคาดหมายว่าจะใช้ได้เป็นเวลานานเพียงใด
สินค้าคงทนถาวร หมายถึง สินค้าที่จับต้องได้ซึ่งจะคงทนมีอายุการใช้งานเป็นเวลาค่อนข้างนานถึงแม้ว่าจะถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น รถยนต์ เครื่องเรือน เครื่องใช้ ในครัวเรือน และวัสดุก่อสร้างสินค้าไม่คงทนถาวรเป็นสินค้าที่จึงต้องได้เช่นกัน แต่มีความคาดหมายอายุกาใช้งานไว้สั้นกว่า เช่น เสื้อผ้า ยาและอาหาร
3. ประเภทของกิจการค้าปลีก
พ่อค้าปลีกย่อมต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญหลายๆ อย่างก่อนที่จะเข้าไปประกอบกิจการค้าปลีก การตัดสินใจเริ่มแรกที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ประเภทของร้านค้าปลีกที่ตั้งใจจะประกอบการเนื่องจากธุรกิจค้าปลีกมีหลายประเภท นอกจากนี้ พ่อค้าปลีกยังต้องพิจารณาถึงขอบเขตของสายผลิตภัณฑ์ที่วางแผนว่าจะจำหน่ายพร้อมทั้งการกำหนดราคาสินค้า
3.1 ร้านค้าปลีกสายเดียว (Single Line Store)
ร้านค้าปลีกสายเดียวเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้าหลายชนิดที่มีอยู่ในสายเดียวกัน และเป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ร้านค้าปลีกสายเดียวที่จำหน่ายเครื่องแต่งกายสุภาพสตรีและจำหน่ายเครื่องแต่งกายสตรีและสินค้าชนิดอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กันเป็นต้นว่า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น
3.2 ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง (Specialty Store)
ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างเป็นร้านที่จำกัดประเภทของสินค้าที่จำหน่าย แต่จะมีสินค้าประเภทนั้นไว้ให้เลือกเป็นจำนวนมากซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าตามที่ต้องการได้ เช่น ร้านค้าจำหน่ายเนคไท จำหน่ายเฉพาะเนคไทหลายแบบ หลายขนาด มีเนื้อผ้า สีและลวดลาย ที่แตกต่างกันไว้ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ
3.3 ร้านค้าปลีกเบ็ดเตล็ด (Variety Store)
ร้านค้าปลีกสินค้าเบ็ดเตล็ดเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้ามากมายหลายประเภท เป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงและใช้กันอยู่ในครัวเรือน เช่นเครื่องเขียน ถ้วยชาม เครื่องสำอาง ของใช้ประจำวัน เป็นต้น
3.4 ร้านสรรพสินค้า
ร้านสรรพสินค้าหมายถึง ร้านที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่างหลาย ๆ ร้านที่รวมกันอยู่เป็นร้านเดียวกัน เป็นร้านที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ร้านสรรพสินค้ามักจะแบ่งออกเป็นแผนก ๆ ตามประเภทของสินค้า เช่น แผนกเสื้อผ้าสภาพสตรีและเด็ก แผนกเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ แผนกรองเท้า แผนกของเล่นเด็ก แผนกเครื่องสำอางค์ เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในร้านสรรพสินค้าจะมีร้านอาหารและคอฟฟี่ช๊อปเพื่อเป็นบริการให้ลูกค้า และถ้าหากว่าร้านสรรพสินค้ามีขนาดใหญ่อาจจะมีบริการสวนสนุก ที่พักผ่อนให้กับลูกค้าอีกด้วย
ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสรรพสินค้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ลูกค้านิยมซื้อสินค้าจากร้านสรรพสินค้า เนื่องจากความสะดวกเรื่องสถานที่จอดรถ การมีสินค้าไว้บริการหลายประเภทช่วยให้ลูกค้าเข้าไปในร้านเดียว แต่ซื้อสินค้าที่ต้องการได้หลายประเภท (one-stop shopping) เป็นการประหยัดเวลา นอกจากนี้ ร้านสรรพสินค้ายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ บันไดเลื่อน ลิฟต์ เป็นต้น
3.5 ร้านสรรพาหาร (Supermarket)
ร้านสรรพาหารเป็นร้านปลีกที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ ในครัวเรือนทุกเรือนทุกประเภทและเป็นร้านค้าที่ลูกค้าเข้าไปในร้านครั้งเดียว แต่ซื้อสินค้าที่ต้องการได้หลายประเภท ร้านสรรพาหารนำเทคนิคของการบริหารตนเอง (Self service) มาใช้ และจำกัดการให้บริการของร้านค้าซึ่งจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนดำเนินงานของร้านได้ส่วนหนึ่ง ร้านสรรพาหารใช้วิธีสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่ายครั้งละเป็นจำมากเพื่อช่วยให้มีอำนาจต่อรอง ได้รับส่วนลดในการซื้อ และยังประหยัดต้นทุนของสินค้าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ร้านสรรพาหารจึงสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าร้านค้าปลีกอิสระ
3.6 ร้านค้าแบบให้ส่วนลด (Discount Stores)
ร้านค้าแบบให้ส่วนลดเน้นที่ราคาต่ำกว่าเป็นเครื่องจูงใจที่สำคัญในการจำหน่าย ลูกค้าอาจจะพบผู้ให้ส่วนบดที่เป็นธุรกิจขนาดย่อมซึ่งเสนอสินค้าที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก โดยทั่วไปร้านค้าประเภทนี้เสนอบริการที่จำกัด หรือไม่ให้บริการแก่ลูกค้าเลย
3.7 ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อ (Convenience Stores)
ลักษณะของการบริการตนเองและทำเลที่ตั้งของร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่ซื้อตามสะดวกช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านประเภทนี้ได้ง่ายมาก ร้านค้าประเภทนี้จำหน่ายสินค้าที่ลูกค้าซื้อตามสะดวกและมักจะเป็นสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ประจำวันภายในครอบครัวทำเลที่ตั้งของร้านค้ามักจะตั้งอยู่ใกล้ย่านชุมชน หมู่บ้าน สถานที่ทำงาน ในต่างประเทศ ร้านค้าประเภทนี้จะมีลักษณะลูกค้าขับรถเข้าไปจอดหน้าร้านและสั่งซื้อจากภายในรถ (Drive-in)
ธุรกิจการให้บริการ
ธุรกิจให้บริการจัดหา “บริการ” ให้แก่ผู้บริโภค ธุรกิจอื่น หรือหน่วยงานของรัฐ สินค้าคงทนถาวร และสินค้าไม่คงทนถาวรเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่บริการเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็น รู้สึก ได้ยิน ได้กลิ่น หรือรู้รสได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ธุรกิจให้บริการเชี่ยวชาญในการจัดหาบริการต่าง ๆ ธุรกิจให้บริการอาจจะจำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นส่วนประกอบของบริการที่ให้ เช่น ช่างทำผมอาจจะจำหน่ายแชมพูสระผม ร้านซ่อมรถจักรยานอาจจะจำหน่ายอะไหล่รถจักรยานด้วย
1. ความหมายของธุรกิจให้บริการ
บริการ คือ การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้แก่ลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างโดยใช้หลักเกณฑ์ของค่าธรรมเนียมหรือการทำสัญญา ในที่นี้เราจะกล่าวเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมโดยจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ บริการของรัฐ หรือองค์การที่ให้บริการโดยไม่แสวงหากำไรอื่นๆ ในบรรดาธุรกิจขนาดย่อมที่ให้บริการนั้น เราสามารถแยกประเภทเป็นธุรกิจที่ให้บริการแก่อุตสาหกรรมหรือผู้ว่าจ้างทางธุรกิจและลูกค้าเอกชน
บริการที่ให้แก่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจได้แก่ กิจกรรมต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา อาคาร การขนส่งสินค้า การโฆษณา และการออกแบบงานด้านศิลปะ บริการเหล่านี้มักจะถูกพบว่าอยู่ในสายของธุรกิจ บริการอื่นๆ คือ การบัญชีและ/หรือ การตรวจสถาปัตยกรรม การธนาคาร วิศวกรรม การประกันภัย การวิจัยตลาด การประเมินราคาทรัพย์สิน และกิจการด้านการค้าส่งอีกหลายประเภทอย่างไรก็ตาม การดำเนินงานเหล่านี้ บางด้านไม่ได้มีการปฏิบัติเพื่อให้ผู้ใช้ทางธุรกิจเท่านั้น บุคคลเอกชนใช้บริการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
บริการที่ให้แก่ลูกค้าเอกชนบางครั้งจะผันแปรมากกว่าบริการที่ให้แก่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรม และบ่อยครั้งที่บุคคลซึ่งว่าจ้างบุคคลอื่นเพื่อให้บริการแก่ตนสามรถให้บริการเหล่านี้ได้ ในปัจจุบัน มีการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ในเรื่องของบริการที่เป็นความจำเป็นของชีวิต เช่น การทำความสะอาด การซ่อมแซม และความช่วยเหลือด้านอาชีพชนิดต่างๆ
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ มีเหตุผลหลายประการ อาหาร ที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากซื้อหามา และเนื่องจากเราต้องวุ่นวายอยู่กับการหาเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นต่างๆ เราจึงต้องการหาความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีเวลาที่จะขวนขวายหามาได้และเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อการซักเสื้อผ้า การทำความสะอาด การซ่อมแซม และอื่น ๆ นอกจากนี้เครื่องจักรบางชนิดที่ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลต่าง ๆ มีความซับซ้อน บุคคลเป็นจำนวนมากไม่มีทักษะ หรือไม่มีความปรารถนาที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมสินค้าประเภทเครื่องจักที่มีความซับซ้อนซึ่งพวกเขาใช้อยู่เช่น ช่างซ่อมโทรทัศน์ เท่านั้นที่จะสามารถซ่อมเครื่องโทรทัศน์สีได้ บุคคลบางคนทำการซ่อมแซมด้วยตัวเองโดยการซื้อและการปฏิบัติตามคู่มือ แต่เวลาที่เสียไปและเครื่องมือที่ต้องการใช้มักจะทำให้ความพยายามดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
2. ลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจให้บริการ
2.1 ความชำนาญ2.2 เฉพาะด้านของ2.3 การให้บริการ
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของธุรกิจบริการคือ ธุรกิจให้ความสนใจกับการให้บริการเพียงประเภทเดียว หรือการให้บริการที่สัมพันธ์กันเพียงไม่กี่ประเภท เช่น ช่างตัดผมจะจำกัดการให้บริการคือ การตัดผมและการให้บริการที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เช่น การโกนหนวด และการสระผม ผู้ให้บริการกำจัดแมลงอื่นๆ ตัวแทนซ่อมรถยนต์จะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถยนต์ ครูสอนเปียโนจะสอนนักเรียนนักเรียนเปียโนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน สระว่ายน้ำและโรงภาพยนตร์จะให้ความสนุกสนานเพียงประเภทเดียวตามที่มีการออกแบบไว้
ภายในขอบเขตของการบริการที่ให้อาจจะมีความชำนาญเฉพาะด้านของแรงงานเช่น ช่างทำผมและช่างลำเล็บในร้านเสริมสวยบางร้าน โรงภาพยนตร์ จะมีช่วงผู้ควบคุมห้องฉายภาพยนตร์พนักงานเดินตั๋ว และพนักงานจำหน่ายตั๋ว ความชำนาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นลักษณะที่มีอยู่ในพวกแม่บ้านของโรงแรม ผู้ช่วยชีวิตที่สะว่ายน้ำ ช่างรีดเสื้อผ้าในร้านซักแห้งและนายช่างผู้เชี่ยวชาญด้านตัวถังหรือเบรกในอยู่ซ่อมรถยนต์
ความชำนาญเฉพาะด้านประเภทสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ การให้ความสนใจกับระดับหรือประเภทของลูกค้า ในบรรดาธุรกิจให้บริการ เช่น บริษัทจัดหาคนให้ธุรกิจบางแห่งจะจำกัดการให้บริการหาเฉพาะบุคคลสายอาชีพและระดับบริหาร หรือธุรกิจให้เช่ารถบรรทุกจะให้บริการเฉพาะธุรกิจที่ประกอบ กิจการเกี่ยวกับรถบรรทุกซึ่งเป็นของเจ้าของคนเดียว การให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์โดยสารที่เอกชนเป็นเจ้าของ และโรงแรมบางแห่งต้อนรับเฉพาะแขกทีมาสัมมนา แต่โรงแรมอื่นๆ ไม่รับจัดสัมมนา เนื่องจากทางโรงแรมพิจารณาเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทำกำไรได้
2.2 หน้าที่ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างธุรกิจให้บริการและกิจการค้าปลีก
ธุรกิจให้บริการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการในขณะที่กิจการค้าปลีกจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก แต่กระนั้นก็ตาม ธุรกิจทั้งสองประเภทนี้ยังมีหน้าที่ที่คาบเกี่ยวกัน เช่น ช่างตัดผมจำหน่ายน้ำยาใส่ผมและเครื่องนวดไฟฟ้า รวมซ่อมวิทยุและโทรทัศน์จำหน่ายหลอดวิทยุและสายอากาศ ร้านซ่อมรถยนต์ จำหน่ายอะไหล่รถ และสระว่ายน้ำบริการจำหน่ายอาหารว่าง ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ในกรณีเหล่านี้ การจำหน่ายสินค้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหน้าที่ทางการให้บริการอย่างไรก็ตาม ในกรณีอื่นๆ การประกอบกิจการค้าปลีกเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งของธุรกิจให้บริการ เช่นโรงแรมที่มีอาหารไว้บริการในคอฟฟี่ช๊อปหรือห้องอาหาร การให้บริการจำหน่ายอาหารนี้อาจจะดึงดูดแขกที่ไม่ได้พักอยู่ในโรงแรมได้เป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจให้บริการจึงแข่งขันกับกิจการค้าปลีกต่างๆ ในทางตรงกันข้ามจาการค้าปลีกแข่งกับธุรกิจให้บริการ โดยการเพิ่มบริการต่างๆ เช่น ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่มีแผนกให้บริการซ่อมรถอยู่ด้วย การที่มีแผนให้บริการซ่อมรถนี้เพื่อเก็บอะไหล่รถและซ่อมรถยนต์ที่มีตัวแทนจำหน่ายให้ลูกค้า แต่ตัวแทนเหล่านี้เปิดบริการแก่ทุกคนเข้ามารับบริการและบ่อยครั้งที่การให้บริการแข่งขันกับการจำหน่ายรถยนต์ ถึงแม้ว่าการจำหน่ายรถใหม่และรถที่ใช้เป็นสายงานหลักธุรกิจการให้บริการซ่อมรถก็เป็นงานรองที่สำคัญ พ่อค้าปลีกที่จำหน่ายเปี่ยนโนและเครื่องดนตรีอื่นๆ จะเสนอให้ผู้ที่ซื้อเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งได้เรียนวิธีการเล่นเครื่องดนตรี นั้น โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสิบสองสัปดาห์ ดังนั้น กิจการค้าปลีก และธุรกิจให้บริการจึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด
กิจการค้าปลีกและธุรกิจให้บริการเสนอบริการบางประเภทให้แก่ลูกค้า โดยไม่คิดมูลค่าเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขาย การให้บริการของกิจการค้าปลีก เช่น ร้านสรรพสินค้าบริการ ห่อของขวัญในเทศกาลต่างๆ การบริการขนส่งสินค้า และการขยายสินเชื่อให้แก่ลูกค้า ตัวอย่างบริการที่ให้แก่ลูกค้า โดยไม่คิดมูลค่าของธุรกิจให้บริการ เช่น ร้านตัดผมจัดให้มีวิทยุหรือโทรทัศน์เพื่อให้ความบันเทิงแก่ลูกค้าและมีนิตยสารต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าอ่านในระหว่างนั่งคอย ธุรกิจซักรีดและทำความสะอาด หลายแหล่งให้บริการจัดเก็บและจัดส่งถึงบ้านหรือที่ทำงานของลูกค้าด้วย
ความคาบเกี่ยวของหน้าที่การจำหน่าย และการให้บริการดังกล่าวทำให้เป็นการยากที่จะจำแนกประเภทของธุรกิจบางประเภท เช่น ปั๊มน้ำมัน ซึ่งถูกจำแนกประเภทว่าเป็นกิจการค้าปลีกเนื่องจากเป็นธุรกิจที่จำหน่ายน้ำมัน ยางรถยนต์ ถุงมือ ที่กรองน้ำมัน กระจกหูช้าง ที่ผัดน้ำฝน และส่วนประกอบอื่นๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ ธุรกิจหลักของปั๊มน้ำมัน แต่ปั๊มน้ำมันยังให้บริการที่ก่อให้เกิดรายได้ดี เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การล้างรถ การเติมลมยาง การตรวจสอบ และทำการซ่อมเล็กๆ น้อยๆ การให้บริการดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้และกำไรให้กับปั๊มน้ำมัน
2.3 ความพอใจของ2.4 ลูกค้าและความสัมพันธ์กับลูกค้า
2.4.1 การให้บริการที่ตรง2.4.2 ต่อเวลาและมีประสิทธิภาพ ลูกค้าจะต้อง2.4.3 ตัดสินว่าธุรกิจให้บริการเป็นธุรกิจที่ดีหรือไม่โดยพิจารณาจาการตรง2.4.4 ต่อเวลาและคุณภาพของ2.4.5 บริการที่ให้ เช่น ลูกค้าจะเกิดความรำคาญ2.4.6 ถ้าหากว่าเขาต้อง2.4.7 รอช่าง2.4.8 ซ่อมที่ซ่อมสิ่ง2.4.9 ของ2.4.10 ให้ไม่ทันเวลาตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลง2.4.11 กันไว้ บริการกำจัดแมลง2.4.12 ที่เลื่อนการให้บริการออกไปสามครั้ง2.4.13 อาจจะได้รับการบอกกล่าวในครั้ง2.4.14 ที่สี่ว่าไม่ต้อง2.4.15 มาอีกแล้ว เนื่อง2.4.16 จากคู่แข่ง2.4.17 ขันได้ให้บริการกำจัดแมลง2.4.18 เรียบร้อยไปแล้ว หรือนักธุรกิจคนหนึ่ง2.4.19 ได้รับการยืนยันว่ารถที่ขานำไปซ่อมจะเสร็จเวลา 17.00 น. แต่เขาต้อง2.4.20 คอยจนกระทั่ง2.4.21 เวลา 18.00 น. นักธุรกิจผู้นี้จะไม่ได้รับความพอใจไม่ว่ารถของ2.4.22 เขานะได้รับการซ่อมดีเพียง2.4.23 ใดก็ตาม
2.4.24 ความต้อง2.4.25 การลูกค้าที่มาอุดหนุนเป็นประจำ ธุรกิจให้บริการตามความต้อง2.4.26 การลูกค้าอย่าง2.4.27 สม่ำเสมอ โดยข้อเท็จจริง2.4.28 แล้ว ธุรกิจให้บริการเจริญ2.4.29 รุ่ง2.4.30 เรือง2.4.31 ได้ เนื่อง2.4.32 จากลูกค้าที่ได้รับความพอใจกลับมาใช้บริการการให้บริการที่ตรง2.4.33 ต่อเวลาและมีประสิทธิภาพตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นปัจจัยสำคัญ2.4.34 ปัจจัยหนึ่ง2.4.35 ในการก่อให้เกิดการให้บริการซ้ำอีก
2.4.36 ลักษณะส่วนบุคคลของ2.4.37 ความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าที่ได้รับความพอใจและกลับมาใช้บริการนั้นอีกมักจะต้อง2.4.38 การให้มีบริการเฉพาะบุคคล เช่น สุภาพบุรุษบาง2.4.39 คนเปลี่ยนคนเปลี่ยนร้านตัดผมทุกครั้ง2.4.40 ช่าง2.4.41 ตัดผมที่ถูกใจเปลี่ยนไปทำง2.4.42 านร้านอื่น หรือสภาพสตรี บาง2.4.43 คนต้อง2.4.44 การบริการจากช่าง2.4.45 ทำผมคนใดคนหนึ่ง2.4.46
ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิดเป็นแบบฉบับที่ดีที่สุดในกรณีของการให้บริการส่วนบุคคล โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีใครที่ขาดการให้บริการไม่ได้ แต่บุคคลเป็นจำนวนมากได้พัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับการให้บริการซึ่งธุรกิจให้บริการจะต้องตระหนักถึงและธุรกิจที่ให้บริการส่วนบุคคลจะต้องดึงดูดและยึดมั่นที่จะติดตามลูกค้าด้วยความจงรักภักดี
3. เหตุผลในการเลือกประกอบธุรกิจให้บริการ
ปัจจัยอะไรที่จูงใจบุคคลให้เข้ามาสู่ธุรกิจให้บริการเนื่องมาจาก
3.1 ธุรกิจให้บริการเป็นหนทางหนึ่งให้บุคคลได้ใช้ทักษะและความสามารถ เพื่อให้เกิดรายได้ และยังมีความต้องการ บริการต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก จุดที่ดึงดูดอีกจุดหนึ่งคือ การติดต่อส่วนบุคคลในธุรกิจให้บริการบางประเภทอยู่ในระดับที่ใกล้ชิดกันมาก
3.2 ความสะดวกสบายในการดำเนินงาน เพราะว่าธุรกิจให้บริการเป็นจำนวนมากสามารถประกอบการภายในที่อยู่ที่อาศัยของผู้ให้บริการได้
3.3 โอกาสที่จะได้กำไร กิจกรรมทางธุรกิจทุกด้านมุ่งสร้างกำไร เมื่อองค์การธุรกิจไม่ก่อให้เกิดกำไร ธุรกิจมักจะประสบความล้มเหลว การหากำไรในองค์การธุรกิจมีหลายวิธี วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือ การให้บริการแก่บุคคลต่างๆ ถ้าหากว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือ ธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้พอที่จะทำกำไรได้หรือไม่ กิจกรรมการให้บริการเป็นจำนวนมากมีการลงทุนเริ่มแรกน้อย เมื่อผสมผสานปัจจัยนี้กับต้นทุนดำเนินงานที่ต่ำ ธุรกิจย่อมจะมีโอกาสของความเป็นไปได้ที่จะมีกำไรตราบใดที่ยังมีความต้องการบริการของธุรกิจอยู่
3.4 ความต้องการสูง ความต้องการบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด เช่น บริการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้เพื่อเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่จะต้องซื้อของใหม่ บริการด้านเทคนิคซึ่งทักษะและความรู้พิเศษเป็นสิ่งจำเป็น และบริการความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บุคคลมีเวลาให้กับกิจกรรมอื่นๆ เช่น บุคคลเป็นจำนวนมากต้องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีค่าแทนที่จะทิ้งไป บุคคลเต็มใจที่จะรอช่างที่ให้บริการคนใดคนหนึ่งเพื่อที่จะนัดหมายเป็นเวลานาน เนื่องจากทราบว่าช่างคนนั้นมีฝีมือดี
3.5 ระดับการติดต่อส่วนบุคคล ธุรกิจให้บริการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบุคคล ถ้าหากว่าผู้ประกอบธุรกิจชอบการติดต่อกับคนและมีความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านั้น แล้วจะมีธุรกิจให้บริการหลายชนิดที่เขาอาจจะพิจารณาประกอบการได้ ธุรกิจให้บริการเหล่านั้นเช่น การขายเลหลัง ช่างตัดผม หรือช่างทำผม ที่ปรึกษา (เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ได้แก่ เสื้อผ้า อาชีพ ธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ การลงทุน) ครู (งานอดิเรก ธุรกิจ) ผู้บรรยาย สำนักจัดหางาน สำนักงานท่องเที่ยว และธุรกิจให้บริการอื่นๆ อีกเป็นจำนวนร้อย ได้แก่ การสอนหนังสือ การให้คำปรึกษาร้านเสริมสวย บริการเลี้ยงเด็ก บริการซักอบรีด เป็นต้น
การค้าส่ง
ในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย พ่อค้าส่งมีบทบาทสำคัญในช่องทางการจำหน่ายพ่อค้าส่งคือ “หน่วยธุรกิจที่ซื้อสินค้าและจำหน่ายต่อไปยังพ่อค้าปลีก พ่อค้าส่งรายอื่น และ/ หรือ จำหน่ายไปยังผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม สถาบันและการพาณิชย์ พ่อค้าส่งไม่ได้จำหน่ายสินค้าในปริมาณที่เห็นได้อย่างชัดเจนไปบังผู้บริโภคคนสุดท้าย”
หลักเกณฑ์เบื้องต้นที่แสดงความแตกต่างระหว่างการค้าปลีกและการค้าส่งคือ เป้าหมายของผู้ซื้อสินค้าที่ผู้ซื้อไปเพื่อใช้ส่วนตัว หรือนำไปใช้ในครัวเรือนคือ การค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเป้าหมายของผู้ซื้อคือ ซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ หรือใช้สินค้าในการดำเนินธุรกิจแล้วเรียกว่า การค้าส่ง
รูปที่ 1.5 แสดงบทบาทของพ่อค้าส่งในการจำหน่ายสินค้า
1. หน้าที่ของการค้าส่ง
พ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ เพื่อผู้ที่จำหน่ายสินค้าให้เขาและลูกค้าของเขาทั้งสองฝ่ายหน้าที่ของพ่อค้าคล้ายกับหน้าที่การตลาด และพ่อค้าส่งบางประเภทเท่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้มิใช่ว่าพ่อค้าส่งทุกรายจะปฏิบัติเช่นเดียวกันหมด
1.1 หน้าที่ของ1.2 พ่อค้าส่ง1.3 ที่ส่ง1.4 ปฏิบัติต่อลูกค้า
1.1.1 คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ในฐานะที่เป็นตัวแทนซื้อสินค้าให้ลูกค้าพ่อค้าส่งจะพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าและจัดการซื้อสินค้าตามการพยากรณ์ดังกล่าว
1.1.2 จัดกลุ่มสินค้าขึ้นใหม่ พ่อค้าส่งอาจจะจัดกลุ่มสินค้าใหม่อย่างน้อยที่สุดหนึ่งขั้นตอนหรือบางครั้งจัดกลุ่มสินค้าขึ้นใหม่ทุกขั้นตอน การที่พ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเพื่อที่จะจัดหาประเภทสินค้าซึ่งลูกค้าต้องการโดยเสียต้นทุนต่ำสุด
1.1.3 ถือครองสินค้าคงเหลือ พ่อค้าส่งถือครอบครองสินค้าคงเหลือเพื่อช่วยบรรเทาภาระความจำเป็นของลูกค้าที่จะต้องมีสินค้าคงเหลืออยู่ในมือ
1.1.4 จัดส่งสินค้า หมายถึง หน้าที่ในการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า พ่อค้าส่งส่วนใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งเพื่อจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ได้อย่างรวดเร็วโดยเสียค่าใช้จ่ายในอัตราต่ำ
1.1.5 ให้สินเชื่อ พ่อค้าส่งสามารถขยายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งหน้าที่นี้จะสำคัญมากขึ้นในกรณีที่ลูกค้ามีทุนจำกัด การปฏิบัติหน้าที่ประการนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจซื้อสินค้าจากพ่อค้าส่งมากกว่าผู้ผลิตโดยตรง เพราะว่าผู้ผลิตไม่สามารถให้สินเชื่อได้
1.1.6 ให้ข่าวสารและบริการแนะนำ เนื่องจากพ่อค้าส่งและพนักงานขายเป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายจึงเป็นผู้ที่เหมาะสม ที่จะแนะนำเรื่องราคา และเทคนิคต่างๆ ในการจำหน่ายและการติดตั้งสินค้าให้แก่ลูกค้า
1.1.7 ปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อบางส่วน พ่อค้าส่งช่วยปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อให้แก่ลูกค้า การที่พ่อค้าส่งมีหนักงานขายออกไปติดต่อกับลูกค้าจึงเป็นการแบ่งเบาภาระในการเสาะแสวงหาของลูกค้าโดยที่ลูกค้าเพียงแต่สินค้าที่พักงานขายนำมาเสนอขาย และตัดสินใจซื้อ
1.1.8 เป็นเจ้าของและเปลี่ยนสิทธิในสินค้า การเป็นเจ้าของสินค้าช่วยให้พ่อค้าส่งสามารถตัดสินใจจำหน่ายสินค้าให้แก่ค้าโดยตรงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น ค่านายหน้า เป็นต้น
1.2 หน้าที่ของพ่อค้าส่งที่ปฏิบัติต่อผู้ผลิต
1.2.1 ปฏิบัติหน้าที่การจำหน่ายบางส่วนของผู้ผลิต พ่อค้าส่งเป็นฝ่ายไปหาผู้ผลิตเองทำให้ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพนักงานขายของตนเองจำนวนมากนัก บางครั้งพ่อค้าส่งยังมีส่วนช่วยในการโฆษณา และจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ผลิตอีกด้วย
1.2.2 เก็บรักษาสินค้าคงเหลือพ่อค้าส่งช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ผลิตที่จะต้องถือครองสินค้าไว้เป็นจำนวนมากทำให้ผู้ผลิตมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้างเหลือน้อยลง
1.2.3 ช่วยเหลือด้านการเงินโดยการถือครองสินค้างคงเหลือ ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่พ่อค้าส่งในทันทีที่ผลิตเสร็จ และสามารถนำรายได้จากการจำหน่ายไปลงทุนต่อโดยไม่ต้องมีเงินทุนจมอยู่ในสินค้าคงเหลือมากเกินไป
1.2.4 ลดความเสี่ยงภัยจาการให้สินเชื่อ พ่อค้าส่งย่อมจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้ามากกว่าผู้ผลิต ทั้งนี้เนื่องจากพ่อค้าส่งจำนวนสินค้าประเภทอื่นแก่ลูกค้าของเขาอยู่ก่อนแล้วจึงทราบฐานะทางการเงินของลูกค้าได้ดีกว่าผู้ผลิต ซึ่งจะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ถ้าหากว่าต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคน
1.2.5 จัดหาข่าวสารเกี่ยวกับตลาด เนื่องจากพ่อค้าส่งใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าจึงสามารถสังเกตปฏิกิริยาของลูกค้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงสินค้าแทนที่ผู้ผลิตจะต้องทำการวิจัยหาข้อมูลเอง
2. ประเภทของพ่อค้าส่ง
2.1 MARCHANT WHOLESALERS คือ พ่อค้าส่งที่มีกรรมสิทธิ์และเป็นเจ้าของสินค้าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่บางด้านหรือทุกด้านตามที่กล่าวมาแล้ว MERCHANT WHOLESALERS แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1.1 พ่อค้าส่งให้บริการเต็มที่ โดยทั่วไป พ่อค้าส่งประเภทนี้ปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1) พ่อค้าส่งสินค้าทั่วไป คือ พ่อค้าส่งที่ถือครองสินค้าประเภทคงทนถาวรได้หลายประเภท เช่น เครื่องใช้ที่ทำจากอะลูมิเนียมหรือเหล็กไร้สนิม อุปกรณ์ไฟฟ้า ท่อประปา เฟอร์นิเจอร์ ยาเครื่องสำอาง และอะไหล่รถยนต์ สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าสะดวกซื้อและสินค้าเลือกซื้อ ด้วยเหตุที่พ่อค้าส่งสินค้าทั่วไปถือครองสินค้าไว้หลายประเภททำให้จำหน่ายสินค้าให้กับร้านทั่วๆ ไป เช่น ร้านจำหน่ายยา ร้านจำหน่ายเครื่องโลหะ
2) พ่อค้าส่งผลิตภัณฑ์สายเดียวกันหรือสายทั่วไป พ่อค้าส่งชนิดนี้จำหน่ายสินค้าในวงแคบกว่าชนิดแรกคือ จำหน่ายสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น อาหาร เครื่องกระป๋องของชำ สี หรือเครื่องมือทางอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง
3) พ่อค้าส่งสินค้าเฉพาะเจาะจง พ่อค้าส่งชนิดนี้จำกัดการจำหน่ายสินค้าในวงแคบลงไปอีก เช่น ถ้าหากว่าจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารจะจำหน่ายเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น อาหารที่ช่วยเสริมสุขภาพ อาหารของเด็กหรือผู้สูงอายุแทนที่จะจำหน่ายอาหารทุกประเภท
2.1.2 พ่อค้าส่งให้บริการจำกัด คือ พ่อค้าส่งที่ปฏิบัติหน้าที่เพียงบางส่วน ทั้งนี้ เนื่องจากบางครั้งลูกค้าอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากพ่อค้าส่ง หรือบริการบางชนิดไม่เหมาะสมแก่ลูกค้า พ่อค้า ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 6 ชนิด คือ
1) พ่อค้าส่งขายสดและขนสินค้าไปเอง ในบางครั้ง การที่พ่อค้าส่งจะให้บริการแก่พ่อค้าปลีกรายย่อยๆ อาจจะไม่คุ้ม ดังนั้น พ่อค้าจะจำหน่ายสินค้าให้พ่อค้าปลีกรายย่อยก็ต่อเมื่อพ่อค้าปลีกนั้นนำเงินสดมาซื้อ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนว่าพ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพ่อค้าปลีก ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากพ่อค้าส่งไม่จำเป็นต้องให้บริการทุกด้าน
2) พ่อค้าส่งประเภทจัดการกับคำสั่งซื้อ หมายถึง พ่อค้าส่งที่รับใบสั่งซื้อจากพ่อค้าปลีกผู้ใช้หรือแม้แต่พ่อค้าส่งด้วยกันเอง และส่งใบสั่งซื้อไปผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตส่งสินค้าไปให้ผู้ที่ต้องการโดยตรงโดยที่พ่อค้าส่งไม่ต้องถือครองสินค้าไว้จัดส่งเอง สินค้าเหล่านี้มักจะเป็นสินค้าจำนวนมาก เช่น น้ำมัน ไม้ บางครั้งพ่อค้าส่งชนิดนี้อาจจะต้องเสาะหาผู้ผลิตที่สินค้าที่ที่ลูกค้าต้องการช่วยอำนวยสะดวกเรื่องการขนส่งหรืออาจจะช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อ
3) พ่อค้าส่งเร่ พ่อค้าส่งเร่ชนิดนี้อาศัยอยู่บนรถบรรทุกและตระเวรนำหน่ายสินค้าไปตามสถานที่ต่างๆ สินค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่สินค้าคงทนถาวร เช่น บุหรี่ ขนมหวาน ผลไม้ เป็นต้น
4) พ่อค้าส่งทางไปรษณีย์ คือพ่อค้าส่งที่ส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ในทางปฏิบัติ พ่อค้าส่งชนิดนี้อาจจะจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคคนสุดท้ายโดยปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพ่อค้าปลีก แต่จะให้ส่วนลดในกรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก
5) สหกรณ์ผู้ผลิต คือ สหกรณ์ผู้ผลิตซึ่งจัดตั้งเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกโดยการรวบรวมสินค้าจากสมาชิกแล้วช่วยนำไปจำหน่ายในตลาด
2.2 RACK JOBBER หมายถึง พ่อค้าส่งที่จำหน่ายให้แก่ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด หรือร้านสรรพาหารทั่วไป Rack Jobber มักจะมีความชำนาญเกี่ยวกับสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่นเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ต่างๆ
2.3 FACTORS หมายถึง พ่อค้าส่งที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อโดยการซื้อบัญชีลูกค้าของธุรกิจตามปกติ พ่อค้าส่งชนิดนี้มีความชำนาญเรื่องการค้าและเต็มใจที่จะขยายสินเชื่อให้ในระยะเวลาที่ยากกว่าธนาคารพาณิชย์
3. ปัญหาของพ่อค้าส่ง
พ่อค้าส่งขนาดย่อมดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมของการแข่งขันเช่นเดียวกับองค์การธุรกิจทุกประเภท พ่อค้าจะต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ เป็นจำนวนมากที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการประกอบธุรกิจปัญหาของพ่อค้าขนาดย่อมได้แก่
3.1 ปัญ3.2 หาการบริการ
ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวข้องกับบริการที่เสนอให้ พ่อค้าต้องตัดสินใจว่าจะเสนอบริการที่สมบูรณ์หรือไม่ (การขนส่ง การให้สินเชื่อ การเก็บรักษาสินค้า) หรือให้บริการที่จำกัดแต่เพียงบางด้านเท่านั้น
3.3 ปัญ3.4 หาเรื่อง3.5 ตรายี่ห้อ
พ่อค้าส่งจะต้องกำหนดนโยบายว่าจะใช้ตรายี่ห้ออะไรเช่นเดียวกับพ่อค้าปลีกพ่อค้าส่งอาจจะใช้ตรายี่ห้อของผู้ผลิตที่จำหน่ายทั่วประเทศ ตรายี่ห้อส่วนบุคคลของผู้จำหน่าย หรือตรายี่ห้อทั้งสองชนิดผสมกัน ถึงแม้ว่าการใช้ตรายี่ห้อส่วนบุคคลของผู้จำหน่ายจะช่วยให้พ่อค้าส่งซื้อสินค้าได้ในราคาที่ตำกว่าแต่ตรายี่ห้อของผู้ผลิตที่จำหน่ายทั่วประเทศต้องการโฆษณาน้อยกว่าและสามารถกำไรได้สูงกว่า
3.6 ปัญ3.7 หาของ3.8 สิ่ง3.9 อำนวยความสะดวก
ปัญหาที่สำคัญของพ่อค้าส่ง คือการตัดสินใจว่าจะต้องมีอาคารหลายชั้นหรืออาคารชั้นเดียวจึงจะตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุด นอกจากนี้ การเลือกทะเลที่ตั้งในสถานที่ซึ่งเข้าออกได้สะดวก
สรุป
ธุรกิจ (Business) คือ ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิต และขายสินค้าหรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดยมุ่งหวังกำไร
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ต้องใช้ทรัพยากร 4 ชนิดต่อไปนี้ 1) ทรัพยากรวัสดุ(Material resources) 2) ทรัพยากรบุคคล (Human resources) 3) ทรัพยากรการเงิน (Financial resources) 4) ทรัพยากรข้อมูล (Informational resources)
ธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing business) 2) ธุรกิจบริการ (Service businesses) 3) คนกลางทางการตลาด (Marketing middleman)
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) ประกอบด้วย 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 2) ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ซึ่งประกอบด้วย ระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์
นักเศรษฐศาสตร์ แบ่งการแข่งขันในตลาดออกเป็น 4 ตลาด ดังนี้ 1) ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) 2) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) 3) ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) 4) ตลาดผูกขาด (Monopoly)
หน้าที่องค์การธุรกิจ (Business function) เป็นหน้าที่ขององค์การธุรกิจที่สำคัญ คือ 1) องค์การและการจัดการ Organization and Management (O & M) 2) การผลิตและการปฏิบัติการ (Production and Operations) 3) ทรัพยากรบุคคล (Human Resources) 4) การตลาด (Marketing) 5) การบัญชี (Accounting) 6) การเงิน (Finance) 7) ระบบสารสนเทศ (Information System : IS)
การค้าปลีก การค้าส่ง และการให้บริการเป็นรูปแบบของธุรกิจยังคงมีอยู่ในสังคมไทยที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
แบบฝึกปฏิบัติระหว่างเรียน
บทที่ 1 ความหมายของธุรกิจ
จงเติมคำลงในช่องว่างต่อไปนี้ให้สมบูรณ์
ธุรกิจ หมายถึง ...............................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
2. ผู้ประกอบการ หมายถึง .......................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
3. ทรัพยากรที่จำเห็นในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจมี ..................... ประเภท ได้แก่
..................................................................................................................................................................
4. โรงพิมพ์รับจ้างพิมพ์การ์ดแต่งงาน จัดเป็นธุรกิจประเภท.......................................................................
5. เป้าหมายสูงสุดในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจ คือ...............................................................................
6. การศึกษาธุรกิจมีประโยชน์ คือ ............................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
7. ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การจัดสรรทรัพยากรใช้ .....................เป็นเครื่องมือ
8. ในระบบตลาดเสรีแบ่งตลาดออกเป็น ..................... ประเภท คือ ......................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
อุตสาหกรรมรถยนต์ จัดเป็นสินค้าในการตลาด ...................................................................................
องค์การธุรกิจหนึ่งๆ มีหน้าที่สำคัญๆ คือ ............................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
คำถามท้ายบทที่ 1
ตอนที่ 1 จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียง 1 ข้อ
ข้อใดมีความตรงกับคำว่าธุรกิจ
การชื้อมา – ขายไปของธุรกิจ
การจัดระเบียบแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ
การดำเนินงานที่มุ่งหวังกำไรของธุรกิจ
การทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดำเนินงานทางธุรกิจ
ทรัพยากรใดที่สำคัญที่สุดในการจัดการธุรกิจ
ก. ทรัพยากรวัสดุ ข. ทรัพยากรข้อมูล
ค. ทรัพยากรบุคคล ง. ทรัพยากรการเงิน
ข้อใดเป็นธุรกิจบริการ
ก. โรงงานผลิตกระเบื้อง ข. โรงงานปูนซีเมนต์
ค. โรงงานประกอบรถยนต์ ง. โรงพิมพ์รุ่งธนเกียรติ
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานทางธุรกิจคือข้อใด
ผลิตสินค้าบริการจำหน่าย
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของสังคม
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของรัฐบาล
การเป็นลูกจ้างที่ดี มีความหมายตรงกับข้อใด
สามารถเลือกอาชีพที่ต้องการได้
สามารถทำงานในบริษัทธุรกิจได้
สามารถสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองได้
สามารถทำงานในระบบราชการได้
ปัจจัยการผลิตได้แก่ข้อใด
แรงงาน เงิน เครื่องจักร
แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ
แรงงาน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้ประกอบการ
แรงงาน เงิน เครื่องจักร และผู้ประกอบการ
ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด
ก. ระบบทุนนิยม ข. ระบบตลาดเสรี
ค. ระบบสังคมนิยม ง. ระบบเศรษฐกิจผสม
ตลาดรถยนต์จัดเป็นตลาดตามข้อใด
ก. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ข. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
ค. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย ง. ตลาดผูกขาด
ข้อใดไม่เป็นลักษณะตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถกำหนดราคาตลาดได้
ผู้ซื้อผู้ขายมีมากราย
สินค้าในตลาดสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
ไม่มีข้อกีดกันทางการตลาด
ระบบข้อมูลสารสนเทศ มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร
เป็นข้อมูลในการโจมตรีคู่แข่งขัน
เป็นข้อมูลในการหลอกลวงลูกค้า
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผน
เป็นข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษี
ตอนที่ 2 จงตอบคำถามต่อไปนี้
องค์การธุรกิจหนึ่งๆ มีหน้าที่อย่างไร อธิบาย
ในการดำเนินงานทางธุรกิจจะต้องใช้ทรัพย์ใดบ้าง อธิบาย
ตลาดในระบบตลาดเสรีมีกี่ประเภท อะไรบ้าง อย่างไร
ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายความหมายของธุรกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องศึกษาธุรกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายถึงระบบเศรษฐกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายถึงการวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจได้
เพื่อให้ผู้เรียนบอกถึงชนิดของการแข่งขันได้
เพื่อให้ผู้เรียนบอกถึงหน้าที่ขององค์การธุรกิจได้
ธุรกิจเป็นลักษณะหนึ่งของการดำเนินงานที่อาจจะอยู่ในรูปของการผลิตสินค้า การบริการ หรือการจัดจำหน่ายสินค้าไปยังผู้บริโภค ซึ่งการดำเนินงานทางด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจจะต้องใช้ความพยายาม ความรู้ความสามารถอย่างเต็มที่ จึงจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ฉะนั้น การศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจจะทำให้เกิดความเข้าใจถึงความสำคัญ หรือประโยชน์ หรือสาเหตุที่ต้องศึกษาเรื่องธุรกิจ การเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของธุรกิจ ประเภทของธุรกิจ ระบบเศรษฐกิจ การวัดผลการดำเนินงานทางด้านเศรษฐกิจ จะเป็นรายละเอียดที่จะต้องศึกษาต่อไป
ความหมายของธุรกิจ
ธุรกิจ (Business) คือ ความพยายามอย่างเป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิตและขายสินค้า หรือบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคโดยมุ่งหวังกำไรเป็นการตอบแทน หรือ ธุรกิจ หมายถึง กิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการลงมือทำงานของบุคคลที่จัดหาหรือสรรหาสินค้าบริการเพื่อตอบสนองความของผู้บริโภค กิจกรรมที่บุคคลลงมือทำดังกล่าวจะมีผลสะท้อนที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคที่มีประสิทธิภาพด้วยวิธีการ และหลักเกณฑ์ทางวิทยาการตามสภาวะทางเศรษฐกิจโดยทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของบุคคลพร้อมกับมีความคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ในงานที่ทำ ภายใต้การคำนึงถึงจรรยา- บรรณ ในการดำเนินงานทางธุรกิจนั้นๆ ด้วย แต่โดยทั่วไปแล้วคำว่า ธุรกิจ หมายถึง ความพยายามของนักธุรกิจต่างๆ เช่น กิจการธุรกิจ อุตสาหกรรม ธุรกิจอุตสาหกรรมเหล็ก อย่างไรก็ตามคำว่า “ธุรกิจ” อาจมีความหมายแตกต่างกันไป ธุรกิจ อีกความหมายหนึ่ง หมายถึงกิจการที่ประกอบธุรกิจตามความถนัด เช่นบริษัทไทยน้ำทิพย์ บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด บริษัทการบินไทยจำกัด เป็นต้น การประกอบธุรกิจจะประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องมีการจัดการอย่างเป็นแบบแผนและสนองความต้องการของลูกค้าได้
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) คือผู้ที่ยอมทุ่มเทเวลา ความพยายาม และเงินทุน เพื่อเพิ่มมูลค่าและดำเนินธุรกิจในการดำเนินธุรกิจนั้น โดยใช้ทรัพยากรในการดำเนินงานต่อไปนี้
1. ทรัพยากรวัสดุ (Material resources) หมายถึง ทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบ อาคาร เครื่องจักร และเครื่องมืออุปกรณ์ในการผลิต
2. ทรัพยากรบุคคล (Human resources) หมายถึง บุคคลที่ทุ่มเทแรงงานให้ธุรกิจโดยได้รับค่าตอบแทน
3. ทรัพยากรการเงิน (Financial resources) หมายถึง เงินทุนที่ต้องมีไว้เพื่อจ่ายให้กับลูกจ้าง ซื้อวัตถุดิบ ซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร และเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
4. ทรัพยากรข้อมูล (Informational resources) หมายถึง ข้อมูลที่ให้ผู้ประกอบการหรือผู้จัดการทราบถึงความมีประสิทธิภาพในการใช้ร่วมกันของทรัพยากรทั้ง 3 ชนิดแรก
ประเภทของธุรกิจ
ในปัจจุบันธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ธุรกิจการผลิต (Manufacturing businesses) เป็นธุรกิจที่แปรรูปวัตถุดิบให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป เช่น เสื้อผ้า รถยนต์ โต๊ะ เก้าอี้ เป็นต้น
2. ธุรกิจบริการ (Service businesses) เป็นธุรกิจที่ให้บริการด้านต่างๆ แก่บุคคล เช่น ร้านเสริมสวย ร้านตัดเสื้อ สำนักงานทนายความ คลินิก เป็นต้น
3. คนกลางทางการตลาด (Marketing middleman) เป็นธุรกิจที่ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตและขายต่อไปยังผู้บริโภคในร้านค้าปลีกใหญ่ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น
เป้าหมายของธุรกิจ (Business goal)
การดำเนินงานทางด้านธุรกิจมีเป้าหมายดังนี้
1. การตอบสนองความต้องการ (Satisfying needs) เป็นเป้าหมายสูงสุดของการทำธุรกิจโดยทั่วไปแล้วการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการของลูกค้ามักมุ่งที่การสนองความพอใจของตนมากกว่าการได้เป็นเจ้าของเพียงอย่างเดียว เช่น คนที่ซื้อรถยนต์ก็มักต้องการรถยนต์ที่มีความแข็งแกร่งทนทานสูง ประหยัดน้ำมัน แต่บางคนเลือกซื้อรถยนต์เพื่ออำนวยความสะดวก ความสวยงาม ความหรูหรา และความปลอดภัยโดยที่ไม่คำนึงเลยว่าจะประหยัดน้ำมันหรือไม่ ราคาจะถูกจะแพงอย่างไร ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องให้ความสนใจต่อการตอบสนองความต้องการและความพอใจของลูกค้าเสมอ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จ
2. กำไรของธุรกิจ (Business profit) กำไรที่เกิดจากธุรกิจถือเป็นผลประโยชน์ตอบแทนแก่ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจ ถือเป็นผลตอบแทนความสี่ยงในการลงทุนทำธุรกิจ บางครั้งรายได้ทั้งหมดอาจถูนำไปจ่ายให้พนักงาน ลูกจ้าง ผู้ขายวัตถุดิบ ชำระหนี้จนไม่เหลือเป็นกำไร สำหรับเป็นค่าตอบแทนความเสี่ยงเลย ฉะนั้น จึงถือได้ว่าการทำธุรกิจเป็นการเสี่ยง เสี่ยงต่อการที่จะสูญเสียเงิน ความพยายาม และเวลา
วัตถุประสงค์ในการศึกษาธุรกิจ
ในการศึกษาธุรกิจ (Study business) จะทำให้ผู้ศึกษาได้รับความรู้เกี่ยวกบธุรกิจในด้านต่างๆ ดังนี้
1. เป็นลูกค้าและผู้ลงทุนที่ฉลาด (Better – informed consumer and investor ) ในโลกของธุรกิจ ปัจจุบันลูกค้าไม่สามารถซื้อที่อยู่อาศัย รถยนต์ เป็นต้น จากผู้ขายโดยไม่ผ่านขั้นตอนการซื้อขายทางธุรกิจ (Business transaction) สิ่งเหล่านี้ย่อมอธิบายถึงลักษณะที่แท้จริงของระบบธุรกิจแบบทุนนิยม (สิ่งหนึ่งคือสนองความต้องการของชุมชน) การศึกษาถึงระบบธุรกิจจะทำให้ผู้ที่เป็นลูกค้าและผู้ลงทุนได้รับข้อมูลมากขึ้น เป็นผลให้เขาเหล่านั้นมีความฉลาดรอบรู้ที่จะตัดสินใจซื้อหรือจ่ายเงินเพื่อลงทุนมากขึ้นกว่าเดิม
2. เป็นลูกจ้าที่ดีขึ้น (Better employee) ทั้งลูกค้าและผู้ลงทุนต่างก็ทำงาน จึงต้องยอมรับว่าในปัจจุบันทุกคนจะมองหางานหรืออาชีพที่ถูกใจและมีรายได้สูงขึ้น ข้อมูลที่ได้จากการ ศึกษาธุรกิจจะช่วยให้เลือกอาชีพอุดมคติได้ ดังนั้น จึงพบว่าคนส่วนใหญ่จะทำงานกับธุรกิจแต่ก็มีบ้างที่รับราชการและทำงานในองค์การที่ไม่มุ่งกำไร
หลังจากเลือกอาชีพได้แล้วก็หันมาศึกษาหาความชำนาญ เพื่อความสำเร็จในการประกอบอาชีพส่วนนายจ้างก็มองหาผู้สมัครงานที่มีความสามารถทั้งด้านวิชาการ และบุคคลสัมพันธ์เพื่อทำงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ตลอดจนสามารถอยู่กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างมีความสุขสงบ ความสามารถเหล่านี้เมื่อรวมกับความรู้ในเรื่องการทำงานของระบบธุรกิจจะทำให้ผู้นั้นได้เปรียบผู้สมัครงานรายอื่น
3. เริ่มต้นทำธุรกิจของตนเอง (Start your own business) บางคนชอบทำธุรกิจส่วนตัว มากกว่าการเป็นลูกจ้างอยู่ในวงธุรกิจของผู้อื่น ซึ่งกว่าจะประสบความสำเร็จได้นั้น ผู้เป็นเจ้าของธุรกิจต้องมีความสามารถหลายด้านเช่นเดียวกับลูกจ้างที่ดี สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือความตั้งใจในการทำงานหนักตลอดเวลา แต่ผลสุดท้ายกลับปรากฏว่า ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่ถึง 70 % ต้องประสบความล้มเหลวใน 5 ปีแรก ของการดำเนินธุรกิจ
ชนิดของระบบเศรษฐกิจ
ระบบเศรษฐกิจ (Economic system หรือ Economy) หมายถึง กรอบของการดำเนินงานทางเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศ แต่ละสังคมดำเนินงาน หรือหมายถึง ระบบซึ่งสังคมจะตอบคำถาม 2 ประการ คือ 1) จะสร้างความมั่งคั่งอย่างไร 2) จะกระจายอย่างไร ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (Capitalistic system) หรือระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (Planned system) คำถาม 2 ประการนี้จะมีผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจของบุคคลและองค์การในการศึกษาระบบเศรษฐกิจต้องอาศัยวิชาเศรษฐศาสตร์เข้าช่วย การที่จะดูว่าแต่ละประเทศดำเนินเศรษฐกิจตามระบบเศรษฐกิจแบบใดนั้น สามารถพิจารณาได้จากคำถามพื้นฐาน 4 ประการที่ใช้ในการพิจารณาระบบเศรษฐกิจของประเทศคือ 1) ผลิตอะไร จำนวนเท่าไร 2) ผลิตอย่างไร 3) ผลิตเพื่อใคร 4) ใครเป็นเจ้าของและควบคุมปัจจัยหลักของการผลิต
ปัจจัยการผลิต (Factors of production) ประกอบด้วย
1. ทรัพยากรธรรมชาติ (Natural resources) หมายถึง ทรัพยากรที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติที่ถูกนำมาใช้ในการผลิต ได้แก่ ที่ดิน น้ำ ป่าไม้ และแร่ธาตุ
2. แรงงาน (Labor) หมายถึง ทรัพยากรบุคคล ได้แก่ แรงงานฝีมือ แรงงานกึ่งฝีมือ และแรงงานไร้ฝีมือ
3. ทุน (Capital) หมายถึง โรงงาน เครื่องมือ อุปกรณ์ เครื่องจักร และเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงานขององค์การ
4. การประกอบการ (Entrepreneurship) หมายถึง ความเต็มใจที่จะเสี่ยง รวมทั้งความรู้แบะความสามารถที่จะใช้ปัจจัยการผลิตอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบเศรษฐกิจ (Entrepreneurship) ประกอบด้วย 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 2) ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ซึ่งประกอบด้วยระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์
1. ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม (Capitalism) คือ ระบบเศรษฐกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของและดำเนินงานในส่วนสำคัญของธุรกิจ คือ จัดหาสินค้า การบริการ ตามที่ Adam Smith ได้เขียนไว้ในหนังสือ The wealth of nations ปี 1776 กล่าวว่าสังคมจะได้ประโยชน์สูงสุด เมื่อเอกชนทั่วไปในสังคมนั้นมีสิทธิ์ แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนมากที่สุด นั่น คือ เขาเชื่อว่าเอกชนควรมีสิทธิ์ทำงานและรับผลกำไร โดยปราศจากการแทรกแซงของรัฐบาล คือ ปล่อยให้เศรษฐกิจเป็นของประชาชน คือ ปล่อยให้ดำเนินงานกันเองตามความเหมาะสม และตามที่เห็นสมควร เรียกการบริหารลักษณะนี้ว่า แบบเสรีนิยม ( Laissez faire)
ระบบทุนนิยมแบบเสรีของ Adam smith ประกอบด้วยหลักพื้นฐาน 4 ประการ คือ 1) การก่อให้เกิดความมั่งคั่ง (รวมทั้งสินค้า) ควรเป็นของเอกชนไม่ใช่ของรัฐ ดังนั้น ทรัพยากรที่ใช้ในการก่อให้เกิดความมั่งคั่ง จึงต้องเป็นของเอกชนด้วย 2) ผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรควรมีอิสระในการจัดสรรทรัพยากรเหล่านั้น เพื่อหารายได้และผลประโยชน์ของเขา 3) ระบบเศรษฐกิจจะทำให้เกิดการแข่งขันในตลาดที่ยอมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตัดสินใจเลือกว่าจะเข้าหรือออกจากตลาดนี้ได้เอง นั่นคือเป็นระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี (Free market economy) 4) บทบาทของรัฐควรถูกจำกัดอยู่เฉพาะการป้องกันจากศัตรูภายนอก รักษาความสงบภายในประเทศจัดสร้างระบบสาธารณูปโภค และการศึกษา ส่วนด้านเศรษฐกิจรัฐบาลควรมีหน้าที่เป็นเพียงผู้กำหนดกติกา และเป็นกรรมการตัดสินเท่านั้น
2. ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน (Planned economies) เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกับระบบทุนนิยมอย่างชัดเจน เพราะคำตอบที่ได้จากคำถามพื้นฐาน 4 ข้อ สรุปได้ว่าเป็นระบบที่มีวางแผนมาจากรัฐบาลกลางไม่มากก็น้อย ซึ่งประกอบด้วย
2.1 ระบบสังคมนิยม ( Socialism) ระบบเศรษฐกิจแบบนี้รัฐบาลจะเป็นเจ้าของและควบคุมอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ การขนส่ง การสาธารณูปโภค การสื่อสาร และการผลิตวัตถุดิบที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ ในบางประเทศรัฐบาลจึงมักเข้าควบคุมธนาคารใหญ่ ๆ ที่ดิน และวัตถุดิบอาจเป็นสมบัติของรัฐบาลเช่นกัน ในบางประเทศรัฐบาลยอมให้ประชาชนเป็นเข้าของที่ดินและอาคารรวมทั้งธุรกิจขนาดย่อมที่มีความสำคัญน้อยได้บ้าง โดยทั่วไปแล้วประชาชนมีสิทธิเลือกอาชีพได้ แต่คนส่วนใหญ่กลับเลือกทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมของรัฐบาล
สำหรับอุตสาหกรรมที่รัฐบาลเป็นเจ้าของจะผลิตอะไรและอย่างไรนั้น ขึ้นกับเป้าหมายของชาติที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้าจากส่วนกลาง โดยคำนึงถึงทรัพยากรของชาติที่มีอยู่ การจำหน่ายสินค้าและบริการก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาลเช่นกัน ด้วยการกำหนดอัตราค่าเช่าและค่าแรง เป้าหมายสำคัญส่วนหนึ่งของประเทศสังคมนิยมคือการกระจายรายได้อย่างเสมอภาค ขจัดความยากจน กระจายสวัสดิการ (ค่ารักษาพยาบาล) ให้กับทุกคนที่ต้องการ ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างช้าๆ และขจัดความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่มักเกิดกับการแข่งขันในระบบทุนนิยม
ประเทศประชาธิปไตยที่ยังใช้ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมอยู่บ้าง ได้แก่ ประเทศอังกฤษฝรั่งเศส สวีเดน และอินเดีย อย่างไรก็ดีประเทศที่รัฐบาลเข้าควบคุมระบบเศรษฐกิจจนเกือบไม่มีอิสรภาพเลยถูกจัดให้อยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์
2.2 ระบบคอมมิวนิสต์ (Communism) ถ้าถือว่า Adam Smith เป็นบิดาแห่งระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม Karl Marx ก็คือ บิดาแห่งระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ ระหว่างกลางของศตวรรษที่ 19 Marx ได้กำหนดแนวทางเพื่อแก้ไขปัญหาการต่อสู้ระหว่างนายทุนกับคนงาน ที่ถูกเอาเปรียบ เมื่อเป็นระบบคอมมิวนิสต์แล้วคนงานทุกคนจะทำงานให้กับสังคมอย่างเต็มใจตามความสามารถ เพื่อผลประโยชน์ของพวกเขา
ประเทศจีนและคิวบา ยังเป็นประเทศที่ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทรัพยากรทางเศรษฐกิจเกือบทั้งหมด และคำตอบที่ได้จากคำถามพื้นฐานสรุปได้ว่าเป็นการวางแผนมาจากส่วนกลาง มีการกำหนดราคาและอัตราค่าแรงงานโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของประชาชน การเลือกผลิตสินค้าก็เช่นเดียวกันที่รัฐบาลไม่สนใจความต้องการของประชาชนทำให้เกิดความขาดแคลนสินค้าเพื่อการบริโภค (Consumer goods) ขึ้นบ่อยครั้ง คนงานระดับกลางและต่ำไม่สามารถเลือกงาน แต่คนงานระดับฝีมือยังเป็นที่ต้องการ มีรายได้สูงและสิทธิพิเศษ เช่น ข้าราชการ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักกีฬา เป็นต้น
ในปัจจุบันระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ไม่ได้เป็นไปตามแนวความคิดของ Mark ทั้งหมดอีกแล้วแต่กลับหันไปหาระบบสังคมนิยมที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดแทน คือยอมให้ทำการค้าเสรีได้บ้าง ในความเป็นจริงแล้วประเทศต่างๆ จะมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจอยู่เสมอ ตัวอย่าง เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการเปลี่ยนแปลงช้าๆ ขณะที่ประเทศอื่นมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วกว่าโดยใช้วิธีปฏิวัติ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ประเทศที่เริ่มจากระบบเศรษฐกิจทิศทางหนึ่งอาจเปลี่ยนไปในทิศทางตรงกันข้ามจึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะยังมีระบบเศรษฐกิจใดใกล้เคียงกับระบบคอมมิวนิสต์ของ Marx เหลืออยู่อีก
การวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ
การวัดผลการดำเนินงานทางเศรษฐกิจ (Measuring economic performance) ของชาติใด ชาติหนึ่ง คือการประเมินความสามารถในการผลิต (Productivity) ซึ่งความสามารถในการผลิต หมายถึง ระดับเฉลี่ยของผลผลิตต่อคนงานต่อชั่วโมง เป็นการวัดประสิทธิภาพของการผลิตสำหรับระบบเศรษฐกิจ แต่ละระบบ การเพิ่มขึ้นของความสามารถในการผลิตเป็นผลจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เพราะแรงงานที่กำหนดให้นั้นสามารถผลิตสินค้าและบริการได้จำนวนมากขึ้น การวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ทำได้โดยใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (Gross National Product หรือ GNP) ซึ่งหมายถึงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ผลิตโดยประชาชนของประเทศนั้นในงวดเวลาที่กำหนด เช่น นำ GNP ในปี พ.ศ. 2545 ของประเทศไทย เท่ากับ 5.5 ล้านล้านบาท มาเทียบกับ GNP ของวดเวลาอื่นเพื่อดูความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์อาจนิยมใช้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งหมายถึง มูลค่าของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นได้ภายในประเทศมาเป็นเครื่องวัดผลการดำเนินงานของเศรษฐกิจ คำนิยามของ GDP และ GNP จะคล้ายกันมาก แต่มีข้อแต่ต่างคือ GDP จะไม่รวมรายได้สุทธิจากต่างประเทศ
ชนิดของตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม หรือ ระบบตลาดเสรี (Free market system) แสดงให้เห็นการแข่งขันระหว่างผู้ขายสินค้าและทรัพยากร นักเศรษฐศาสตร์แบ่งการแข่งขันในตลาดออกเป็น 4 ตลาด คือ 1) ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) 2) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) 3) ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) 4) ตลาดผูกขาด (Monopoly) ออกเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่มีการแข่งขันสูงสุดถึงไม่มีการแข่งขันเลยดังนี้
1. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) เป็นสถานการณ์ทางตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายสินค้าชนิดเดียวกันหลายราย แต่ไม่มีใครมีอิทธิพลมากพอที่จะควบคุมราคาของสินค้านั้นได้ ตลาดแข่งขันสมบูรณ์นี้มีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้ 1) เน้นที่ตลาด ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ข้าวสาร 2) ผู้ขายทุกคนเสนอขายสินค้าที่มีลักษณะและคุณภาพใกล้เคียงกันมากจนผู้ซื้อมองไม่เห็นความแตกต่าง เมื่อใช้ราคาขายเดียวกัน 3) ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายรับรู้ข้อมูลทางการตลาด เช่น ราคาตลาดของสินค้า ได้สะดวกเท่าเทียมกัน 4) ตลาดจะไม่ได้รับผลกระทบโดยการกระทำของผู้ซื้อหรือผู้ขายรายใดเพราะมีผู้ซื้อและผู้ขายมากราย การซื้อขายแต่ละรายมีจำนวนเล็กน้อยเมื่อเทียบกันทั้งตลาด
เมื่อใช้การแข่งขันสมบูรณ์ ผู้ขายทุกคนต้องใช้ราคาเดียวกัน เพราะถ้าแตกต่างกันโดยตั้งราคาที่สูงกว่าแล้วจะทำให้ขายไม่ได้ เนื่องจากผู้ซื้อจะหันไปซื้อจากคู่แข่งขันที่เสนอราคาต่ำกว่าหรือยอมลดราคาลงบ้างเพื่อต้องการขายสินค้านั้นให้หมดเร็วขึ้น โดยยอมรับกำไรลดลงกว่าการขายในราคาตลาด เพราะผู้ซื้อเต็มใจซื้อในราคาตลาดอยู่แล้วแต่ใครคือผู้กำหนดราคานั้น ความจริงแล้วราคาผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดถูกกำหนดโดยการกระทำของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายโดยอาศัยการควบคุมของอุปทานและอุปสงค์ (Supply and demand) ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายต่างก็รักษาผลประโยชน์สูงสุดของตนดังที่ Adam Smith เรียกว่า “มือที่มองไม่เห็น” (Invisible hand) ของการแข่งขัน ซึ่งอธิยายได้ดังนี้
1.1 หลักพื้นฐานของอุปทานและอุปสงค์ (The basics of supply and demand) อุปทานขอสินค้าใดสินค้าหนึ่ง คือ ปริมาณสินค้าที่ผู้ผลิตตั้งใจจะขายที่ระดับราคาหนึ่งในหลายราคา และคาดได้ว่าเขาจะเสนอขายสินค้าในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถ้าได้ราคาสูงขึ้น และจะเสนอขายสินค้าในปริมาณที่น้อยลงถ้าราคาลดลง ดังรูปที่ 1.2
อุปสงค์ของสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่งคือปริมาณสินค้าที่ผู้ซื้อตั้งใจซื้อที่ระดับราคาหนึ่งในหลายราคา และคาดได้ว่าเขาจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเพื่อซื้อสินค้าปริมาณมากในราคาที่ลดลง และจะซื้อน้อยลงเมื่อราคาสินค้าสูงขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อราคาสินค้าเพิ่มขึ้นคนจะหันไปซื้อสินค้าอย่างอื่นที่ใช้แทนกันได้ คือไม่ใช้สินค้าเดิมเลยหรือลดปริมาณการซื้อลง และจะซื้อสินค้านั้นในปริมาณมากขึ้นเมื่อราคาลดลง
ราคาต่อหน่วย 100
90
80
70
60
50
40
30
20
10
0 100 200 300 400 500 600
ปริมาณ (Quantity)
รูปที่ 1.2 แสดงดุลยภาพของตลาด (Market equilibrium)
1.2 ราคาดุลยภาพหรือราคาตลาด (The Equilibrium price or market price) ตามปกติแล้วจะต้องมีราคา ณ จุดหนึ่ง ซึ่งทำให้ปริมาณอุปสงค์ของสินค้าชนิดหนึ่งเท่ากับปริมาณอุปทานของสินค้าชนิดนั้น สมมติว่าผู้ผลิตตั้งใจจะผลิตข้าวสาร 2 ล้านกิโลกรัม และขายในราคากิโลกรัมละ 20 บาท ส่วนผู้ซื้อสินค้าตั้งใจซื้อข้าวสารปริมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท กรณีนี้จะเกิดจุดที่อุปทานและอุปสงค์เท่ากันหรือจุดดุลภาพและที่ระดับราคา 20 บาท นักเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า ราคาดุลยภาพหรือราคาตลาด ภายใต้วิธีการแข่งขันสมบูรณ์ราคาตลาดของผลิตภัณฑ์ คือ ราคา ณ จุดที่ปริมาณอุปสงค์เท่ากับปริมาณของอุปทานพอดี หมายถึงถ้าผู้ผลิตผลิตข้าวสาร 2 ล้านกิโลกรัมแล้วจะไม่มีใครเลยที่เสนอซื้อในราคากิโลกรัมละ 20 บาท แล้วซื้อไม่ได้ และไม่มีผู้ขายใดเลยที่เสนอขายในราคากิโลกรัมละ 20 บาท แล้วขายไม่ได้
ตามทฤษฎีของโลกแห่งความจริงแล้ว ราคาตลาดมีอิทธิพลต่อทุกสิ่งที่กระทบอุปทานและ อุปสงค์ ตัวอย่างเช่น อุปสงค์ของข้าวสารอาจเปลี่ยนไปหากมีผู้ทำวิจัยพบว่าข้าวสารมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าที่ เคยรับรู้มาก่อน ผู้ใช้ก็จะเพิ่มความต้องการในข้าวสารทำให้ราคาข้าวสารสูงขึ้น หรืออุปทานของข้าวสารอาจเปลี่ยนถ้ามีการยอมรับเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทำให้ผลิตข้าวต่อไร่ได้มากขึ้น ในกรณีนี้ผู้ผลิตจะยินดีค้าขายสินค้า (ข้าวสาร) ในปริมาณที่มากขึ้นในราคาที่เปลี่ยนไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นจะมีผลต่อราคาใหม่ของตลาดด้วยการเปลี่ยนแปลงอื่นที่มีผลกระทบต่อราคาก็คือการเปลี่ยนรสนิยมของผู้ซื้อ หรือการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อให้สนองความต้องการเก่าและการยืดหยุ่นในรายได้ซึ่งจะมีผลต่อเงินเฟ้อหรือเงินฝืด
2. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) ตลาดที่มีสภาพใกล้เคียงความเป็นจริงในปัจจุบันก็คือตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด ซึ่งมีลักษณะหลายประการคล้ายตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ได้แก่ ตลาดที่มีผู้ซื้อและผู้ขายหลายราย (ปัจจุบันอาจมีจำนวนผู้ขายน้อยลงกว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์) แต่จะต้องมากพอที่จะประกันตลอดชีวิต
ความแตกต่างของสินค้าเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตยอมรับว่าสำหรับสินค้าเพื่อการอุปโภค และบริโภคตั้งแต่สบู่ เสื้อผ้า ไปจนถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อทำให้ผู้ซื้อมองเห็นความแตกต่างในสินค้าที่คล้ายกันได้แล้ว ผู้ผลิตจะสามารถควบคุมราคาตลาดของสินค้าได้บ้าง ดังเช่น ราคาถุงน่องสตรีจะแตกต่างกันตามชื่อยี่ห้อที่ต่างกัน แต่ภายใต้การแข่งขันสมบูรณ์แล้วราคาของถุงน่องสตรีทุกยี่ห้อ จะเท่ากันคือเป็นราคาดุลยภาพ
3. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) เป็นตลาดที่มีผู้ขายตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป โดยทั่วไปเป็นผู้ขายรายใหญ่ ทั้งจำนวนเงินลงทุนและขนาดของกิจการ ด้วยเหตุนี้อุตสาหกรรมแบบตลาดผู้ขายน้อยราย จึงยังคงรักษาสภาพต่อไปได้ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น
เนื่องจากมีผู้ขายน้อยราย ผู้ขายแต่ละรายจึงสามารถควบคุมราคา ขณะเดียวกันตลาดของผู้ขายแต่ละรายจะมีผลกระทบอย่างมากต่อยอดขายของคู่แข่งขัน เช่น ถ้าบริษัท General Motors ลดราคารถยนต์ของบริษัทลง จะมีผลทำให้บริษัทผลิตรถยนต์รายอื่นต้องลดราคาลงตามด้วย เพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไว้ แต่ถ้าบริษัทตนที่ต่ำกว่าจะมีผลทางการแข่งขันอย่างไรแล้ว จึงตัดสินใจดำเนินต่อตามที่เห็นว่าเหมาะสม สรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์เดียวกันย่อมมีราคาใกล้เคียงกัน เนื่องจากไม่ใช่ตลาดที่แข่งขันโดยใช้ราคาจึงต้องหันมาใช้ความแตกต่างของสินค้าเป็นเครื่องมือในการแข่งขันแทน
4. ตลาดผูกขาด (Monopoly) คือ ตลาด (หรืออุตสาหกรรม) ที่มีผู้ขายเพียงรายเดียว เพราะมีผู้จัดหาวัตถุดิบป้อนการผลิตสินค้าเพียงรายเดียว จึงมีอำนาจในการกำหนดราคา แต่อย่างไรก็ตามไม่มีกิจการใดสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ให้สูงเกินไปได้ เพราะจะทำให้สินค้าขายไม่ได้ ดังนั้น กิจการผูกขาดจึงต้องพิจารณาอุปสงค์ของสินค้าและกำหนดราคา ณ ระดับที่ก่อให้เกิดกำไรสูงสุด
เพื่อให้เกิดความเข้าใจยิ่งขึ้น ตารางที่ 1.1 จะแสดงการเปรียบเทียบลักษณะตลาดต่างๆ ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ดังนี้
ตารางที่ 1.1 แสดงการเปรียบเทียบลักษณะต่างๆ ของโครงสร้างตลาดในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ลักษณะตลาดและการแข่งขันในตลาด
(Market and competition) ตลาดแข่งขันอย่างสมบูรณ์
(Pure competition) ตลาดกึ่งแข่งขันกึงผูกขาด
(Monopolistic competition market) ตลาดที่มีผู้ขาย น้อยราย
(Oligopoly
market) ตลาดผูกขาด
(Pure monopoly market)
1. ความหมาย เป็นตลาดซึ่งไม่มีผู้ซื้อหรือผู้ขายรายใดสามารถกำหนดราคาผลิตภัณฑ์ได้เอง เพราะผลิตภัณฑ์คล้ายคลึงกันการเข้าสู่ตลาดหรือออกจากตลาดของผู้ผลิตเป็นไปโดยงานตลอดจนผู้ซื้อและผู้ขายมีความรู้เกี่ยวกับตลาดเป็นอย่าง เป็นรูปแบบขององค์การตลาดซึ่งมีผู้ขายจำนวนมากโดยผลิตภัณฑ์แตกต่างกันทั้งนี้ในการเข้าสู่ตลาดหรือออกจากตลาดในระยะยาวจะค่อนข้างง่าย เป็นรูปแบบขององค์การการตลาดซึ่งมีผู้ชายน้อยรายโดยอาจจะขายผลิตภัณฑ์ทีเหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ เป็นรูปแบบขององค์การตลาดซึ่งมีผู้ขายผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่งเป็นรายเดียวโดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ใดทดแทน
2. จำนวนคู่แข่งขัน มากที่สุด มาก น้อย หนึ่งราย
3. ขนาดของธุรกิจในตลาด เล็ก แตกต่างกัน (เล็กหรือใหญ่) ใหญ่ ไม่มีคู่แข่งขัน
4. ลักษณะผลิตภัณฑ์ เหมือนกัน แตกต่างกัน คล้ายกันหรือต่างกัน เอกลักษณะไม่มีสินค้าทดแทนได้
5. ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ สินค้าเกษตร ภัตตาคารร้านเสริมสวย น้ำมันเหล็กอื่นๆ โทรศัพท์ ไฟฟ้า ประปา
6. บทบาทการกำหนดราคา ไม่มีบทบาทในการกำหนดราคาโดยตลาด(ผู้ชื้อทั้งสิ้นและผู้ขายทั้งสิ้น) มีบทบาทในการกำหนดราคา มีอำนาจในการกำหนดราคาและการกำหนดราคาร่วมกัน มีอำนาจในการกำหนดราคาได้ยกเว้นรัฐบาลจะเข้าไปควบคุมราคา
7. การเข้ามาแข่งขันในอุตสาหกรรม ง่ายมาก ง่าย ยาก ยากมาก
หน้าที่องค์การธุรกิจ
หน้าที่องค์การธุรกิจ (Business function) มีหน้าที่ขององค์การธุรกิจที่สำคัญ ดังรูปที่ 1.3
รูปที่ 1.3 แสดงหน้าที่องค์การธุรกิจ (Business Function)
1. องค์การและการจัดการ (Organization and Management (O&M) องค์การ (Organization) หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้น ทำงานร่วมกัน และประสานงานกันเพื่อให้ผลลัพธ์ของกลุ่มประสบความสำเร็จการจัดการ (Management) หมายถึง กระบวนการนำทรัพยากรการบริหารมาใช้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ตามขั้นตอนการบริหาร คือ (1) การวางแผน (Planning) (2) การจัดองค์การ (Organizing) ( 3 ) การชักนำ (Leading) (4) การควบคุม (Controlling)
2. การผลิตและการปฏิบัติการ (Production and Operations) ให้มีความสม่ำเสมอในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับการออกแบบทางวิศวกรรม โดยก่อให้เกิดผลเสียต่ำสุดและเกิดผลผลิตสูงสุดตลอดจนมีความรวดเร็วต่อการปรับเข้าหาความต้องการซื้อของลูกค้าได้
3. ทรัพยากรบุคคล (Human Resources) หมายถึง บุคคลในองค์การที่สามารถสร้างมูลค่าของระบบการบริหารงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ
4. การตลาด (Marketing) เป็นการใช้เครื่องมือการตลาด โดยคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า โดยใช้ต้นทุนที่เหมาะสม สามารถเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ได้ทันเวลา
5. การบัญชี (Accounting) เป็นการออกแบบระบบการบันทึกรายการ การจัดทำรายงานการเงิน โดยใช้ข้อมูลที่บันทึกไว้และแปลความหมายของรายการนั้น
6. การเงิน (Finance) เป็นการใช้กลยุทธ์ทางการเงิน เพื่อความอยู่รอด ความเจริญเติบโตและความคล่องตัวทางด้านการเงินเพื่อให้เกิดกำไรสูงสุด (Profit maximization) และความมั่งคั่งสูงสุด (Wealth maximization)
7. ระบบสารสนเทศ [Information system (IS)] เป็นระบบของกระบวนการข้อมูลที่ออกแบบเพื่อรวบรวมเก็บรักษา แยกแยะ และนำกลับมาใช้เพื่อสนับสนุนการวางแผน การตัดสินใจ การประสานงานและการควบคุม
การค้าปลีก
กิจกรรมในการเป็นผู้ประกอบการนั้นมีอยู่ในอุตสาหกรรมทุกประเภท ธุรกิจขนาดย่อมหลายพันแห่ง เริ่มต้นขึ้นแต่ละปีในรูปแบบของการค้าปลีก การให้บริการ การผลิต การค้าส่ง การก่อสร้าง การขนส่งการเงิน การประกันภัย และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจขนาดย่อมได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการประดิษฐ์คิดค้นในแต่ละส่วนเหล่านี้ของระบบเศรษฐกิจ
โดยทั่วไป การค้าปลีกและธุรกิจให้บริการเข้าไปมีส่วนอย่างสำคัญในธุรกิจที่เริ่มต้นขึ้นใหม่ ทั้งหมดอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจทั้งสองประเภทนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก มีความเป็นเจ้าของและการดำเนินงานที่เป็นอิสระ
1. ลักษณะของการค้าปลีก
ธุรกิจค้าปลีกมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่ธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายน้อยจนถึงธุรกิจที่มีการค้าทั่วโลกซึ่งมียอดขายหลายพันล้านบาทและมีสินค้าที่จำหน่ายต่างกันหลายประเภท ร้านค้าปลีกเป็นการดำเนินธุรกิจซึ่งทำการจัดซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากผู้จำหน่าย (ผู้ผลิตหรือพ่อค้าส่ง) และจำหน่ายสินค้าเหล่านี้ให้แก่ลูกค้า สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นสินค้าซึ่งผู้บริโภคคนสุดท้ายซื้อไปในตัวหรือใช้ในครัวเรือน บทบาทของพ่อค้าปลีกในการแจกจ่ายสินค้าแสดงไว้ในรูปที่ 1.4 ดังนั้น พ่อค้าปลีกจึงทำหน้าที่สำคัญในการแจกจ่ายสินค้า เนื่องจากพวกเข้าช่วยให้มีสินค้าในเวลาและสถานที่ที่ผู้บริโภคต้องการ ธุรกิจทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต พ่อค้าส่งหรือพ่อค้าปลีก รวมถึงสินค้าที่จำหน่ายทางไปรษณีย์หรือโทรศัพท์ ผู้ผลิตและพ่อค้าส่งซึ่งจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคโดยตรงไม่ใช่พ่อค้าปลีก เนื่องจากหน้าที่เบื้องต้นของพวกเขา คือ การจำหน่ายสินค้าให้แก่ธุรกิจอื่นๆ และองค์การที่ไม่หวังกำไรทั้งองค์การเอกชนและองค์การรัฐบาล
รูปที่ 1.4 แสดงบทบาทของพ่อคล้าปลีกในการแจกจ่ายสินค้า
2. ประเภทของสินค้า
สินค้าอุปโภคบริโภคมีหลายประเภทซึ่งอาจจะแบ่งเป็นสินค้าคงทนถาวรหรือสินค้าไม่คงทนถาวร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสินค้านั้นได้รับการคาดหมายว่าจะใช้ได้เป็นเวลานานเพียงใด
สินค้าคงทนถาวร หมายถึง สินค้าที่จับต้องได้ซึ่งจะคงทนมีอายุการใช้งานเป็นเวลาค่อนข้างนานถึงแม้ว่าจะถูกใช้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่น รถยนต์ เครื่องเรือน เครื่องใช้ ในครัวเรือน และวัสดุก่อสร้างสินค้าไม่คงทนถาวรเป็นสินค้าที่จึงต้องได้เช่นกัน แต่มีความคาดหมายอายุกาใช้งานไว้สั้นกว่า เช่น เสื้อผ้า ยาและอาหาร
3. ประเภทของกิจการค้าปลีก
พ่อค้าปลีกย่อมต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญหลายๆ อย่างก่อนที่จะเข้าไปประกอบกิจการค้าปลีก การตัดสินใจเริ่มแรกที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ประเภทของร้านค้าปลีกที่ตั้งใจจะประกอบการเนื่องจากธุรกิจค้าปลีกมีหลายประเภท นอกจากนี้ พ่อค้าปลีกยังต้องพิจารณาถึงขอบเขตของสายผลิตภัณฑ์ที่วางแผนว่าจะจำหน่ายพร้อมทั้งการกำหนดราคาสินค้า
3.1 ร้านค้าปลีกสายเดียว (Single Line Store)
ร้านค้าปลีกสายเดียวเป็นร้านค้าจำหน่ายสินค้าหลายชนิดที่มีอยู่ในสายเดียวกัน และเป็นสินค้าที่มีความสัมพันธ์กัน เช่น ร้านค้าปลีกสายเดียวที่จำหน่ายเครื่องแต่งกายสุภาพสตรีและจำหน่ายเครื่องแต่งกายสตรีและสินค้าชนิดอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กันเป็นต้นว่า เครื่องประดับ กระเป๋า รองเท้า เป็นต้น
3.2 ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่าง (Specialty Store)
ร้านค้าปลีกเฉพาะอย่างเป็นร้านที่จำกัดประเภทของสินค้าที่จำหน่าย แต่จะมีสินค้าประเภทนั้นไว้ให้เลือกเป็นจำนวนมากซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าตามที่ต้องการได้ เช่น ร้านค้าจำหน่ายเนคไท จำหน่ายเฉพาะเนคไทหลายแบบ หลายขนาด มีเนื้อผ้า สีและลวดลาย ที่แตกต่างกันไว้ให้ลูกค้าได้เลือกซื้อ
3.3 ร้านค้าปลีกเบ็ดเตล็ด (Variety Store)
ร้านค้าปลีกสินค้าเบ็ดเตล็ดเป็นร้านที่จำหน่ายสินค้ามากมายหลายประเภท เป็นสินค้าที่มีราคาไม่แพงและใช้กันอยู่ในครัวเรือน เช่นเครื่องเขียน ถ้วยชาม เครื่องสำอาง ของใช้ประจำวัน เป็นต้น
3.4 ร้านสรรพสินค้า
ร้านสรรพสินค้าหมายถึง ร้านที่จำหน่ายสินค้าเฉพาะอย่างหลาย ๆ ร้านที่รวมกันอยู่เป็นร้านเดียวกัน เป็นร้านที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ร้านสรรพสินค้ามักจะแบ่งออกเป็นแผนก ๆ ตามประเภทของสินค้า เช่น แผนกเสื้อผ้าสภาพสตรีและเด็ก แผนกเครื่องแต่งกายสุภาพบุรุษ แผนกรองเท้า แผนกของเล่นเด็ก แผนกเครื่องสำอางค์ เป็นต้น นอกจากนี้ ภายในร้านสรรพสินค้าจะมีร้านอาหารและคอฟฟี่ช๊อปเพื่อเป็นบริการให้ลูกค้า และถ้าหากว่าร้านสรรพสินค้ามีขนาดใหญ่อาจจะมีบริการสวนสนุก ที่พักผ่อนให้กับลูกค้าอีกด้วย
ธุรกิจค้าปลีกประเภทร้านสรรพสินค้ากำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย ลูกค้านิยมซื้อสินค้าจากร้านสรรพสินค้า เนื่องจากความสะดวกเรื่องสถานที่จอดรถ การมีสินค้าไว้บริการหลายประเภทช่วยให้ลูกค้าเข้าไปในร้านเดียว แต่ซื้อสินค้าที่ต้องการได้หลายประเภท (one-stop shopping) เป็นการประหยัดเวลา นอกจากนี้ ร้านสรรพสินค้ายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น เครื่องปรับอากาศ บันไดเลื่อน ลิฟต์ เป็นต้น
3.5 ร้านสรรพาหาร (Supermarket)
ร้านสรรพาหารเป็นร้านปลีกที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ ในครัวเรือนทุกเรือนทุกประเภทและเป็นร้านค้าที่ลูกค้าเข้าไปในร้านครั้งเดียว แต่ซื้อสินค้าที่ต้องการได้หลายประเภท ร้านสรรพาหารนำเทคนิคของการบริหารตนเอง (Self service) มาใช้ และจำกัดการให้บริการของร้านค้าซึ่งจะช่วยให้ประหยัดต้นทุนดำเนินงานของร้านได้ส่วนหนึ่ง ร้านสรรพาหารใช้วิธีสั่งซื้อสินค้ามาจำหน่ายครั้งละเป็นจำมากเพื่อช่วยให้มีอำนาจต่อรอง ได้รับส่วนลดในการซื้อ และยังประหยัดต้นทุนของสินค้าอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ร้านสรรพาหารจึงสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาต่ำกว่าร้านค้าปลีกอิสระ
3.6 ร้านค้าแบบให้ส่วนลด (Discount Stores)
ร้านค้าแบบให้ส่วนลดเน้นที่ราคาต่ำกว่าเป็นเครื่องจูงใจที่สำคัญในการจำหน่าย ลูกค้าอาจจะพบผู้ให้ส่วนบดที่เป็นธุรกิจขนาดย่อมซึ่งเสนอสินค้าที่แตกต่างกันเป็นจำนวนมาก โดยทั่วไปร้านค้าประเภทนี้เสนอบริการที่จำกัด หรือไม่ให้บริการแก่ลูกค้าเลย
3.7 ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าสะดวกซื้อ (Convenience Stores)
ลักษณะของการบริการตนเองและทำเลที่ตั้งของร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าที่ซื้อตามสะดวกช่วยให้ลูกค้าซื้อสินค้าจากร้านประเภทนี้ได้ง่ายมาก ร้านค้าประเภทนี้จำหน่ายสินค้าที่ลูกค้าซื้อตามสะดวกและมักจะเป็นสินค้าจำเป็น เช่น อาหาร สิ่งของเครื่องใช้ประจำวันภายในครอบครัวทำเลที่ตั้งของร้านค้ามักจะตั้งอยู่ใกล้ย่านชุมชน หมู่บ้าน สถานที่ทำงาน ในต่างประเทศ ร้านค้าประเภทนี้จะมีลักษณะลูกค้าขับรถเข้าไปจอดหน้าร้านและสั่งซื้อจากภายในรถ (Drive-in)
ธุรกิจการให้บริการ
ธุรกิจให้บริการจัดหา “บริการ” ให้แก่ผู้บริโภค ธุรกิจอื่น หรือหน่วยงานของรัฐ สินค้าคงทนถาวร และสินค้าไม่คงทนถาวรเป็นสินค้าที่จับต้องได้ แต่บริการเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็น รู้สึก ได้ยิน ได้กลิ่น หรือรู้รสได้ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ธุรกิจให้บริการเชี่ยวชาญในการจัดหาบริการต่าง ๆ ธุรกิจให้บริการอาจจะจำหน่ายสินค้าที่จับต้องได้ซึ่งเป็นสินค้าที่เป็นส่วนประกอบของบริการที่ให้ เช่น ช่างทำผมอาจจะจำหน่ายแชมพูสระผม ร้านซ่อมรถจักรยานอาจจะจำหน่ายอะไหล่รถจักรยานด้วย
1. ความหมายของธุรกิจให้บริการ
บริการ คือ การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ให้แก่ลูกค้าหรือผู้ว่าจ้างโดยใช้หลักเกณฑ์ของค่าธรรมเนียมหรือการทำสัญญา ในที่นี้เราจะกล่าวเฉพาะธุรกิจขนาดย่อมโดยจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับธุรกิจขนาดใหญ่ บริการของรัฐ หรือองค์การที่ให้บริการโดยไม่แสวงหากำไรอื่นๆ ในบรรดาธุรกิจขนาดย่อมที่ให้บริการนั้น เราสามารถแยกประเภทเป็นธุรกิจที่ให้บริการแก่อุตสาหกรรมหรือผู้ว่าจ้างทางธุรกิจและลูกค้าเอกชน
บริการที่ให้แก่อุตสาหกรรมหรือธุรกิจได้แก่ กิจกรรมต่างๆ เช่น การบำรุงรักษา อาคาร การขนส่งสินค้า การโฆษณา และการออกแบบงานด้านศิลปะ บริการเหล่านี้มักจะถูกพบว่าอยู่ในสายของธุรกิจ บริการอื่นๆ คือ การบัญชีและ/หรือ การตรวจสถาปัตยกรรม การธนาคาร วิศวกรรม การประกันภัย การวิจัยตลาด การประเมินราคาทรัพย์สิน และกิจการด้านการค้าส่งอีกหลายประเภทอย่างไรก็ตาม การดำเนินงานเหล่านี้ บางด้านไม่ได้มีการปฏิบัติเพื่อให้ผู้ใช้ทางธุรกิจเท่านั้น บุคคลเอกชนใช้บริการเหล่านี้ด้วยเช่นกัน
บริการที่ให้แก่ลูกค้าเอกชนบางครั้งจะผันแปรมากกว่าบริการที่ให้แก่ธุรกิจหรืออุตสาหกรรม และบ่อยครั้งที่บุคคลซึ่งว่าจ้างบุคคลอื่นเพื่อให้บริการแก่ตนสามรถให้บริการเหล่านี้ได้ ในปัจจุบัน มีการใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก ในเรื่องของบริการที่เป็นความจำเป็นของชีวิต เช่น การทำความสะอาด การซ่อมแซม และความช่วยเหลือด้านอาชีพชนิดต่างๆ
ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับบริการต่าง ๆ มีเหตุผลหลายประการ อาหาร ที่อยู่อาศัย และเสื้อผ้าเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากซื้อหามา และเนื่องจากเราต้องวุ่นวายอยู่กับการหาเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นต่างๆ เราจึงต้องการหาความช่วยเหลือเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีเวลาที่จะขวนขวายหามาได้และเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อการซักเสื้อผ้า การทำความสะอาด การซ่อมแซม และอื่น ๆ นอกจากนี้เครื่องจักรบางชนิดที่ถูกนำมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลต่าง ๆ มีความซับซ้อน บุคคลเป็นจำนวนมากไม่มีทักษะ หรือไม่มีความปรารถนาที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับการซ่อมแซมสินค้าประเภทเครื่องจักที่มีความซับซ้อนซึ่งพวกเขาใช้อยู่เช่น ช่างซ่อมโทรทัศน์ เท่านั้นที่จะสามารถซ่อมเครื่องโทรทัศน์สีได้ บุคคลบางคนทำการซ่อมแซมด้วยตัวเองโดยการซื้อและการปฏิบัติตามคู่มือ แต่เวลาที่เสียไปและเครื่องมือที่ต้องการใช้มักจะทำให้ความพยายามดังกล่าวต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก
2. ลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจให้บริการ
2.1 ความชำนาญ2.2 เฉพาะด้านของ2.3 การให้บริการ
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของธุรกิจบริการคือ ธุรกิจให้ความสนใจกับการให้บริการเพียงประเภทเดียว หรือการให้บริการที่สัมพันธ์กันเพียงไม่กี่ประเภท เช่น ช่างตัดผมจะจำกัดการให้บริการคือ การตัดผมและการให้บริการที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เช่น การโกนหนวด และการสระผม ผู้ให้บริการกำจัดแมลงอื่นๆ ตัวแทนซ่อมรถยนต์จะเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการซ่อมแซมรถยนต์ ครูสอนเปียโนจะสอนนักเรียนนักเรียนเปียโนเท่านั้น ในทำนองเดียวกัน สระว่ายน้ำและโรงภาพยนตร์จะให้ความสนุกสนานเพียงประเภทเดียวตามที่มีการออกแบบไว้
ภายในขอบเขตของการบริการที่ให้อาจจะมีความชำนาญเฉพาะด้านของแรงงานเช่น ช่างทำผมและช่างลำเล็บในร้านเสริมสวยบางร้าน โรงภาพยนตร์ จะมีช่วงผู้ควบคุมห้องฉายภาพยนตร์พนักงานเดินตั๋ว และพนักงานจำหน่ายตั๋ว ความชำนาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับงานอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นลักษณะที่มีอยู่ในพวกแม่บ้านของโรงแรม ผู้ช่วยชีวิตที่สะว่ายน้ำ ช่างรีดเสื้อผ้าในร้านซักแห้งและนายช่างผู้เชี่ยวชาญด้านตัวถังหรือเบรกในอยู่ซ่อมรถยนต์
ความชำนาญเฉพาะด้านประเภทสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือ การให้ความสนใจกับระดับหรือประเภทของลูกค้า ในบรรดาธุรกิจให้บริการ เช่น บริษัทจัดหาคนให้ธุรกิจบางแห่งจะจำกัดการให้บริการหาเฉพาะบุคคลสายอาชีพและระดับบริหาร หรือธุรกิจให้เช่ารถบรรทุกจะให้บริการเฉพาะธุรกิจที่ประกอบ กิจการเกี่ยวกับรถบรรทุกซึ่งเป็นของเจ้าของคนเดียว การให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์โดยสารที่เอกชนเป็นเจ้าของ และโรงแรมบางแห่งต้อนรับเฉพาะแขกทีมาสัมมนา แต่โรงแรมอื่นๆ ไม่รับจัดสัมมนา เนื่องจากทางโรงแรมพิจารณาเห็นว่าเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถทำกำไรได้
2.2 หน้าที่ที่คาบเกี่ยวกันระหว่างธุรกิจให้บริการและกิจการค้าปลีก
ธุรกิจให้บริการปฏิบัติหน้าที่ให้บริการในขณะที่กิจการค้าปลีกจำหน่ายสินค้าเป็นหลัก แต่กระนั้นก็ตาม ธุรกิจทั้งสองประเภทนี้ยังมีหน้าที่ที่คาบเกี่ยวกัน เช่น ช่างตัดผมจำหน่ายน้ำยาใส่ผมและเครื่องนวดไฟฟ้า รวมซ่อมวิทยุและโทรทัศน์จำหน่ายหลอดวิทยุและสายอากาศ ร้านซ่อมรถยนต์ จำหน่ายอะไหล่รถ และสระว่ายน้ำบริการจำหน่ายอาหารว่าง ไอศกรีม และเครื่องดื่ม ในกรณีเหล่านี้ การจำหน่ายสินค้าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในหน้าที่ทางการให้บริการอย่างไรก็ตาม ในกรณีอื่นๆ การประกอบกิจการค้าปลีกเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งของธุรกิจให้บริการ เช่นโรงแรมที่มีอาหารไว้บริการในคอฟฟี่ช๊อปหรือห้องอาหาร การให้บริการจำหน่ายอาหารนี้อาจจะดึงดูดแขกที่ไม่ได้พักอยู่ในโรงแรมได้เป็นจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ ธุรกิจให้บริการจึงแข่งขันกับกิจการค้าปลีกต่างๆ ในทางตรงกันข้ามจาการค้าปลีกแข่งกับธุรกิจให้บริการ โดยการเพิ่มบริการต่างๆ เช่น ตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ที่มีแผนกให้บริการซ่อมรถอยู่ด้วย การที่มีแผนให้บริการซ่อมรถนี้เพื่อเก็บอะไหล่รถและซ่อมรถยนต์ที่มีตัวแทนจำหน่ายให้ลูกค้า แต่ตัวแทนเหล่านี้เปิดบริการแก่ทุกคนเข้ามารับบริการและบ่อยครั้งที่การให้บริการแข่งขันกับการจำหน่ายรถยนต์ ถึงแม้ว่าการจำหน่ายรถใหม่และรถที่ใช้เป็นสายงานหลักธุรกิจการให้บริการซ่อมรถก็เป็นงานรองที่สำคัญ พ่อค้าปลีกที่จำหน่ายเปี่ยนโนและเครื่องดนตรีอื่นๆ จะเสนอให้ผู้ที่ซื้อเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งได้เรียนวิธีการเล่นเครื่องดนตรี นั้น โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนเป็นเวลาสิบสองสัปดาห์ ดังนั้น กิจการค้าปลีก และธุรกิจให้บริการจึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้โดยเด็ดขาด
กิจการค้าปลีกและธุรกิจให้บริการเสนอบริการบางประเภทให้แก่ลูกค้า โดยไม่คิดมูลค่าเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมการขาย การให้บริการของกิจการค้าปลีก เช่น ร้านสรรพสินค้าบริการ ห่อของขวัญในเทศกาลต่างๆ การบริการขนส่งสินค้า และการขยายสินเชื่อให้แก่ลูกค้า ตัวอย่างบริการที่ให้แก่ลูกค้า โดยไม่คิดมูลค่าของธุรกิจให้บริการ เช่น ร้านตัดผมจัดให้มีวิทยุหรือโทรทัศน์เพื่อให้ความบันเทิงแก่ลูกค้าและมีนิตยสารต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าอ่านในระหว่างนั่งคอย ธุรกิจซักรีดและทำความสะอาด หลายแหล่งให้บริการจัดเก็บและจัดส่งถึงบ้านหรือที่ทำงานของลูกค้าด้วย
ความคาบเกี่ยวของหน้าที่การจำหน่าย และการให้บริการดังกล่าวทำให้เป็นการยากที่จะจำแนกประเภทของธุรกิจบางประเภท เช่น ปั๊มน้ำมัน ซึ่งถูกจำแนกประเภทว่าเป็นกิจการค้าปลีกเนื่องจากเป็นธุรกิจที่จำหน่ายน้ำมัน ยางรถยนต์ ถุงมือ ที่กรองน้ำมัน กระจกหูช้าง ที่ผัดน้ำฝน และส่วนประกอบอื่นๆ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คือ ธุรกิจหลักของปั๊มน้ำมัน แต่ปั๊มน้ำมันยังให้บริการที่ก่อให้เกิดรายได้ดี เช่น การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง การล้างรถ การเติมลมยาง การตรวจสอบ และทำการซ่อมเล็กๆ น้อยๆ การให้บริการดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้และกำไรให้กับปั๊มน้ำมัน
2.3 ความพอใจของ2.4 ลูกค้าและความสัมพันธ์กับลูกค้า
2.4.1 การให้บริการที่ตรง2.4.2 ต่อเวลาและมีประสิทธิภาพ ลูกค้าจะต้อง2.4.3 ตัดสินว่าธุรกิจให้บริการเป็นธุรกิจที่ดีหรือไม่โดยพิจารณาจาการตรง2.4.4 ต่อเวลาและคุณภาพของ2.4.5 บริการที่ให้ เช่น ลูกค้าจะเกิดความรำคาญ2.4.6 ถ้าหากว่าเขาต้อง2.4.7 รอช่าง2.4.8 ซ่อมที่ซ่อมสิ่ง2.4.9 ของ2.4.10 ให้ไม่ทันเวลาตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลง2.4.11 กันไว้ บริการกำจัดแมลง2.4.12 ที่เลื่อนการให้บริการออกไปสามครั้ง2.4.13 อาจจะได้รับการบอกกล่าวในครั้ง2.4.14 ที่สี่ว่าไม่ต้อง2.4.15 มาอีกแล้ว เนื่อง2.4.16 จากคู่แข่ง2.4.17 ขันได้ให้บริการกำจัดแมลง2.4.18 เรียบร้อยไปแล้ว หรือนักธุรกิจคนหนึ่ง2.4.19 ได้รับการยืนยันว่ารถที่ขานำไปซ่อมจะเสร็จเวลา 17.00 น. แต่เขาต้อง2.4.20 คอยจนกระทั่ง2.4.21 เวลา 18.00 น. นักธุรกิจผู้นี้จะไม่ได้รับความพอใจไม่ว่ารถของ2.4.22 เขานะได้รับการซ่อมดีเพียง2.4.23 ใดก็ตาม
2.4.24 ความต้อง2.4.25 การลูกค้าที่มาอุดหนุนเป็นประจำ ธุรกิจให้บริการตามความต้อง2.4.26 การลูกค้าอย่าง2.4.27 สม่ำเสมอ โดยข้อเท็จจริง2.4.28 แล้ว ธุรกิจให้บริการเจริญ2.4.29 รุ่ง2.4.30 เรือง2.4.31 ได้ เนื่อง2.4.32 จากลูกค้าที่ได้รับความพอใจกลับมาใช้บริการการให้บริการที่ตรง2.4.33 ต่อเวลาและมีประสิทธิภาพตามที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นปัจจัยสำคัญ2.4.34 ปัจจัยหนึ่ง2.4.35 ในการก่อให้เกิดการให้บริการซ้ำอีก
2.4.36 ลักษณะส่วนบุคคลของ2.4.37 ความสัมพันธ์กับลูกค้า ลูกค้าที่ได้รับความพอใจและกลับมาใช้บริการนั้นอีกมักจะต้อง2.4.38 การให้มีบริการเฉพาะบุคคล เช่น สุภาพบุรุษบาง2.4.39 คนเปลี่ยนคนเปลี่ยนร้านตัดผมทุกครั้ง2.4.40 ช่าง2.4.41 ตัดผมที่ถูกใจเปลี่ยนไปทำง2.4.42 านร้านอื่น หรือสภาพสตรี บาง2.4.43 คนต้อง2.4.44 การบริการจากช่าง2.4.45 ทำผมคนใดคนหนึ่ง2.4.46
ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลอย่างใกล้ชิดเป็นแบบฉบับที่ดีที่สุดในกรณีของการให้บริการส่วนบุคคล โดยแท้จริงแล้ว ไม่มีใครที่ขาดการให้บริการไม่ได้ แต่บุคคลเป็นจำนวนมากได้พัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับการให้บริการซึ่งธุรกิจให้บริการจะต้องตระหนักถึงและธุรกิจที่ให้บริการส่วนบุคคลจะต้องดึงดูดและยึดมั่นที่จะติดตามลูกค้าด้วยความจงรักภักดี
3. เหตุผลในการเลือกประกอบธุรกิจให้บริการ
ปัจจัยอะไรที่จูงใจบุคคลให้เข้ามาสู่ธุรกิจให้บริการเนื่องมาจาก
3.1 ธุรกิจให้บริการเป็นหนทางหนึ่งให้บุคคลได้ใช้ทักษะและความสามารถ เพื่อให้เกิดรายได้ และยังมีความต้องการ บริการต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก จุดที่ดึงดูดอีกจุดหนึ่งคือ การติดต่อส่วนบุคคลในธุรกิจให้บริการบางประเภทอยู่ในระดับที่ใกล้ชิดกันมาก
3.2 ความสะดวกสบายในการดำเนินงาน เพราะว่าธุรกิจให้บริการเป็นจำนวนมากสามารถประกอบการภายในที่อยู่ที่อาศัยของผู้ให้บริการได้
3.3 โอกาสที่จะได้กำไร กิจกรรมทางธุรกิจทุกด้านมุ่งสร้างกำไร เมื่อองค์การธุรกิจไม่ก่อให้เกิดกำไร ธุรกิจมักจะประสบความล้มเหลว การหากำไรในองค์การธุรกิจมีหลายวิธี วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือ การให้บริการแก่บุคคลต่างๆ ถ้าหากว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือ ธุรกิจนั้นมีความเป็นไปได้พอที่จะทำกำไรได้หรือไม่ กิจกรรมการให้บริการเป็นจำนวนมากมีการลงทุนเริ่มแรกน้อย เมื่อผสมผสานปัจจัยนี้กับต้นทุนดำเนินงานที่ต่ำ ธุรกิจย่อมจะมีโอกาสของความเป็นไปได้ที่จะมีกำไรตราบใดที่ยังมีความต้องการบริการของธุรกิจอยู่
3.4 ความต้องการสูง ความต้องการบริการต่างๆ เพิ่มขึ้นไม่สิ้นสุด เช่น บริการซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้เพื่อเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่ายที่จะต้องซื้อของใหม่ บริการด้านเทคนิคซึ่งทักษะและความรู้พิเศษเป็นสิ่งจำเป็น และบริการความสะดวกต่างๆ เพื่อให้บุคคลมีเวลาให้กับกิจกรรมอื่นๆ เช่น บุคคลเป็นจำนวนมากต้องการซ่อมแซมทรัพย์สินที่มีค่าแทนที่จะทิ้งไป บุคคลเต็มใจที่จะรอช่างที่ให้บริการคนใดคนหนึ่งเพื่อที่จะนัดหมายเป็นเวลานาน เนื่องจากทราบว่าช่างคนนั้นมีฝีมือดี
3.5 ระดับการติดต่อส่วนบุคคล ธุรกิจให้บริการส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับบุคคล ถ้าหากว่าผู้ประกอบธุรกิจชอบการติดต่อกับคนและมีความสัมพันธ์กับบุคคลเหล่านั้น แล้วจะมีธุรกิจให้บริการหลายชนิดที่เขาอาจจะพิจารณาประกอบการได้ ธุรกิจให้บริการเหล่านั้นเช่น การขายเลหลัง ช่างตัดผม หรือช่างทำผม ที่ปรึกษา (เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ได้แก่ เสื้อผ้า อาชีพ ธุรกิจ ประชาสัมพันธ์ การลงทุน) ครู (งานอดิเรก ธุรกิจ) ผู้บรรยาย สำนักจัดหางาน สำนักงานท่องเที่ยว และธุรกิจให้บริการอื่นๆ อีกเป็นจำนวนร้อย ได้แก่ การสอนหนังสือ การให้คำปรึกษาร้านเสริมสวย บริการเลี้ยงเด็ก บริการซักอบรีด เป็นต้น
การค้าส่ง
ในการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคคนสุดท้าย พ่อค้าส่งมีบทบาทสำคัญในช่องทางการจำหน่ายพ่อค้าส่งคือ “หน่วยธุรกิจที่ซื้อสินค้าและจำหน่ายต่อไปยังพ่อค้าปลีก พ่อค้าส่งรายอื่น และ/ หรือ จำหน่ายไปยังผู้ใช้ทางอุตสาหกรรม สถาบันและการพาณิชย์ พ่อค้าส่งไม่ได้จำหน่ายสินค้าในปริมาณที่เห็นได้อย่างชัดเจนไปบังผู้บริโภคคนสุดท้าย”
หลักเกณฑ์เบื้องต้นที่แสดงความแตกต่างระหว่างการค้าปลีกและการค้าส่งคือ เป้าหมายของผู้ซื้อสินค้าที่ผู้ซื้อไปเพื่อใช้ส่วนตัว หรือนำไปใช้ในครัวเรือนคือ การค้าปลีก อย่างไรก็ตาม ถ้าหากว่าเป้าหมายของผู้ซื้อคือ ซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ หรือใช้สินค้าในการดำเนินธุรกิจแล้วเรียกว่า การค้าส่ง
รูปที่ 1.5 แสดงบทบาทของพ่อค้าส่งในการจำหน่ายสินค้า
1. หน้าที่ของการค้าส่ง
พ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ เพื่อผู้ที่จำหน่ายสินค้าให้เขาและลูกค้าของเขาทั้งสองฝ่ายหน้าที่ของพ่อค้าคล้ายกับหน้าที่การตลาด และพ่อค้าส่งบางประเภทเท่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่เหล่านี้มิใช่ว่าพ่อค้าส่งทุกรายจะปฏิบัติเช่นเดียวกันหมด
1.1 หน้าที่ของ1.2 พ่อค้าส่ง1.3 ที่ส่ง1.4 ปฏิบัติต่อลูกค้า
1.1.1 คาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ในฐานะที่เป็นตัวแทนซื้อสินค้าให้ลูกค้าพ่อค้าส่งจะพยากรณ์อุปสงค์ของลูกค้าและจัดการซื้อสินค้าตามการพยากรณ์ดังกล่าว
1.1.2 จัดกลุ่มสินค้าขึ้นใหม่ พ่อค้าส่งอาจจะจัดกลุ่มสินค้าใหม่อย่างน้อยที่สุดหนึ่งขั้นตอนหรือบางครั้งจัดกลุ่มสินค้าขึ้นใหม่ทุกขั้นตอน การที่พ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเพื่อที่จะจัดหาประเภทสินค้าซึ่งลูกค้าต้องการโดยเสียต้นทุนต่ำสุด
1.1.3 ถือครองสินค้าคงเหลือ พ่อค้าส่งถือครอบครองสินค้าคงเหลือเพื่อช่วยบรรเทาภาระความจำเป็นของลูกค้าที่จะต้องมีสินค้าคงเหลืออยู่ในมือ
1.1.4 จัดส่งสินค้า หมายถึง หน้าที่ในการจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า พ่อค้าส่งส่วนใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่งเพื่อจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ได้อย่างรวดเร็วโดยเสียค่าใช้จ่ายในอัตราต่ำ
1.1.5 ให้สินเชื่อ พ่อค้าส่งสามารถขยายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าซึ่งหน้าที่นี้จะสำคัญมากขึ้นในกรณีที่ลูกค้ามีทุนจำกัด การปฏิบัติหน้าที่ประการนี้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลูกค้าพอใจซื้อสินค้าจากพ่อค้าส่งมากกว่าผู้ผลิตโดยตรง เพราะว่าผู้ผลิตไม่สามารถให้สินเชื่อได้
1.1.6 ให้ข่าวสารและบริการแนะนำ เนื่องจากพ่อค้าส่งและพนักงานขายเป็นผู้ชำนาญเกี่ยวกับสินค้าที่จำหน่ายจึงเป็นผู้ที่เหมาะสม ที่จะแนะนำเรื่องราคา และเทคนิคต่างๆ ในการจำหน่ายและการติดตั้งสินค้าให้แก่ลูกค้า
1.1.7 ปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อบางส่วน พ่อค้าส่งช่วยปฏิบัติหน้าที่จัดซื้อให้แก่ลูกค้า การที่พ่อค้าส่งมีหนักงานขายออกไปติดต่อกับลูกค้าจึงเป็นการแบ่งเบาภาระในการเสาะแสวงหาของลูกค้าโดยที่ลูกค้าเพียงแต่สินค้าที่พักงานขายนำมาเสนอขาย และตัดสินใจซื้อ
1.1.8 เป็นเจ้าของและเปลี่ยนสิทธิในสินค้า การเป็นเจ้าของสินค้าช่วยให้พ่อค้าส่งสามารถตัดสินใจจำหน่ายสินค้าให้แก่ค้าโดยตรงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้น เช่น ค่านายหน้า เป็นต้น
1.2 หน้าที่ของพ่อค้าส่งที่ปฏิบัติต่อผู้ผลิต
1.2.1 ปฏิบัติหน้าที่การจำหน่ายบางส่วนของผู้ผลิต พ่อค้าส่งเป็นฝ่ายไปหาผู้ผลิตเองทำให้ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องพนักงานขายของตนเองจำนวนมากนัก บางครั้งพ่อค้าส่งยังมีส่วนช่วยในการโฆษณา และจัดโปรแกรมส่งเสริมการขายให้แก่ผู้ผลิตอีกด้วย
1.2.2 เก็บรักษาสินค้าคงเหลือพ่อค้าส่งช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ผลิตที่จะต้องถือครองสินค้าไว้เป็นจำนวนมากทำให้ผู้ผลิตมีค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาสินค้างเหลือน้อยลง
1.2.3 ช่วยเหลือด้านการเงินโดยการถือครองสินค้างคงเหลือ ผู้ผลิตสามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่พ่อค้าส่งในทันทีที่ผลิตเสร็จ และสามารถนำรายได้จากการจำหน่ายไปลงทุนต่อโดยไม่ต้องมีเงินทุนจมอยู่ในสินค้าคงเหลือมากเกินไป
1.2.4 ลดความเสี่ยงภัยจาการให้สินเชื่อ พ่อค้าส่งย่อมจะทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้ามากกว่าผู้ผลิต ทั้งนี้เนื่องจากพ่อค้าส่งจำนวนสินค้าประเภทอื่นแก่ลูกค้าของเขาอยู่ก่อนแล้วจึงทราบฐานะทางการเงินของลูกค้าได้ดีกว่าผู้ผลิต ซึ่งจะต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ถ้าหากว่าต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าแต่ละคน
1.2.5 จัดหาข่าวสารเกี่ยวกับตลาด เนื่องจากพ่อค้าส่งใกล้ชิดกับลูกค้ามากกว่าจึงสามารถสังเกตปฏิกิริยาของลูกค้าเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงสินค้าแทนที่ผู้ผลิตจะต้องทำการวิจัยหาข้อมูลเอง
2. ประเภทของพ่อค้าส่ง
2.1 MARCHANT WHOLESALERS คือ พ่อค้าส่งที่มีกรรมสิทธิ์และเป็นเจ้าของสินค้าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่บางด้านหรือทุกด้านตามที่กล่าวมาแล้ว MERCHANT WHOLESALERS แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
2.1.1 พ่อค้าส่งให้บริการเต็มที่ โดยทั่วไป พ่อค้าส่งประเภทนี้ปฏิบัติหน้าที่ทุกด้านแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1) พ่อค้าส่งสินค้าทั่วไป คือ พ่อค้าส่งที่ถือครองสินค้าประเภทคงทนถาวรได้หลายประเภท เช่น เครื่องใช้ที่ทำจากอะลูมิเนียมหรือเหล็กไร้สนิม อุปกรณ์ไฟฟ้า ท่อประปา เฟอร์นิเจอร์ ยาเครื่องสำอาง และอะไหล่รถยนต์ สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าสะดวกซื้อและสินค้าเลือกซื้อ ด้วยเหตุที่พ่อค้าส่งสินค้าทั่วไปถือครองสินค้าไว้หลายประเภททำให้จำหน่ายสินค้าให้กับร้านทั่วๆ ไป เช่น ร้านจำหน่ายยา ร้านจำหน่ายเครื่องโลหะ
2) พ่อค้าส่งผลิตภัณฑ์สายเดียวกันหรือสายทั่วไป พ่อค้าส่งชนิดนี้จำหน่ายสินค้าในวงแคบกว่าชนิดแรกคือ จำหน่ายสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น อาหาร เครื่องกระป๋องของชำ สี หรือเครื่องมือทางอุตสาหกรรมประเภทใดประเภทหนึ่ง
3) พ่อค้าส่งสินค้าเฉพาะเจาะจง พ่อค้าส่งชนิดนี้จำกัดการจำหน่ายสินค้าในวงแคบลงไปอีก เช่น ถ้าหากว่าจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารจะจำหน่ายเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่น อาหารที่ช่วยเสริมสุขภาพ อาหารของเด็กหรือผู้สูงอายุแทนที่จะจำหน่ายอาหารทุกประเภท
2.1.2 พ่อค้าส่งให้บริการจำกัด คือ พ่อค้าส่งที่ปฏิบัติหน้าที่เพียงบางส่วน ทั้งนี้ เนื่องจากบางครั้งลูกค้าอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้บริการจากพ่อค้าส่ง หรือบริการบางชนิดไม่เหมาะสมแก่ลูกค้า พ่อค้า ประเภทนี้แบ่งออกเป็น 6 ชนิด คือ
1) พ่อค้าส่งขายสดและขนสินค้าไปเอง ในบางครั้ง การที่พ่อค้าส่งจะให้บริการแก่พ่อค้าปลีกรายย่อยๆ อาจจะไม่คุ้ม ดังนั้น พ่อค้าจะจำหน่ายสินค้าให้พ่อค้าปลีกรายย่อยก็ต่อเมื่อพ่อค้าปลีกนั้นนำเงินสดมาซื้อ การกระทำเช่นนี้เปรียบเสมือนว่าพ่อค้าส่งปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพ่อค้าปลีก ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายต่ำ เนื่องจากพ่อค้าส่งไม่จำเป็นต้องให้บริการทุกด้าน
2) พ่อค้าส่งประเภทจัดการกับคำสั่งซื้อ หมายถึง พ่อค้าส่งที่รับใบสั่งซื้อจากพ่อค้าปลีกผู้ใช้หรือแม้แต่พ่อค้าส่งด้วยกันเอง และส่งใบสั่งซื้อไปผู้ผลิตเพื่อให้ผู้ผลิตส่งสินค้าไปให้ผู้ที่ต้องการโดยตรงโดยที่พ่อค้าส่งไม่ต้องถือครองสินค้าไว้จัดส่งเอง สินค้าเหล่านี้มักจะเป็นสินค้าจำนวนมาก เช่น น้ำมัน ไม้ บางครั้งพ่อค้าส่งชนิดนี้อาจจะต้องเสาะหาผู้ผลิตที่สินค้าที่ที่ลูกค้าต้องการช่วยอำนวยสะดวกเรื่องการขนส่งหรืออาจจะช่วยเหลือด้านการเงิน เช่น ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อ
3) พ่อค้าส่งเร่ พ่อค้าส่งเร่ชนิดนี้อาศัยอยู่บนรถบรรทุกและตระเวรนำหน่ายสินค้าไปตามสถานที่ต่างๆ สินค้าส่วนใหญ่ไม่ใช่สินค้าคงทนถาวร เช่น บุหรี่ ขนมหวาน ผลไม้ เป็นต้น
4) พ่อค้าส่งทางไปรษณีย์ คือพ่อค้าส่งที่ส่งสินค้าทางไปรษณีย์ ในทางปฏิบัติ พ่อค้าส่งชนิดนี้อาจจะจำหน่ายสินค้าแก่ผู้บริโภคคนสุดท้ายโดยปฏิบัติหน้าที่เช่นเดียวกับพ่อค้าปลีก แต่จะให้ส่วนลดในกรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก
5) สหกรณ์ผู้ผลิต คือ สหกรณ์ผู้ผลิตซึ่งจัดตั้งเพื่อผลประโยชน์ของสมาชิกโดยการรวบรวมสินค้าจากสมาชิกแล้วช่วยนำไปจำหน่ายในตลาด
2.2 RACK JOBBER หมายถึง พ่อค้าส่งที่จำหน่ายให้แก่ร้านค้าที่จำหน่ายสินค้าประเภทอาหาร ร้านจำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด หรือร้านสรรพาหารทั่วไป Rack Jobber มักจะมีความชำนาญเกี่ยวกับสินค้าประเภทใดประเภทหนึ่ง เช่นเครื่องใช้ภายในบ้าน อุปกรณ์ต่างๆ
2.3 FACTORS หมายถึง พ่อค้าส่งที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อโดยการซื้อบัญชีลูกค้าของธุรกิจตามปกติ พ่อค้าส่งชนิดนี้มีความชำนาญเรื่องการค้าและเต็มใจที่จะขยายสินเชื่อให้ในระยะเวลาที่ยากกว่าธนาคารพาณิชย์
3. ปัญหาของพ่อค้าส่ง
พ่อค้าส่งขนาดย่อมดำเนินงานภายใต้สภาพแวดล้อมของการแข่งขันเช่นเดียวกับองค์การธุรกิจทุกประเภท พ่อค้าจะต้องตัดสินใจเรื่องต่างๆ เป็นจำนวนมากที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความต่อเนื่องในการประกอบธุรกิจปัญหาของพ่อค้าขนาดย่อมได้แก่
3.1 ปัญ3.2 หาการบริการ
ปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งเกี่ยวข้องกับบริการที่เสนอให้ พ่อค้าต้องตัดสินใจว่าจะเสนอบริการที่สมบูรณ์หรือไม่ (การขนส่ง การให้สินเชื่อ การเก็บรักษาสินค้า) หรือให้บริการที่จำกัดแต่เพียงบางด้านเท่านั้น
3.3 ปัญ3.4 หาเรื่อง3.5 ตรายี่ห้อ
พ่อค้าส่งจะต้องกำหนดนโยบายว่าจะใช้ตรายี่ห้ออะไรเช่นเดียวกับพ่อค้าปลีกพ่อค้าส่งอาจจะใช้ตรายี่ห้อของผู้ผลิตที่จำหน่ายทั่วประเทศ ตรายี่ห้อส่วนบุคคลของผู้จำหน่าย หรือตรายี่ห้อทั้งสองชนิดผสมกัน ถึงแม้ว่าการใช้ตรายี่ห้อส่วนบุคคลของผู้จำหน่ายจะช่วยให้พ่อค้าส่งซื้อสินค้าได้ในราคาที่ตำกว่าแต่ตรายี่ห้อของผู้ผลิตที่จำหน่ายทั่วประเทศต้องการโฆษณาน้อยกว่าและสามารถกำไรได้สูงกว่า
3.6 ปัญ3.7 หาของ3.8 สิ่ง3.9 อำนวยความสะดวก
ปัญหาที่สำคัญของพ่อค้าส่ง คือการตัดสินใจว่าจะต้องมีอาคารหลายชั้นหรืออาคารชั้นเดียวจึงจะตอบสนองความต้องการได้ดีที่สุด นอกจากนี้ การเลือกทะเลที่ตั้งในสถานที่ซึ่งเข้าออกได้สะดวก
สรุป
ธุรกิจ (Business) คือ ความพยายามที่เป็นแบบแผนของนักธุรกิจในการผลิต และขายสินค้าหรือบริการ เพื่อสนองความต้องการของสังคมโดยมุ่งหวังกำไร
ผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ต้องใช้ทรัพยากร 4 ชนิดต่อไปนี้ 1) ทรัพยากรวัสดุ(Material resources) 2) ทรัพยากรบุคคล (Human resources) 3) ทรัพยากรการเงิน (Financial resources) 4) ทรัพยากรข้อมูล (Informational resources)
ธุรกิจแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1) ธุรกิจการผลิต (Manufacturing business) 2) ธุรกิจบริการ (Service businesses) 3) คนกลางทางการตลาด (Marketing middleman)
ระบบเศรษฐกิจ (Economic System) ประกอบด้วย 1) ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม 2) ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน ซึ่งประกอบด้วย ระบบสังคมนิยมและระบบคอมมิวนิสต์
นักเศรษฐศาสตร์ แบ่งการแข่งขันในตลาดออกเป็น 4 ตลาด ดังนี้ 1) ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ (Pure competition) 2) ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด (Monopolistic competition) 3) ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย (Oligopoly) 4) ตลาดผูกขาด (Monopoly)
หน้าที่องค์การธุรกิจ (Business function) เป็นหน้าที่ขององค์การธุรกิจที่สำคัญ คือ 1) องค์การและการจัดการ Organization and Management (O & M) 2) การผลิตและการปฏิบัติการ (Production and Operations) 3) ทรัพยากรบุคคล (Human Resources) 4) การตลาด (Marketing) 5) การบัญชี (Accounting) 6) การเงิน (Finance) 7) ระบบสารสนเทศ (Information System : IS)
การค้าปลีก การค้าส่ง และการให้บริการเป็นรูปแบบของธุรกิจยังคงมีอยู่ในสังคมไทยที่พบเห็นได้โดยทั่วไป
แบบฝึกปฏิบัติระหว่างเรียน
บทที่ 1 ความหมายของธุรกิจ
จงเติมคำลงในช่องว่างต่อไปนี้ให้สมบูรณ์
ธุรกิจ หมายถึง ...............................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
2. ผู้ประกอบการ หมายถึง .......................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
3. ทรัพยากรที่จำเห็นในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจมี ..................... ประเภท ได้แก่
..................................................................................................................................................................
4. โรงพิมพ์รับจ้างพิมพ์การ์ดแต่งงาน จัดเป็นธุรกิจประเภท.......................................................................
5. เป้าหมายสูงสุดในการดำเนินงานทางด้านธุรกิจ คือ...............................................................................
6. การศึกษาธุรกิจมีประโยชน์ คือ ............................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
7. ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม การจัดสรรทรัพยากรใช้ .....................เป็นเครื่องมือ
8. ในระบบตลาดเสรีแบ่งตลาดออกเป็น ..................... ประเภท คือ ......................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
อุตสาหกรรมรถยนต์ จัดเป็นสินค้าในการตลาด ...................................................................................
องค์การธุรกิจหนึ่งๆ มีหน้าที่สำคัญๆ คือ ............................................................................................
..................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................
คำถามท้ายบทที่ 1
ตอนที่ 1 จงเลือกคำตอบที่ถูกที่สุดเพียง 1 ข้อ
ข้อใดมีความตรงกับคำว่าธุรกิจ
การชื้อมา – ขายไปของธุรกิจ
การจัดระเบียบแผนการดำเนินงานทางธุรกิจ
การดำเนินงานที่มุ่งหวังกำไรของธุรกิจ
การทุ่มเทแรงกายแรงใจในการดำเนินงานทางธุรกิจ
ทรัพยากรใดที่สำคัญที่สุดในการจัดการธุรกิจ
ก. ทรัพยากรวัสดุ ข. ทรัพยากรข้อมูล
ค. ทรัพยากรบุคคล ง. ทรัพยากรการเงิน
ข้อใดเป็นธุรกิจบริการ
ก. โรงงานผลิตกระเบื้อง ข. โรงงานปูนซีเมนต์
ค. โรงงานประกอบรถยนต์ ง. โรงพิมพ์รุ่งธนเกียรติ
เป้าหมายสำคัญของการดำเนินงานทางธุรกิจคือข้อใด
ผลิตสินค้าบริการจำหน่าย
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของสังคม
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ
ผลิตสินค้าและบริการตอบสนองความต้องการของรัฐบาล
การเป็นลูกจ้างที่ดี มีความหมายตรงกับข้อใด
สามารถเลือกอาชีพที่ต้องการได้
สามารถทำงานในบริษัทธุรกิจได้
สามารถสร้างความก้าวหน้าให้ตนเองได้
สามารถทำงานในระบบราชการได้
ปัจจัยการผลิตได้แก่ข้อใด
แรงงาน เงิน เครื่องจักร
แรงงาน ทุน และผู้ประกอบการ
แรงงาน ทุน ทรัพยากรธรรมชาติ และผู้ประกอบการ
แรงงาน เงิน เครื่องจักร และผู้ประกอบการ
ประเทศไทยใช้ระบบเศรษฐกิจแบบใด
ก. ระบบทุนนิยม ข. ระบบตลาดเสรี
ค. ระบบสังคมนิยม ง. ระบบเศรษฐกิจผสม
ตลาดรถยนต์จัดเป็นตลาดตามข้อใด
ก. ตลาดแข่งขันสมบูรณ์ ข. ตลาดกึ่งแข่งขันกึ่งผูกขาด
ค. ตลาดที่มีผู้ขายน้อยราย ง. ตลาดผูกขาด
ข้อใดไม่เป็นลักษณะตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ผู้ผลิตรายใหญ่สามารถกำหนดราคาตลาดได้
ผู้ซื้อผู้ขายมีมากราย
สินค้าในตลาดสามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์
ไม่มีข้อกีดกันทางการตลาด
ระบบข้อมูลสารสนเทศ มีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างไร
เป็นข้อมูลในการโจมตรีคู่แข่งขัน
เป็นข้อมูลในการหลอกลวงลูกค้า
เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการวางแผน
เป็นข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อใช้ในการหลีกเลี่ยงภาษี
ตอนที่ 2 จงตอบคำถามต่อไปนี้
องค์การธุรกิจหนึ่งๆ มีหน้าที่อย่างไร อธิบาย
ในการดำเนินงานทางธุรกิจจะต้องใช้ทรัพย์ใดบ้าง อธิบาย
ตลาดในระบบตลาดเสรีมีกี่ประเภท อะไรบ้าง อย่างไร
ส่วนที่ 1 ข้อมูลสรุป (EXECUTIVE SUMMARY)
ความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระหว่างรอบปีบัญชี 2548 (จากเดือนกันยายน 2547 ถึงเดือนสิงหาคม 2548) คือการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสองกลุ่มหลักอันได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคล โดยที่ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละของปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณร้อยละ 25.8 ในเดือนกันยายน 2547 เป็นร้อยละ 42.3 ในเดือนสิงหาคม 2548 ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายของ นักลงทุนรายบุคคลลดลงจากร้อยละ 74.2 เหลือเพียงร้อยละ 57.7 ในช่วงเวลาเดียวกัน ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่ยังผันผวน เนื่องจากปัจจัยการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงปัญหาจากพิบัตภัย “สึนามิ” ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2547 ซึ่งส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในช่วง 615 ถึง 746 จุด
ภายใต้แนวนโยบายและแผนงานในการทำธุรกิจ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการขยายฐานลูกค้าและการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ ส่งผลให้จำนวนบัญชีที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2,600 บัญชีในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความพยายามในการทำการตลาดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนและการทำงานเป็นทีม กิจกรรมทางการตลาดที่ทางบริษัทฯได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมาได้แก่ การจัดการสัมมนาอบรมในหัวข้อที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกบริษัทฯ เพื่อที่จะสร้างความสนใจในสินค้าและบริการของเราให้แก่นักลงทุน นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้จัดโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยการเชิญผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยไปร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการกองทุนเช่นในฮ่องกงและสิงค์โปร์ ในขณะเดียวกันบริษัทฯก็ได้เชิญวิทยากรเช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักกลยุทธ และนักวิเคราะห์ จากบริษัทโนมูระในต่างประเทศมาให้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับตลาดทุนในภูมิภาคให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นความพยายามในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของงานวิจัยหลักทรัพย์ของบริษัทฯก็เป็นที่ประจักษ์และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยที่บริษัทฯได้รับรางวัล “บริษัทหลักทรัพย์ที่มีบทวิจัยดีเด่นประจำปี ในสาขานักลงทุนรายบุคคล” จากการจัดงาน SET AWARD ในเดือนกรกฎาคม 2548
สำหรับธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการลดลงของปริมาณการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสองกลุ่มหลัก ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกิจทางด้านนักลงทุนสถาบันของบริษัทฯยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในรอบปีบัญชี 2548 ลดลงร้อยละ 29.2 จาก 25.6 พันล้านบาทในปี 2547 เหลือเพียง 18.1 พันล้านบาท ในขณะที่รายได้ค่านายหน้าของบริษัทฯในรอบปีบัญชี 2548 คิดเป็น 631 ล้านบาท ลดลง 44.5% จากปีก่อนหน้านี้ โดยในปีบัญชีนี้บริษัทฯมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 2.91 จัดอยู่ในอันดับ 13 ของผู้ประกอบการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รวม 38 แห่ง โดยที่สัดส่วนปริมาณการซื้อขายของลูกค้าสถาบันต่อลูกค้ารายบุคคลคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ต่อร้อยละ 82 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายของลูกค้าสถาบันของบริษัทฯมีสัดส่วนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม และเป็นจุดที่บริษัทจะต้องพัฒนาให้มีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ
ในด้านธุรกิจการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) เพื่อการขายชอร์ตสำหรับลูกค้ารายบุคคล ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯเปิดให้บริการเมื่อรอบปีบัญชี 2546 มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนงานที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ลูกค้าและนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนบัญชี SBL ที่เปิดใหม่ในรอบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 154.3 จาก 333 บัญชีเป็น 847 บัญชี และมีปริมาณการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ตลอดทั้งปี คิดเป็นมูลค่ารวม 1,110.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114.2 % จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับในปีหน้า บริษัทฯมีแผนที่จะดำเนินการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกรรม SBL อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้บริษัทฯยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพัฒนาความเป็นไปได้ที่จะนำเสนอธุรกรรม SBL นี้ให้แก่ลูกค้าสถาบันของบริษัทฯอันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯอย่างทั่วถึงด้วย
การจัดตั้งสายงานตราสารหนี้ในปีที่ผ่านมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทางเลือกในการลงทุน นอกเหนือจากตราสารทุนให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ และในขณะเดียวกันเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทฯก็มีพัฒนาการที่น่าพอใจเช่นกัน บริษัทฯมีรายได้จากการซื้อขายตั๋ว B/E (Bill of Exchange) และได้รับแต่งตั้งให้ร่วมจัดจำหน่ายตราสารหนี้เอเชียบอนด์ สกุลเงินบาทหนึ่งรายการ นอกจากนี้บริษัทฯยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือผู้รับประกันการจัดจำหน่ายให้แก่ ตราสารหนี้ภาคเอกชนอีกจำนวนหนึ่งด้วย
สำหรับธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจและคาดว่าจะเกิดในช่วงต้นปี 2549 คือ ธุรกิจ “ตราสารอนุพันธ์” ซึ่งบริษัทฯได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของตลาดตราสารอนุพันธ์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายของรอบปีบัญชีนี้ ตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่นักลงทุนสามารถนำมาใช้ในการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในการลงทุนในตลาดทุนได้ และบริษัทฯคาดว่าธุรกิจนี้จะมีส่วนในการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทฯได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
ทางด้านธุรกิจวาณิชธนกิจ บริษัทฯมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจนี้ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยเล็งเห็นว่าแหล่งรายได้ที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตสำหรับบริษัทหลักทรัพย์จะมาจากการทำธุรกรรมทางด้านวาณิชธนกิจ บริษัทฯได้ทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาซึ่งงานทางด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการเป็นที่ปรึกษาทางด้านการควบรวมกิจการ ซึ่งความพยายามนี้ได้ส่งผลให้บริษัทฯในรอบปีบัญชี 2548 ได้รับงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัทที่เข้าจดทะเบียน (IPO) จำนวน 2 หลักทรัพย์ และเข้าร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายอีก 18 หลักทรัพย์ อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งจากบริษัทที่สนใจเข้าจดทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
นอกจากการบริหารธุรกรรมดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯยังคงใช้นโยบายการบริหารเงินกองทุนอย่างระมัดระวังรอบคอบ โดยเน้นลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและใช้เงินกองทุนเพื่อการขยายธุรกิจเป็นหลัก ทั้งทางด้านธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การให้กู้ยืมเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์เพื่อการขายชอร์ต การรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น
ปัจจัยทางธุรกิจต่างๆ ที่ได้กล่าวมานี้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในรอบปีบัญชี 2548 ของบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 170.38 ล้านบาท เทียบกับผลกำไรสุทธิ 364.95 ล้านบาทในรอบปีบัญชี 2547 โดยที่ฐานะทางการเงินของบริษัทฯยังคงความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดสินทรัพย์รวม 4,395.07 ล้านบาท ขณะที่ยอดรวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 784.95 ล้านบาท และ 3,610.12 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับในปีบัญชี 2549 บริษัทฯจะดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นในด้านการขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ การพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และสร้างความแข็งแกร่งในแหล่งรายได้ที่มีความหลากหลาย โดยมีแผนงานหลักดังต่อไปนี้ :
1. เพิ่มปริมาณธุรกิจทางด้านการเป็นนายหน้าสำหรับลูกค้าสถาบันโดย :
1.1 พัฒนาและปรับปรุง1.2 ให้ง1.3 านวิจัยของ1.4 บริษัทฯสามารถตอบสนอง1.5 ความต้อง1.6 การของ1.7 นักลง1.8 ทุนสถาบันได้ดียิ่ง1.9 ขึ้น
1.10 จัดโรดโชว์ให้แก่นักลง1.11 ทุนสถาบันต่าง1.12 ประเทศไม่เฉพาะในทวีปเอเชีย แต่รวมไปถึง1.13 ยุโรปและอเมริกา
1.14 นำเสนอข้อมูลและมุมมอง1.15 เกี่ยวกับทิศทาง1.16 ของ1.17 ตลาดทุนในภูมิภาคและทั่วโลกให้แก่ลูกค้าและนักลง1.18 ทุนในประเทศโดยวิทยากร เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักกลยุทธ นักวิเคราะห์จากต่าง1.19 ประเทศ อย่าง1.20 ต่อเนื่อง1.21
1.22 อบรมและฝึกสอนพนักง1.23 าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึง1.24 การรับพนักง1.25 านใหม่ที่มีศักยภาพ
1.26 เพิ่มปริมาณหุ้น IPO และตราสารหนี้ต่าง1.27 ๆ เพื่อนำเสนอต่อลูกค้าของ1.28 บริษัทฯ รวมถึง1.29 ตราสารและ ธุรกรรมใหม่ ๆ เช่น ธุรกรรม SBL และ ตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น
2. เพิ่มปริมาณธุรกิจทางด้านการเป็นนายหน้าสำหรับลูกค้ารายบุคคลโดย :
2.1 พัฒนาคุณภาพและบริการทาง2.2 ด้านง2.3 านวิจัยอย่าง2.4 ต่อเนื่อง2.5
2.6 จัดการอบรมและสัมมนา เพื่อสร้าง2.7 ความรู้ความเข้าใจในธุรกรรม SBL เพื่อการขายชอร์ตอย่าง2.8 ต่อเนื่อง2.9 ตลอดทั้ง2.10 ปี
2.11 พัฒนาระบบการซื้อขายทาง2.12 อินเตอร์เน็ตของ2.13 บริษัทฯให้ดียิ่ง2.14 ขึ้น เพื่อใช้ในการขยายฐานลูกค้าทั้ง2.15 ในกรุง2.16 เทพฯ และต่าง2.17 จัง2.18 หวัด
2.19 พัฒนาฝึกฝนอบรมพนักง2.20 าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของ2.21 บริษัทฯ
2.22 นำเสนอบริการหรือธุรกรรมที่มีความหลากหลายให้แก่ลูกค้าของ2.23 บริษัทฯ เช่น IPO ตราสารหนี้ หน่วยลง2.24 ทุนของ2.25 กอง2.26 ทุนรวม การกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ และ SBL เพื่อการขายชอร์ตผ่านทาง2.27 พนักง2.28 านและระบบอินเตอร์เน็ตของ2.29 บริษัทฯ
3. ตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านตราสารอนุพันธ์โดย :
3.1 ลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อนำเสนอข้อมูลให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงที่ดีแก่บริษัทฯ
3.2 จัดการอบรมและสัมมนาให้แก่ลูกค้าและนักลง3.3 ทุนเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ดีในเรื่อง3.4 ตราสารอนุพันธ์
3.5 นำเสนอธุรกรรม SBL เพื่อการขายชอร์ต ควบคู่ไปกับตราสารอนุพันธ์ เนื่อง3.6 จากธุรกรรมทั้ง3.7 สอง3.8 นี้สามารถนำมาใช้ประกอบกันในการป้อง3.9 กันความเสี่ยง3.10 ในการลง3.11 ทุน
3.12 ประสานความร่วมมือกับบริษัทโนมูระ ผู้ซึ่ง3.13 มีประสบการณ์ในธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่ง3.14 ขันให้แก่บริษัทฯ
นอกจากนี้ สิ่งที่บริษัทฯต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพบุคลากร มาตรฐานการปฎิบัติงาน การยึดมั่นในความเป็นผู้นำที่ดี การมีวินัยทางการเงิน และการกำกับดูแลกิจการที่ดี อันจะเป็นปัจจัยซึ่งจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Shareholder Value) ในระยะยาว
ความเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในระหว่างรอบปีบัญชี 2548 (จากเดือนกันยายน 2547 ถึงเดือนสิงหาคม 2548) คือการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสองกลุ่มหลักอันได้แก่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายบุคคล โดยที่ปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสถาบันเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละของปริมาณการซื้อขายรวมทั้งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากประมาณร้อยละ 25.8 ในเดือนกันยายน 2547 เป็นร้อยละ 42.3 ในเดือนสิงหาคม 2548 ในขณะที่ปริมาณการซื้อขายของ นักลงทุนรายบุคคลลดลงจากร้อยละ 74.2 เหลือเพียงร้อยละ 57.7 ในช่วงเวลาเดียวกัน ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่ยังผันผวน เนื่องจากปัจจัยการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและอัตราดอกเบี้ย รวมไปถึงปัญหาจากพิบัตภัย “สึนามิ” ที่เกิดขึ้นทางภาคใต้ของประเทศไทยในช่วงปลายปี 2547 ซึ่งส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเคลื่อนไหวขึ้นลงอยู่ในช่วง 615 ถึง 746 จุด
ภายใต้แนวนโยบายและแผนงานในการทำธุรกิจ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการขยายฐานลูกค้าและการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ ส่งผลให้จำนวนบัญชีที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 2,600 บัญชีในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากความพยายามในการทำการตลาดของเจ้าหน้าที่แต่ละคนและการทำงานเป็นทีม กิจกรรมทางการตลาดที่ทางบริษัทฯได้ดำเนินการในปีที่ผ่านมาได้แก่ การจัดการสัมมนาอบรมในหัวข้อที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกบริษัทฯ เพื่อที่จะสร้างความสนใจในสินค้าและบริการของเราให้แก่นักลงทุน นอกจากนี้ บริษัทฯยังได้จัดโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยการเชิญผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนในประเทศไทยไปร่วมให้ข้อมูลแก่ผู้จัดการกองทุนเช่นในฮ่องกงและสิงค์โปร์ ในขณะเดียวกันบริษัทฯก็ได้เชิญวิทยากรเช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักกลยุทธ และนักวิเคราะห์ จากบริษัทโนมูระในต่างประเทศมาให้ข้อมูลและความเห็นเกี่ยวกับตลาดทุนในภูมิภาคให้แก่ลูกค้าในประเทศไทยด้วย นอกจากนั้นความพยายามในการมุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพของงานวิจัยหลักทรัพย์ของบริษัทฯก็เป็นที่ประจักษ์และประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยที่บริษัทฯได้รับรางวัล “บริษัทหลักทรัพย์ที่มีบทวิจัยดีเด่นประจำปี ในสาขานักลงทุนรายบุคคล” จากการจัดงาน SET AWARD ในเดือนกรกฎาคม 2548
สำหรับธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการลดลงของปริมาณการซื้อขายรวมในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนปริมาณการซื้อขายของนักลงทุนสองกลุ่มหลัก ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของปริมาณธุรกิจทางด้านนักลงทุนสถาบันของบริษัทฯยังไม่มากพอเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในรอบปีบัญชี 2548 ลดลงร้อยละ 29.2 จาก 25.6 พันล้านบาทในปี 2547 เหลือเพียง 18.1 พันล้านบาท ในขณะที่รายได้ค่านายหน้าของบริษัทฯในรอบปีบัญชี 2548 คิดเป็น 631 ล้านบาท ลดลง 44.5% จากปีก่อนหน้านี้ โดยในปีบัญชีนี้บริษัทฯมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ร้อยละ 2.91 จัดอยู่ในอันดับ 13 ของผู้ประกอบการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์รวม 38 แห่ง โดยที่สัดส่วนปริมาณการซื้อขายของลูกค้าสถาบันต่อลูกค้ารายบุคคลคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ต่อร้อยละ 82 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าปริมาณการซื้อขายของลูกค้าสถาบันของบริษัทฯมีสัดส่วนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับตลาดโดยรวม และเป็นจุดที่บริษัทจะต้องพัฒนาให้มีปริมาณมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ
ในด้านธุรกิจการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ (SBL) เพื่อการขายชอร์ตสำหรับลูกค้ารายบุคคล ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทฯเปิดให้บริการเมื่อรอบปีบัญชี 2546 มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากแผนงานที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ลูกค้าและนักลงทุนอย่างสม่ำเสมอในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้จำนวนบัญชี SBL ที่เปิดใหม่ในรอบปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 154.3 จาก 333 บัญชีเป็น 847 บัญชี และมีปริมาณการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ตลอดทั้งปี คิดเป็นมูลค่ารวม 1,110.84 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 114.2 % จากปีก่อนหน้านี้ สำหรับในปีหน้า บริษัทฯมีแผนที่จะดำเนินการจัดอบรมสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกรรม SBL อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี นอกจากนี้บริษัทฯยังอยู่ในระหว่างการศึกษาพัฒนาความเป็นไปได้ที่จะนำเสนอธุรกรรม SBL นี้ให้แก่ลูกค้าสถาบันของบริษัทฯอันเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯอย่างทั่วถึงด้วย
การจัดตั้งสายงานตราสารหนี้ในปีที่ผ่านมาด้วยวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทางเลือกในการลงทุน นอกเหนือจากตราสารทุนให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ และในขณะเดียวกันเป็นช่องทางในการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทฯก็มีพัฒนาการที่น่าพอใจเช่นกัน บริษัทฯมีรายได้จากการซื้อขายตั๋ว B/E (Bill of Exchange) และได้รับแต่งตั้งให้ร่วมจัดจำหน่ายตราสารหนี้เอเชียบอนด์ สกุลเงินบาทหนึ่งรายการ นอกจากนี้บริษัทฯยังอยู่ในระหว่างการเจรจาเพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือผู้รับประกันการจัดจำหน่ายให้แก่ ตราสารหนี้ภาคเอกชนอีกจำนวนหนึ่งด้วย
สำหรับธุรกิจใหม่ที่น่าสนใจและคาดว่าจะเกิดในช่วงต้นปี 2549 คือ ธุรกิจ “ตราสารอนุพันธ์” ซึ่งบริษัทฯได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) และได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกของตลาดตราสารอนุพันธ์แห่งประเทศไทยในช่วงปลายของรอบปีบัญชีนี้ ตราสารอนุพันธ์เป็นตราสารที่นักลงทุนสามารถนำมาใช้ในการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ในการลงทุนในตลาดทุนได้ และบริษัทฯคาดว่าธุรกิจนี้จะมีส่วนในการเพิ่มรายได้ให้แก่บริษัทฯได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต
ทางด้านธุรกิจวาณิชธนกิจ บริษัทฯมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาธุรกิจนี้ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยเล็งเห็นว่าแหล่งรายได้ที่สำคัญอย่างยิ่งในอนาคตสำหรับบริษัทหลักทรัพย์จะมาจากการทำธุรกรรมทางด้านวาณิชธนกิจ บริษัทฯได้ทุ่มเทความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ได้มาซึ่งงานทางด้านการเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน การรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ และการเป็นที่ปรึกษาทางด้านการควบรวมกิจการ ซึ่งความพยายามนี้ได้ส่งผลให้บริษัทฯในรอบปีบัญชี 2548 ได้รับงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของบริษัทที่เข้าจดทะเบียน (IPO) จำนวน 2 หลักทรัพย์ และเข้าร่วมเป็นผู้จัดจำหน่ายอีก 18 หลักทรัพย์ อีกทั้งยังได้รับแต่งตั้งจากบริษัทที่สนใจเข้าจดทะเบียนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
นอกจากการบริหารธุรกรรมดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯยังคงใช้นโยบายการบริหารเงินกองทุนอย่างระมัดระวังรอบคอบ โดยเน้นลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและใช้เงินกองทุนเพื่อการขยายธุรกิจเป็นหลัก ทั้งทางด้านธุรกิจการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ การให้กู้ยืมเพื่อการซื้อหลักทรัพย์ การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์เพื่อการขายชอร์ต การรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ทั้งตราสารทุนและตราสารหนี้ รวมถึงการเตรียมพร้อมสำหรับธุรกิจใหม่ เช่น ธุรกิจตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น
ปัจจัยทางธุรกิจต่างๆ ที่ได้กล่าวมานี้ ส่งผลให้ผลการดำเนินงานในรอบปีบัญชี 2548 ของบริษัทฯมีกำไรสุทธิ 170.38 ล้านบาท เทียบกับผลกำไรสุทธิ 364.95 ล้านบาทในรอบปีบัญชี 2547 โดยที่ฐานะทางการเงินของบริษัทฯยังคงความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดสินทรัพย์รวม 4,395.07 ล้านบาท ขณะที่ยอดรวมหนี้สินและส่วนของผู้ถือหุ้นเท่ากับ 784.95 ล้านบาท และ 3,610.12 ล้านบาท ตามลำดับ
สำหรับในปีบัญชี 2549 บริษัทฯจะดำเนินนโยบายที่มุ่งเน้นในด้านการขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ การพัฒนาคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง และสร้างความแข็งแกร่งในแหล่งรายได้ที่มีความหลากหลาย โดยมีแผนงานหลักดังต่อไปนี้ :
1. เพิ่มปริมาณธุรกิจทางด้านการเป็นนายหน้าสำหรับลูกค้าสถาบันโดย :
1.1 พัฒนาและปรับปรุง1.2 ให้ง1.3 านวิจัยของ1.4 บริษัทฯสามารถตอบสนอง1.5 ความต้อง1.6 การของ1.7 นักลง1.8 ทุนสถาบันได้ดียิ่ง1.9 ขึ้น
1.10 จัดโรดโชว์ให้แก่นักลง1.11 ทุนสถาบันต่าง1.12 ประเทศไม่เฉพาะในทวีปเอเชีย แต่รวมไปถึง1.13 ยุโรปและอเมริกา
1.14 นำเสนอข้อมูลและมุมมอง1.15 เกี่ยวกับทิศทาง1.16 ของ1.17 ตลาดทุนในภูมิภาคและทั่วโลกให้แก่ลูกค้าและนักลง1.18 ทุนในประเทศโดยวิทยากร เช่น นักเศรษฐศาสตร์ นักกลยุทธ นักวิเคราะห์จากต่าง1.19 ประเทศ อย่าง1.20 ต่อเนื่อง1.21
1.22 อบรมและฝึกสอนพนักง1.23 าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ รวมถึง1.24 การรับพนักง1.25 านใหม่ที่มีศักยภาพ
1.26 เพิ่มปริมาณหุ้น IPO และตราสารหนี้ต่าง1.27 ๆ เพื่อนำเสนอต่อลูกค้าของ1.28 บริษัทฯ รวมถึง1.29 ตราสารและ ธุรกรรมใหม่ ๆ เช่น ธุรกรรม SBL และ ตราสารอนุพันธ์ เป็นต้น
2. เพิ่มปริมาณธุรกิจทางด้านการเป็นนายหน้าสำหรับลูกค้ารายบุคคลโดย :
2.1 พัฒนาคุณภาพและบริการทาง2.2 ด้านง2.3 านวิจัยอย่าง2.4 ต่อเนื่อง2.5
2.6 จัดการอบรมและสัมมนา เพื่อสร้าง2.7 ความรู้ความเข้าใจในธุรกรรม SBL เพื่อการขายชอร์ตอย่าง2.8 ต่อเนื่อง2.9 ตลอดทั้ง2.10 ปี
2.11 พัฒนาระบบการซื้อขายทาง2.12 อินเตอร์เน็ตของ2.13 บริษัทฯให้ดียิ่ง2.14 ขึ้น เพื่อใช้ในการขยายฐานลูกค้าทั้ง2.15 ในกรุง2.16 เทพฯ และต่าง2.17 จัง2.18 หวัด
2.19 พัฒนาฝึกฝนอบรมพนักง2.20 าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าของ2.21 บริษัทฯ
2.22 นำเสนอบริการหรือธุรกรรมที่มีความหลากหลายให้แก่ลูกค้าของ2.23 บริษัทฯ เช่น IPO ตราสารหนี้ หน่วยลง2.24 ทุนของ2.25 กอง2.26 ทุนรวม การกู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์ และ SBL เพื่อการขายชอร์ตผ่านทาง2.27 พนักง2.28 านและระบบอินเตอร์เน็ตของ2.29 บริษัทฯ
3. ตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำทางด้านตราสารอนุพันธ์โดย :
3.1 ลงทุนในเทคโนโลยีสารสนเทศที่จำเป็น เพื่อนำเสนอข้อมูลให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงที่ดีแก่บริษัทฯ
3.2 จัดการอบรมและสัมมนาให้แก่ลูกค้าและนักลง3.3 ทุนเพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจที่ดีในเรื่อง3.4 ตราสารอนุพันธ์
3.5 นำเสนอธุรกรรม SBL เพื่อการขายชอร์ต ควบคู่ไปกับตราสารอนุพันธ์ เนื่อง3.6 จากธุรกรรมทั้ง3.7 สอง3.8 นี้สามารถนำมาใช้ประกอบกันในการป้อง3.9 กันความเสี่ยง3.10 ในการลง3.11 ทุน
3.12 ประสานความร่วมมือกับบริษัทโนมูระ ผู้ซึ่ง3.13 มีประสบการณ์ในธุรกรรมตราสารอนุพันธ์ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่ง3.14 ขันให้แก่บริษัทฯ
นอกจากนี้ สิ่งที่บริษัทฯต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องยังรวมถึงการพัฒนาคุณภาพบุคลากร มาตรฐานการปฎิบัติงาน การยึดมั่นในความเป็นผู้นำที่ดี การมีวินัยทางการเงิน และการกำกับดูแลกิจการที่ดี อันจะเป็นปัจจัยซึ่งจะนำมาซึ่งความสำเร็จในการสร้างมูลค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น (Shareholder Value) ในระยะยาว
การเดินทางของวิชาเศรษฐศาสตร์
การเดินทางของวิชาเศรษฐศาสตร์
การเดินทางของวิชาเศรษฐศาสตร์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เริ่มกระบวนการย้ายสังกัดสถานที่ทำวิทยานิพนธ์ของผมอย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือเพื่อที่จะเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Mechanism Design ซึ่งเป็นหัวข้อเล็กๆหัวข้อหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในทฤษฎีเกม
ไม่น่าเชื่อว่าการดำเนินการของผมนำมาซึ่งคำถามมากมายกว่าที่คิดจากผู้คนรอบๆตัวที่นี่ โดยคำถามหลักสองอย่างคือ Mechanism Design มันคืออะไร ? และ การเรียนทฤษฎีเกมมีประโยชน์อะไร ?
ด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษาประกอบกับความคิดที่ว่าตอบคำถามเหล่านี้ให้คนไทยอ่านให้ประโยชน์(ทางจิตใจ)กับผมมากกว่า ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา โดยหวังว่าอาจจะช่วยเพิ่มเพื่อนร่วมทางเดินของผมในอนาคต...
วิชาเศรษฐศาสตร์คลาสสิกซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ให้คำอธิบายกับเรื่องต่างๆโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กลไกตลาด
ซึ่งหมายถึงการปรับตัวของเส้นอุปสงค์ เส้นอุปทาน และจุดดุลยภาพ ภายใต้ข้อสมมุติของตลาดรูปแบบต่างๆ โดยข้อสมมุติของตลาดที่ถูกหยิบยกนำมาใช้มากที่สุดก็คือตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ภายใต้ตลาดแบบนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายนำสินค้ามาขายกันในตลาด ภายใต้ราคาดุลยภาพซึ่งถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์และอุปทานของตลาด ราคาดุลยภาพดังกล่าวเป็นราคาเพียง "ราคาเดียว" ที่เกิดขึ้น และผู้ซื้อและผู้ขายทุกคนจะต้องซื้อขายสินค้ากันที่ราคานี้
ที่ผลสรุปอย่างนี้เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเรามีข้อสมมุติมากมายเกี่ยวกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ โดยข้อสมมุติอันหนึ่งก็คือ ในตลาดดังกล่าวมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมหาศาล ดังนั้นถ้าผู้ขายคนใดตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาดุลยภาพ ผู้ซื้อก็สามารถหันไปซื้อสินค้าจากผู้ขายรายอื่นได้
ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ผู้ใดกล่าวอ้างว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็น "ความจริง" ข้อสมมุติต่างๆของตลาดก็มีไว้เพื่อให้กรอบความคิดดังกล่าวมีความ "ง่าย" ในการวิเคราะห์เพียงเท่านั้น แต่เราสามารถประยุกต์เอากรอบความคิดง่ายๆแบบนี้ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในความเป็นจริงได้ เช่น ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นของสินค้าเกษตรภายหลังเกิดอุทกภัย หรือราคาทองคำและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการเปิดประเทศของจีนและอินเดีย เป็นต้น
ด้วยกรอบความคิดง่ายๆแต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้อธิบายได้หลากหลาย เราจึงเคยได้ยินคำกล่าวว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ทรงพลังมากวิชาหนึ่ง
อย่างไรก็ตามเราเห็นข้อจำกัดของกรอบความคิดดังกล่าวเมื่อเราตั้งคำถามที่ลึกซึ้งมากขึ้น เราเห็นราคาสบู่ที่หลากหลายทั้งๆที่ดูเหมือนว่าสินค้าดังกล่าวจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน เราเห็นลูกค้าซื้อกางเกงยีนส์แบบเดียวกันจากร้านเดียวกันในราคาแตกต่างกัน เราเคยเห็นคนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าฯที่แย่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ฯลฯ
สองตัวอย่างแรกข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการซื้อขายสินค้าลักษณะเดียวกันที่ราคาเดียวในตลาดไม่เป็นความจริง และตัวอย่างทั้งหมดแสดงให้เราเห็นว่าคนมี "พฤติกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Behaviors)" โดยพฤติกรรมของพวกเขาไม่ได้ขึ้นกับสภาวะตลาดเพียงเท่านั้น แต่จะคาดเดาการกระทำของบุคคลอื่นๆในตลาดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกการกระทำของตนเอง
ผู้ผลิตสบู่มองว่าผู้ซื้อให้มูลค่ากับสินค้าของตนแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจตั้งราคาที่แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น ผู้ซื้อสามารถใช้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น สีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่
การเดินเข้าเดินออกร้าน เพื่อต่อรองราคากางเกงยีนส์กับผู้ขาย คนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าฯที่แย่ที่สุด
คนดังกล่าวทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะเป็นผู้ว่าฯที่
แย่ เนื่องจากคาดเดาไว้ว่าผู้อื่นจะเลือกผู้สมัครอีกคนหนึ่งซึ่งตนเองไม่ชอบมากกว่าเข้าไปเป็นผู้ว่าฯแทน
พฤติกรรมเหล่านี้สร้างพื้นที่ให้กับทฤษฎีเกมในวิชาเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีเกมมีพื้นฐานอยู่บนการตัดสินใจเลือกพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์ โดยผู้เล่นจะคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้เล่นคนอื่นด้วยเป็นสำคัญ เนื่องจากการกระทำของผู้เล่นคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงระดับประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับจากการร่วมเล่นเกมดังกล่าว
แม้ว่าทางเลือกที่หนึ่งอาจให้ประโยชน์กับตนเองสูงสุด แต่ผู้เล่นอาจตัดสินใจเลือกทางเลือกที่สองเพราะคาดเดาว่าผู้เล่นอีกคนหนึ่งจะตัดสินใจเลือกการกระทำ ที่ทำให้ทางเลือกที่สองของตนให้ประโยชน์มากกว่าทางเลือกแรก
นี่เป็นมูลค่าสำคัญที่ทฤษฎีเกมมอบให้กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ถูกนำไปประยุกต์ใช้อธิบายพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ได้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น การใส่ทฤษฎีเกมเข้าไปในเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม สามารถอธิบายการรวมตัวกำหนดราคาน้ำมัน ของประเทศในกลุ่มโอเปกได้ ทฤษฎีเกมสามารถอธิบายพฤติกรรมการเสนอราคาประมูล ของผู้เข้าแข่งประมูลภายใต้กฎการประมูลแบบต่างๆกันได้ ทฤษฎีเกมสามารถอธิบายพฤติกรรมของผู้จัดการบริษัท ที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของผู้ถือหุ้น ภายใต้ผลประโยชน์ทับซ้อนได้ หรือแม้แต่มันยังถูกนำไปใช้ในการอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในการกำหนดนโยบายเชิงมหภาคต่างๆ โดยในอนาคตเราคาดว่าทฤษฎีเกมจะถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมต่างๆที่กว้างขวางมากกว่าในปัจจุบันอีกมาก
ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีเกมไปสู่รูปแบบใหม่ๆ โดยในเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการศึกษาในลักษณะกลับด้านของการศึกษาทฤษฎีเกมรูปแบบเดิมๆ ซึ่งผมขอเรียกการศึกษารูปแบบนี้ว่า Mechanism Design
การศึกษาในรูปแบบนี้จะเริ่มจากการ
กำหนดลักษณะคร่าวๆที่ไม่สมบูรณ์ของเกม และกำหนด "จุดมุ่งหมาย" ซึ่งก็คือผลลัพธ์ที่ผู้ศึกษาต้องการจะได้จากเกมดังกล่าว จากนั้นผู้ศึกษาจะออกแบบส่วนประกอบที่ขาดหายไปของเกมเพื่อให้เกมดังกล่าวมีผลลัพธ์สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดเอาไว้
ยกตัวอย่างเช่น เราเคยประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมในการอธิบายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมประมูลสินค้าภายใต้ "กฎเกณฑ์การประมูล" แบบต่างๆในอดีต ภายใต้ Mechanism Design เรากำหนดเป้าหมายเอาไว้ก่อนว่าเราต้องการผลลัพธ์ของการประมูลซึ่งทำให้ผู้ขายสินค้ามีรายได้สูงสุด จากนั้นเราจะออกแบบ "กฎเกณฑ์การประมูล" เพื่อให้ผลลัพธ์ของการประมูลสร้างรายได้สูงสุดให้กับ
ผู้ขาย
มีการประยุกต์ใช้การศึกษาในรูปแบบ Mechanism Design อีกหลากหลายแบบ โดยในการประยุกต์หลักๆ ผมเหมารวมไปถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ทฤษฎีสัญญา (Contract Theory)" ซึ่งถึงแม้ว่าแบบจำลองจะมีลักษณะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าอาศัยแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะของทฤษฎีสัญญาจะเป็นไปดังตัวอย่างข้างล่างนี้
ผู้จ้างต้องการให้ลูกจ้างขยันทำงาน โดยที่
ผู้จ้างไม่สามารถคอยสอดส่องพฤติกรรมของลูกจ้างได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตามผู้จ้างได้เคยเรียนรู้ว่าลูกจ้างจะมีพฤติกรรมอย่างไรภายใต้สัญญาจ้างแบบต่างๆ ทฤษฎีสัญญาจะออกแบบข้อกำหนดในสัญญาจ้างที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง นั่นคือทำให้ลูกจ้างขยันทำงานให้มากที่สุด ถึงแม้นายจ้างจะไม่สามารถคอยสอดส่องพฤติกรรมของพวกเขาได้
จากจุดเริ่มต้นเหล่านี้ การศึกษาในรูปแบบ Mechanism Design ได้ขยายไปสู่การประยุกต์ใช้ในเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบระบบสัมปทานรัฐเพื่อให้รัฐมีรายได้จากการประมูลสัมปทานที่มากที่สุด การออกแบบสัญญาจ้าง CEO ของบริษัทเพื่อให้ CEO ดังกล่าวมุ่งทำตามจุดมุ่งหมายของผู้ถือหุ้น หรือในอนาคตเราอาจสามารถออกแบบสัญญาจ้างนายกรัฐมนตรีที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้สูงที่สุด ทั้งๆที่เราไม่สามารถสังเกตเห็น "ตัวความดี" ในตัวนายกฯของเราได้ก็ตาม
ด้วยการศึกษาในลักษณะ Mechanism Design เป็นการศึกษาในลักษณะกลับด้านของการศึกษาทฤษฎีเกม ดังนั้นผมคิดว่าโจทย์ส่วนใหญ่ที่เราสามารถใช้ทฤษฎีเกมอธิบายได้ ก็สามารถถูกศึกษาได้ในลักษณะ Mechanism Design เช่นเดียวกัน
มีคำวิจารณ์ทฤษฎีเกมในหลากหลายแง่มุม ซึ่งส่วนใหญ่มักพูดถึงความซับซ้อนของทฤษฎีเกมในการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายพฤติกรรมง่ายๆของมนุษย์ ซึ่งทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะสร้างเกมที่มีความซับซ้อนใกล้เคียงกับโลกแห่งความจริง นอกจากนั้นผลลัพธ์ของทฤษฎีเกมยังขึ้นอยู่กับแนวคิดในเรื่องดุลยภาพที่ใช้เป็นสำคัญ เพราะความหมายของดุลยภาพที่แตกต่างกันทำให้ผลลัพธ์ในทฤษฎีเกมแตกต่างกันออกไป
Mechanism Design เป็นแนวทางการศึกษาที่มีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีเกม ดังนั้นการศึกษา Mechanism Design ก็ไม่สามารถหลีกพ้นไปจากข้อจำกัดของทฤษฎีเกมไปได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของมุมมองที่ว่าการศึกษาในรูปแบบนี้มีประโยชน์จำกัดต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความจริง
แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าเราจะมีทฤษฎีในรูปแบบนี้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นในอนาคต ด้วยกระบวนวิธีการพัฒนาความรู้ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3774 (2974)
( เมทินี เอนกสุข)
ป้าย (คำหลัก): student
โดย Mrs. Chulee lee Chaiyanan ลิงค์ที่อยู่ถาวร ข้อคิดเห็น (1) [ แก้ไข ลบ ]
สร้าง: อ. 02 ม.ค. 2550 @ 13:33 แก้ไข: อ. 02 ม.ค. 2550 @ 13:33
« เก่ากว่า ใหม่กว่า »
การเดินทางของวิชาเศรษฐศาสตร์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เริ่มกระบวนการย้ายสังกัดสถานที่ทำวิทยานิพนธ์ของผมอย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือเพื่อที่จะเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้กลายเป็นเรื่องเกี่ยวกับ Mechanism Design ซึ่งเป็นหัวข้อเล็กๆหัวข้อหนึ่งที่กำลังเป็นที่สนใจในทฤษฎีเกม
ไม่น่าเชื่อว่าการดำเนินการของผมนำมาซึ่งคำถามมากมายกว่าที่คิดจากผู้คนรอบๆตัวที่นี่ โดยคำถามหลักสองอย่างคือ Mechanism Design มันคืออะไร ? และ การเรียนทฤษฎีเกมมีประโยชน์อะไร ?
ด้วยข้อจำกัดทางด้านภาษาประกอบกับความคิดที่ว่าตอบคำถามเหล่านี้ให้คนไทยอ่านให้ประโยชน์(ทางจิตใจ)กับผมมากกว่า ผมจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้ขึ้นมา โดยหวังว่าอาจจะช่วยเพิ่มเพื่อนร่วมทางเดินของผมในอนาคต...
วิชาเศรษฐศาสตร์คลาสสิกซึ่งถือกำเนิดขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ให้คำอธิบายกับเรื่องต่างๆโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่กลไกตลาด
ซึ่งหมายถึงการปรับตัวของเส้นอุปสงค์ เส้นอุปทาน และจุดดุลยภาพ ภายใต้ข้อสมมุติของตลาดรูปแบบต่างๆ โดยข้อสมมุติของตลาดที่ถูกหยิบยกนำมาใช้มากที่สุดก็คือตลาดแข่งขันสมบูรณ์
ภายใต้ตลาดแบบนี้ ผู้ซื้อและผู้ขายนำสินค้ามาขายกันในตลาด ภายใต้ราคาดุลยภาพซึ่งถูกกำหนดโดยเส้นอุปสงค์และอุปทานของตลาด ราคาดุลยภาพดังกล่าวเป็นราคาเพียง "ราคาเดียว" ที่เกิดขึ้น และผู้ซื้อและผู้ขายทุกคนจะต้องซื้อขายสินค้ากันที่ราคานี้
ที่ผลสรุปอย่างนี้เกิดขึ้นก็เนื่องมาจากเรามีข้อสมมุติมากมายเกี่ยวกับตลาดแข่งขันสมบูรณ์ โดยข้อสมมุติอันหนึ่งก็คือ ในตลาดดังกล่าวมีผู้ซื้อและผู้ขายจำนวนมหาศาล ดังนั้นถ้าผู้ขายคนใดตั้งราคาไว้สูงกว่าราคาดุลยภาพ ผู้ซื้อก็สามารถหันไปซื้อสินค้าจากผู้ขายรายอื่นได้
ไม่มีนักเศรษฐศาสตร์ผู้ใดกล่าวอ้างว่าตลาดแข่งขันสมบูรณ์เป็น "ความจริง" ข้อสมมุติต่างๆของตลาดก็มีไว้เพื่อให้กรอบความคิดดังกล่าวมีความ "ง่าย" ในการวิเคราะห์เพียงเท่านั้น แต่เราสามารถประยุกต์เอากรอบความคิดง่ายๆแบบนี้ไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่างๆในความเป็นจริงได้ เช่น ราคาที่เพิ่มสูงขึ้นของสินค้าเกษตรภายหลังเกิดอุทกภัย หรือราคาทองคำและน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังการเปิดประเทศของจีนและอินเดีย เป็นต้น
ด้วยกรอบความคิดง่ายๆแต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้อธิบายได้หลากหลาย เราจึงเคยได้ยินคำกล่าวว่าวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ทรงพลังมากวิชาหนึ่ง
อย่างไรก็ตามเราเห็นข้อจำกัดของกรอบความคิดดังกล่าวเมื่อเราตั้งคำถามที่ลึกซึ้งมากขึ้น เราเห็นราคาสบู่ที่หลากหลายทั้งๆที่ดูเหมือนว่าสินค้าดังกล่าวจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน เราเห็นลูกค้าซื้อกางเกงยีนส์แบบเดียวกันจากร้านเดียวกันในราคาแตกต่างกัน เราเคยเห็นคนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าฯที่แย่ที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ฯลฯ
สองตัวอย่างแรกข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการซื้อขายสินค้าลักษณะเดียวกันที่ราคาเดียวในตลาดไม่เป็นความจริง และตัวอย่างทั้งหมดแสดงให้เราเห็นว่าคนมี "พฤติกรรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic Behaviors)" โดยพฤติกรรมของพวกเขาไม่ได้ขึ้นกับสภาวะตลาดเพียงเท่านั้น แต่จะคาดเดาการกระทำของบุคคลอื่นๆในตลาดก่อนแล้วค่อยตัดสินใจเลือกการกระทำของตนเอง
ผู้ผลิตสบู่มองว่าผู้ซื้อให้มูลค่ากับสินค้าของตนแตกต่างจากสินค้าอื่นๆ ซึ่งทำให้เขาตัดสินใจตั้งราคาที่แตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่น ผู้ซื้อสามารถใช้กลยุทธ์ต่างๆ เช่น สีหน้า ท่าทาง หรือแม้แต่
การเดินเข้าเดินออกร้าน เพื่อต่อรองราคากางเกงยีนส์กับผู้ขาย คนกรุงเทพฯเลือกผู้ว่าฯที่แย่ที่สุด
คนดังกล่าวทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าจะเป็นผู้ว่าฯที่
แย่ เนื่องจากคาดเดาไว้ว่าผู้อื่นจะเลือกผู้สมัครอีกคนหนึ่งซึ่งตนเองไม่ชอบมากกว่าเข้าไปเป็นผู้ว่าฯแทน
พฤติกรรมเหล่านี้สร้างพื้นที่ให้กับทฤษฎีเกมในวิชาเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีเกมมีพื้นฐานอยู่บนการตัดสินใจเลือกพฤติกรรมเชิงกลยุทธ์ โดยผู้เล่นจะคำนึงถึงการตัดสินใจของผู้เล่นคนอื่นด้วยเป็นสำคัญ เนื่องจากการกระทำของผู้เล่นคนอื่นสามารถเปลี่ยนแปลงระดับประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับจากการร่วมเล่นเกมดังกล่าว
แม้ว่าทางเลือกที่หนึ่งอาจให้ประโยชน์กับตนเองสูงสุด แต่ผู้เล่นอาจตัดสินใจเลือกทางเลือกที่สองเพราะคาดเดาว่าผู้เล่นอีกคนหนึ่งจะตัดสินใจเลือกการกระทำ ที่ทำให้ทางเลือกที่สองของตนให้ประโยชน์มากกว่าทางเลือกแรก
นี่เป็นมูลค่าสำคัญที่ทฤษฎีเกมมอบให้กับวิชาเศรษฐศาสตร์ ซึ่งทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ในยุคปัจจุบัน ถูกนำไปประยุกต์ใช้อธิบายพฤติกรรมต่างๆของมนุษย์ได้กว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิมมากมาย
ยกตัวอย่างเช่น การใส่ทฤษฎีเกมเข้าไปในเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม สามารถอธิบายการรวมตัวกำหนดราคาน้ำมัน ของประเทศในกลุ่มโอเปกได้ ทฤษฎีเกมสามารถอธิบายพฤติกรรมการเสนอราคาประมูล ของผู้เข้าแข่งประมูลภายใต้กฎการประมูลแบบต่างๆกันได้ ทฤษฎีเกมสามารถอธิบายพฤติกรรมของผู้จัดการบริษัท ที่ผิดไปจากเจตนารมณ์ของผู้ถือหุ้น ภายใต้ผลประโยชน์ทับซ้อนได้ หรือแม้แต่มันยังถูกนำไปใช้ในการอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับประชาชนในการกำหนดนโยบายเชิงมหภาคต่างๆ โดยในอนาคตเราคาดว่าทฤษฎีเกมจะถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายพฤติกรรมต่างๆที่กว้างขวางมากกว่าในปัจจุบันอีกมาก
ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีเกมไปสู่รูปแบบใหม่ๆ โดยในเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจก็คือการศึกษาในลักษณะกลับด้านของการศึกษาทฤษฎีเกมรูปแบบเดิมๆ ซึ่งผมขอเรียกการศึกษารูปแบบนี้ว่า Mechanism Design
การศึกษาในรูปแบบนี้จะเริ่มจากการ
กำหนดลักษณะคร่าวๆที่ไม่สมบูรณ์ของเกม และกำหนด "จุดมุ่งหมาย" ซึ่งก็คือผลลัพธ์ที่ผู้ศึกษาต้องการจะได้จากเกมดังกล่าว จากนั้นผู้ศึกษาจะออกแบบส่วนประกอบที่ขาดหายไปของเกมเพื่อให้เกมดังกล่าวมีผลลัพธ์สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดเอาไว้
ยกตัวอย่างเช่น เราเคยประยุกต์ใช้ทฤษฎีเกมในการอธิบายพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมประมูลสินค้าภายใต้ "กฎเกณฑ์การประมูล" แบบต่างๆในอดีต ภายใต้ Mechanism Design เรากำหนดเป้าหมายเอาไว้ก่อนว่าเราต้องการผลลัพธ์ของการประมูลซึ่งทำให้ผู้ขายสินค้ามีรายได้สูงสุด จากนั้นเราจะออกแบบ "กฎเกณฑ์การประมูล" เพื่อให้ผลลัพธ์ของการประมูลสร้างรายได้สูงสุดให้กับ
ผู้ขาย
มีการประยุกต์ใช้การศึกษาในรูปแบบ Mechanism Design อีกหลากหลายแบบ โดยในการประยุกต์หลักๆ ผมเหมารวมไปถึงสิ่งที่เราเรียกกันว่า "ทฤษฎีสัญญา (Contract Theory)" ซึ่งถึงแม้ว่าแบบจำลองจะมีลักษณะแตกต่างไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือว่าอาศัยแนวคิดที่ใกล้เคียงกัน ลักษณะของทฤษฎีสัญญาจะเป็นไปดังตัวอย่างข้างล่างนี้
ผู้จ้างต้องการให้ลูกจ้างขยันทำงาน โดยที่
ผู้จ้างไม่สามารถคอยสอดส่องพฤติกรรมของลูกจ้างได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตามผู้จ้างได้เคยเรียนรู้ว่าลูกจ้างจะมีพฤติกรรมอย่างไรภายใต้สัญญาจ้างแบบต่างๆ ทฤษฎีสัญญาจะออกแบบข้อกำหนดในสัญญาจ้างที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้าง นั่นคือทำให้ลูกจ้างขยันทำงานให้มากที่สุด ถึงแม้นายจ้างจะไม่สามารถคอยสอดส่องพฤติกรรมของพวกเขาได้
จากจุดเริ่มต้นเหล่านี้ การศึกษาในรูปแบบ Mechanism Design ได้ขยายไปสู่การประยุกต์ใช้ในเรื่องราวต่างๆที่น่าสนใจ ยกตัวอย่างเช่น การออกแบบระบบสัมปทานรัฐเพื่อให้รัฐมีรายได้จากการประมูลสัมปทานที่มากที่สุด การออกแบบสัญญาจ้าง CEO ของบริษัทเพื่อให้ CEO ดังกล่าวมุ่งทำตามจุดมุ่งหมายของผู้ถือหุ้น หรือในอนาคตเราอาจสามารถออกแบบสัญญาจ้างนายกรัฐมนตรีที่จะทำประโยชน์ให้กับบ้านเมืองได้สูงที่สุด ทั้งๆที่เราไม่สามารถสังเกตเห็น "ตัวความดี" ในตัวนายกฯของเราได้ก็ตาม
ด้วยการศึกษาในลักษณะ Mechanism Design เป็นการศึกษาในลักษณะกลับด้านของการศึกษาทฤษฎีเกม ดังนั้นผมคิดว่าโจทย์ส่วนใหญ่ที่เราสามารถใช้ทฤษฎีเกมอธิบายได้ ก็สามารถถูกศึกษาได้ในลักษณะ Mechanism Design เช่นเดียวกัน
มีคำวิจารณ์ทฤษฎีเกมในหลากหลายแง่มุม ซึ่งส่วนใหญ่มักพูดถึงความซับซ้อนของทฤษฎีเกมในการสร้างแบบจำลองเพื่ออธิบายพฤติกรรมง่ายๆของมนุษย์ ซึ่งทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะสร้างเกมที่มีความซับซ้อนใกล้เคียงกับโลกแห่งความจริง นอกจากนั้นผลลัพธ์ของทฤษฎีเกมยังขึ้นอยู่กับแนวคิดในเรื่องดุลยภาพที่ใช้เป็นสำคัญ เพราะความหมายของดุลยภาพที่แตกต่างกันทำให้ผลลัพธ์ในทฤษฎีเกมแตกต่างกันออกไป
Mechanism Design เป็นแนวทางการศึกษาที่มีพื้นฐานอยู่บนทฤษฎีเกม ดังนั้นการศึกษา Mechanism Design ก็ไม่สามารถหลีกพ้นไปจากข้อจำกัดของทฤษฎีเกมไปได้ ซึ่งก็เป็นที่มาของมุมมองที่ว่าการศึกษาในรูปแบบนี้มีประโยชน์จำกัดต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความจริง
แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นว่าเราจะมีทฤษฎีในรูปแบบนี้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นในอนาคต ด้วยกระบวนวิธีการพัฒนาความรู้ในสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
ภาวิน ศิริประภานุกูล pawin@econ.tu.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3774 (2974)
( เมทินี เอนกสุข)
ป้าย (คำหลัก): student
โดย Mrs. Chulee lee Chaiyanan ลิงค์ที่อยู่ถาวร ข้อคิดเห็น (1) [ แก้ไข ลบ ]
สร้าง: อ. 02 ม.ค. 2550 @ 13:33 แก้ไข: อ. 02 ม.ค. 2550 @ 13:33
« เก่ากว่า ใหม่กว่า »
Subscribe to:
Comments (Atom)
🌱 Job Hunting with a Clear Mind: Reflect, Reset, and Restart
Career 🌱 Job Hunting with a Clear Mind Reflect, Reset, and Restart Looking for a job can be stressful, exhausting, and someti...
-
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายความหมายของธุรกิจได้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและอธิบายถึงสา...
-
ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ม� ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์มีอะไรบ้าง โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้...
-
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกั...