Thursday, March 8, 2007

ใครคือนักเศรษฐศาสตร์?

http://dawdleman.blogspot.com/2005_11_01_dawdleman_archive.html
Notify Blogger about objectionable content.
What does this mean? Send As SMS
BlogThis!Dawdle Man
19 November 2005
ใครคือนักเศรษฐศาสตร์?


ก่อน post

คงเป็นเพราะความขี้เกียจ ผมถึงปล่อยให้ Blog ไร้การ update มาเกือบเดือน

ช่วงนี้สมองไม่แล่น ไอเดียไม่มา ปัญญา (ที่มีน้อยอยู่แล้ว) จึงไม่เกิด จึงอยาก post บทความเก่า ที่เคยเขียนลง Echo เล่มแรก

บทความนี้เขียนราวๆ หนึ่งสัปดาห์ก่อนผมเข้ารับปริญญา เป็นการค้นหาคำตอบให้แก่คำถามง่ายๆ โง่ๆ ที่ผมเคยทิ้งไว้กับตัวเอง ว่า "ใครคือนักเศรษฐศาสตร์" เมื่อสมัยที่ผมเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ ที่ธรรมศาสตร์

เชิญทัศนา

------------------------------------------

ใครคือนักเศรษฐศาสตร์?
ตีพิมพ์ครั้งแรกใน Echo เล่มแรกสุดๆ


โดยปกติแล้วราวๆต้นเดือนกรกฎาคมจนถึงต้นเดือนสิงหาคม เป็นช่วงเวลาที่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยของรัฐต้องเข้าพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สถานภาพของนักศึกษากลายเป็น “บัณฑิตใหม่” ที่สังคม (อาจ) คาดหวังว่าปัญญาชนเหล่านี้สามารถนำความรู้ที่เขาร่ำเรียนมาใช้เพื่อพัฒนาสังคม ให้สมกับเงินภาษีที่อุดหนุนค่าเล่าเรียนของพวกเขา

อีกไม่กี่วันหลังจากผมเขียนต้นฉบับบทความนี้เสร็จ ผมจะเป็นเศรษฐศาสตร์บัณฑิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยสมบูรณ์ เช่นเดียวกับเพื่อนๆร่วมรุ่นอีกหลายคนที่เรียนมาด้วยกัน
ผมคิดว่าผู้คนในสังคม (ส่วนหนึ่ง) มอบตำแหน่ง “นักเศรษฐศาสตร์” พ่วงท้ายชื่อของผมและเพื่อนๆตั้งแต่เข้าเรียนที่คณะใหม่ๆแล้ว

เพื่อนๆที่โรงเรียนเก่าของผมจำนวนมากเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ เพราะพวกเขาตั้งใจเป็นวิศวกรเพื่อสร้างบ้าน สร้างตึก บางคนเข้าโรงเรียนแพทย์เพื่อจบมาจะได้เป็นหมอรักษาคนไข้ หลายคนเรียนนิติศาสตร์เพื่อจะเป็นผู้พิพากษา หรือนักกฎหมาย อีกส่วนหนึ่งเรียนพาณิชย์ศาสตร์เพราะเขารู้ว่าพวกเขาต้องเป็นนักธุรกิจสานต่อกิจการของครอบครัวเขา

ผมตั้งคำถามกับตัวผมว่า เมื่อที่ผมต้องการจะเรียนเศรษฐศาสตร์เป็นเพราะว่าผมต้องการเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า?

ผมหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้เพราะผมยังไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผมเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” จริงๆหรือไม่ หรืออาจเป็นเพียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่เรียนวิชาของคณะเศรษฐศาสตร์มากกว่าหลายๆคน
“แล้วเศรษฐศาสตร์คืออะไรและใครคือนักเศรษฐศาสตร์ล่ะ?” ผมแก้ถามใหม่ บางทีคำตอบที่ได้อาจช่วยแก้ปัญหาที่ผมยังตอบไม่ได้ – ก็เป็นได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25 ก.ค. 47) ผมและรุ่นน้องอีกสองคนได้นั่งคุยกับนักเรียนม.ปลายจากหลายโรงเรียนกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัย เด็กๆเหล่านี้รวมกลุ่มสมัครพรรคพวกที่ต่างที่สนใจอยากทำความรู้จักกับ “วิชาเศรษฐศาสตร์” มากกว่าที่เขาเคยเรียนตอนอยู่ชั้นม.5 พวกเขารวมกลุ่มทำกิจกรรมค้นหาความรู้เกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์เช่นการอบรมความรู้เศรษฐศาสตร์เบื้องต้น การดูงานตามหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ รวมถึงการพูดคุยกับ “เด็กเสด” อย่างพวกเรา เพื่อให้พวกเขามั่นใจว่าเศรษฐศาสตร์เป็นสาขาวิชาที่เขาชอบ

อย่างที่ผมกะไว้ คำถามแรกที่พวกเขา “ยิง” ใส่พวกเรา เป็นคำถามที่แสนคลาสสิก แต่ตอบยากเหลือเกิน พวกเขาถามว่า “เศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร?”

ต่อไปนี้เป็นคำตอบที่ผมให้กับพวกเขารูปแบบที่ถูกเรียบเรียงมาใหม่ (โดยผนวกความคิดของรุ่นน้องอีกสองคนไว้ด้วย)

“...ผมไม่อยากให้พวกคุณจดจำเศรษฐศาสตร์ในฐานะ ‘วิชาที่ว่าด้วยการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดภายใต้ภาวะความต้องการ (ของมนุษย์) ที่ไม่มีที่สิ้นสุด’ อย่างที่พวกคุณมักพบข้อความลักษณะเหล่านี้ในย่อหน้าต้นๆในบทแรกของตำราเศรษฐศาสตร์ทั้งหลาย ผมรู้สึกว่านิยามที่ว่านั้นมันดูคับแคบเกินไปและเป็นการตีกรอบความคิดของนักเรียนเศรษฐศาสตร์ให้อยู่ห่างจากสังคมศาสตร์อื่นๆอยู่พอสมควร
ผมเชื่อว่าหลายๆคนที่สนใจอยากเรียนเศรษฐศาสตร์คงเป็นเพราะว่าอยากรวย อยากเล่นหุ้นเป็น อยากเป็นนักลงทุน อยากรู้เรื่องการเงินการธนาคาร ผมขอบอกว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนประกอบที่ไม่สำคัญของการเรียนเศรษฐศาสตร์เลย

แต่ถ้าให้ผมอธิบายว่าเศรษฐศาสตร์เรียนเกี่ยวกับอะไร...ผมในฐานะคนที่เพิ่งจบมาใหม่ๆ ผมก็จะตอบโดยสรุปสั้นๆว่า เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ในฐานะปัจเจกบุคคล และปฏิสัมพันธ์ของพวกเขาในสังคม พูดง่ายๆก็คือการศึกษาสังคมมนุษย์ (สังคมศาสตร์) ที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นอย่างไร หรือสามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรในอนาคต โดยอาศัย ‘กรอบความคิด’ หรือแว่นสายตาแบบหนึ่ง ซึ่งแว่นสายตานี้อาจคล้ายกับ Night Vision ที่หากเราเปิดใช้ในห้องมืดก็ทำให้เราสามารถเห็นสิ่งของในห้องได้ แต่เพียงสามสี (ดำ ขาว เขียว) ด้วยแว่นสายตาพิเศษนี้ทำให้เรา ‘เข้าใจ’ สังคมได้ชัดเจนขึ้น และสามารถทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรต่อไปภายใต้สีทั้งสามที่เราเห็น

ภายใต้นิยามที่ผมให้ไว้ เศรษฐศาสตร์ก็ทำหน้าที่เดียวกับวิชาสายสังคมศาสตร์อื่นๆ เช่นเดียวกับรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา มานุษยวิทยา หรือจิตวิทยา เพียงแต่วิชาเหล่านั้นก็มีกรอบแว่นที่ให้สีในการมองที่แตกต่างกัน แต่จุดมุ่งหมายหลักก็คือทำความเข้าใจพฤติกรรมสังคมมนุษย์

พวกคุณอาจสงสัยว่าถ้าเศรษฐศาสตร์ทำหน้าที่เดียวกับวิชาสังคมศาสตร์อื่นๆ แล้วทำไมเราถึงต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ หรือทำไมเราต้องการนักเศรษฐศาสตร์?

ถ้าให้ตอบอย่างง่ายๆก็เป็นเพราะว่าถึงแม้นักเศรษฐศาสตร์หรือ นักสังคมศาสตร์อื่นๆต่างศึกษาสังคมมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่ามุมมองของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน มันเหมือนกับกลุ่มคนที่มุงดูรูปปั้นรูปหนึ่ง แต่ละคนจะมองในมุมแต่แตกต่างกันหมด คนที่มองด้านหน้าจะไม่สามารถเห็นข้างหลัง เช่นเดียวกัน...คนที่อยู่ข้างหลังก็ไม่สามารถมองเห็นว่าข้างหน้าเป็นอย่างไร คนที่อยู่ด้านซ้ายขวาก็ไม่รู้ว่าคนที่อยู่ฝั่งตรงกันข้ามเห็นอะไร ดังนั้นถ้าเรามีแต่นักรัฐศาสตร์ เราก็จะมีความเข้าใจสังคมในรูปแบบของความสัมพันธ์ของอำนาจ หากมีแต่นักสังคมวิทยา เราก็จะเข้าใจแต่รูปแบบวัฒนธรรมหรือธรรมเนียมในสังคมนั้นๆ ดังนั้นนักเศรษฐศาสตร์สามารถเติมเต็มสิ่งที่คนอื่นๆไม่สามารถทำความเข้าใจได้ขัดเท่า ซึ่งก็คือความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจกับสังคม

ความรู้หลักๆที่พวกคุณจะได้จากการเรียนเศรษฐศาสตร์ก็คือ การอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ต่างๆในความหมายของความสัมพันธ์ของหน่วยต่างๆในสังคมในรูปแบบของการแลกเปลี่ยน (Exchange) พูดอย่างนี้คุณอาจไม่เข้าใจ แต่ถ้าผมบอกว่าการที่ผมไปทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งคือการที่ผมไป ‘ขาย’ แรงงานของผมเพื่อ ‘แลก’ กับเงินเดือนที่ผมได้ หรือการที่รัฐบาลขึ้นยอมลดภาษีนำเข้าเพื่อให้เกิดการแข่งขันในตลาดมากขึ้น ก็คือรัฐยอม ‘สูญเสีย’ รายได้เพื่อให้มีสินค้านำเข้ามากขึ้นและราคาสินค้าในประเทศถูกลง สิ่งเหล่านี้ศาสตร์อื่นๆไม่สามารถอธิบายได้ดีเท่าเศรษฐศาสตร์ นี่คือสิ่งที่เศรษฐศาสตร์ช่วยอุดช่องว่างของคนอื่น

ในฐานะคนที่เรียนเศรษฐศาสตร์มาสี่ปี ผมสามารถบอกได้ว่ากรอบความคิดแบบเศรษฐศาสตร์นั้นมีมากกว่าการเอาเส้นตรงสองเส้นมาตัดกันแล้วได้ระดับราคาสินค้าพร้อมกับปริมาณสินค้าที่เกิดการแลกเปลี่ยนกัน เศรษฐศาสตร์สอนให้เราคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล มีขั้นตอนกระบวนการที่ชัดเจนกล่าวคือมันมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับความเป็น ‘วิทยาศาสตร์’ ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ความเป็นวิทยาศาสตร์ในเศรษฐศาสตร์อย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ การนำคณิตศาสตร์ หรือเทคนิคทางสถิติศาสตร์เข้ามาเป็น ‘เครื่องมือ’ สำคัญในศึกษาโจทย์ปัญหาทางสังคม ซึ่งวิชาอื่นๆในสังคมศาสตร์แทบไม่มีการประยุกต์เครื่องมือเหล่านี้เข้ากับกรอบความคิดของตน

‘ความเป็นวิทยาศาสตร์’ ของเศรษฐศาสตร์นั้นมันก็เหมือนใบมีดสองคม คือมีทั้งประโยชน์และมีโทษ ประโยชน์มันก็คือ – เราสามารถคาดเดาได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่นถ้าราคาสินค้าลดลง 10% ปริมาณสินค้าที่เราสามารถขายได้ (และต้องผลิตเพิ่ม) มีกี่เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต รวมถึงรายได้ และกำไรที่ผู้ผลิตได้รับเป็นเท่าไร คณิตศาสตร์สามารถช่วยตอบคำถามเหล่านี้ได้

สำหรับผมแล้วคณิตศาสตร์ไม่ใช่ทุกสิ่ง ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะผมไม่ชอบคณิตศาสตร์มาแต่ไหนแต่ไร แต่ผมก็มีเหตุผลที่ลึกซึ้งมากกว่านั้น ผมรู้สึกว่าองค์ประกอบต่างๆในสังคมจำนวนมาก ซึ่งจริงๆแล้วเป็นส่วนใหญ่เสียด้วย ไม่สามารถตีค่าออกมาเป็นตัวเลขได้อย่างชัดเจน เช่นระดับความสุข ระดับความรู้ความสามารถ หรือแม้แต่กฎเกณฑ์หรือกติกาต่างๆในสังคมเช่นวัฒนธรรม การเมือง ก็ไม่สามารถสรุปออกเป็น Function ที่ตายตัวได้ ในเมื่อเรายังไม่สามารถพัฒนากระบวนการวัดค่าได้อย่างสมบูรณ์เราก็ไม่สามารถให้ค่าตัวเลขที่แท้จริงได้ เราให้แต่ได้ตัวเลขประมาณการ ซึ่งโดยมากในการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ค่าหรือ Function เหล่านั้นจะถูก “แกล้งลืม” ว่ามีอยู่จริงโดยนักคณิต-เศรษฐศาสตร์เหล่านั้น ซึ่งผลที่ได้ก็คือการทำความเข้าใจสังคมภายใต้กรอบความคิดแบบเศรษฐศาสตร์ที่มองเห็นภาพจริงไม่ครบสีนั้นกลับพร่ามัวขึ้นไปอีก

สิ่งที่ผมพยายามเน้นเสมอก็คือ นักเรียนเศรษฐศาสตร์ทุกคนพึงตระหนักว่า เศรษฐศาสตร์คือส่วนหนึ่งของ ‘ศาสตร์’ ทั้งหลายในสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ทุกสิ่งและไม่คิดว่าเศรษฐศาสตร์คือความจริงแท้แน่นอน นักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ดีไม่ควรให้ตนเองถูกหล่อหลอมจนกลายเป็น เศรษฐศาสตร์ที่เดินได้ พูดได้ กินได้ พวกเขาควรละลึกเสมอว่า การทำความเข้าใจโลกให้มีความสมบูรณ์และชัดเจนที่สุดต้องอาศัย Night Vision หลายๆแบบเพื่อมองเห็นโลกนี้ในสีที่หลากหลายและมีความชัดเจนที่สุด

อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากที่นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนต้องมี แต่น้อยคนพูดถึงมัน สิ่งนั้นคือ ‘คุณธรรม’ กับนักเศรษฐศาสตร์

หลายคนอยากเรียนที่ธรรมศาสตร์เพราะอยากเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ป๋วย เพราะชื่นชมในความเป็นคนดีของท่าน ผมไม่คิดว่าสิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ดีเท่าไรนัก คุณจะอยู่ที่จุฬาฯหรือสถาบันแห่งไหนก็ตาม คุณก็สามารถเป็นลูกศิษย์อาจารย์ป๋วยได้ ขอเพียงแค่คุณนำการใช้ชีวิตของท่านเป็นแบบอย่างและทำให้ได้มากกว่าท่าน หรืออย่างน้อยสักครึ่งหนึ่งก็ยังดี ผมเชื่อว่าสิ่งนี้ต่างหากคือคำสอนที่แท้จริงของท่าน สิ่งนี้คงคล้ายๆกับที่มหาตมะ คานธี เคยกล่าวว่า “My life is my message.” ก็เป็นได้

ผมเชื่อว่าบ้านเมืองเรามีคนที่เรียกตัวเองว่า ‘ลูกศิษย์อาจารย์ป๋วย’ หรือ ‘ผู้รักและชื่นชมอาจารย์ป๋วย’ มากมายเกินพอแล้ว แต่เราขาดผู้ที่เป็น ‘ยิ่งกว่าป๋วย’ หรือ ‘ป๋วยคนใหม่’ ผู้ที่จะทำให้อุดมการณ์ คุณธรรม และความดีของนายป๋วย อึ๊งภากรณ์ มีชีวิตอยู่ต่อไปในสังคมที่เน่าเหม็นเช่นนี้

หากพวกคุณเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ละเลยเรื่องของคุณธรรมไปด้วยแล้ว ผมคิดว่าพวกคุณคงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่พิเศษกว่านักเศรษฐศาสตร์ทั่วไป คุณจะเป็นคนเก่งขณะที่เป็นคนดี และเป็นคนดีได้พอๆกับที่เป็นคนเก่ง ผมเชื่อว่าถ้าประเทศเรามีคนอย่างนี้เพิ่มขึ้น พวกเราคงสามารถทำอะไรดีๆให้กับคนที่ไม่มีวาสนาเท่าพวกเราได้มากมาย...”

ผมไม่แน่ใจว่าเขาถามได้ตรงกับคำตอบของผมมากเท่าไร เพื่อนผมคนหนึ่งเคยบอกผมว่าเป็นการยากที่จะอธิบายเรื่องของเศรษฐศาสตร์ให้คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์เข้าใจได้ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี และคราวนี้ยิ่งกว่าด้วยซ้ำเพราะคราวนี้คู่สนทนาเป็นเด็กและผมไม่กล้า “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้เด็กกลุ่มหนึ่งซึ่งอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าพวกเขาต้องเลือกคณะที่ตัวเองจะเรียน (อย่างน้อยก็ 4 ปี) และเป็นที่ที่หล่อหลอมความคิดติดตัวเขาไปตลอดชีวิต มันคงไม่ดีที่ผมเจาะจงว่าเศรษฐศาสตร์ดีกว่าวิชาอื่นๆอย่างไร ผมได้แต่หวังว่าคำพูดของพวกเราได้ทำให้เด็กๆเหล่านั้นเข้าใจว่าเรียนเศรษฐศาสตร์แล้วได้อะไรนอกจาก Demand/Supply GDP/GNP ดัชนีหลักทรัพย์ กลไกอัตราดอกเบี้ย ฯลฯ

ย้อนกลับมาที่คำถามของผม “นักเศรษฐศาสตร์คือใคร?”

หลายคนอาจคิดว่านักเศรษฐศาสตร์คือบรรดา นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในตลาดหุ้น นักการธนาคาร หรืออาจารย์ที่ทำงานอยู่บนหอคอยงาช้างทั้งหลาย แต่ผมไม่คิดเช่นนั้น

ผมเชื่อว่าใครๆก็สามารถเป็นนักเศรษฐศาสตร์ได้ สำหรับผมนักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่ผู้วิเศษ หรือพ่อมดการเงินอะไร นิยามของคำว่า “นักเศรษฐศาสตร์” ของผมนั้นกว้างมาก มันหมายถึงผู้ที่สนใจศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมทางสังคมโดยอาศัยกรอบความคิดทางเศรษฐศาสตร์เป็นหลัก ซึ่งความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ว่านั้นสามารถศึกษาได้จากตำรา หนังสือต่างๆ หรือแม้แต่การเฝ้าสังเกตพฤติกรรมต่างๆในเศรษฐกิจหรือสังคม

ผมเริ่มมีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ตั้งแต่สมัยชั้นม.ต้น หลังจากที่วันหนึ่งผมนั่งคิดอะไรไปเรื่อยๆ ผม “บังเอิญ” พบความสัมพันธ์ระหว่างราคากับปริมาณสินค้าที่ขายและการผลิต (Demand-Supply) รวมถึงความข้องเกี่ยวกันระหว่างราคาหลักทรัพย์และอัตราดอกเบี้ยทั้งภายในและต่างประเทศ วินาทีนั้นผมเข้าใจความรู้สึกของ “อาร์คิมิดิส” เมื่อเขาค้นพบกฎความสัมพันธ์ระหว่างมวล ความหนาแน่น และปริมาตรวัตถุ จนต้องร้อง “ยูเรก้า!!” ออกมาพร้อมกับวิ่งเปลือยกายไปรอบเมือง

หลักเศรษฐศาสตร์ที่ผมค้นพบเป็นเพียงความเข้าใจพฤติกรรมในเศรษฐกิจ เมื่อผมได้เรียนเศรษฐศาสตร์สมัยอยู่ม.ปลาย ผมได้รู้ว่ามีคนคิดสิ่งเดียวกับผมได้ก่อนผมมาเกือบ 100 ปีแล้ว – แถมยังมีระเบียบทางความคิดที่ชัดเจนและมีหลักการกว่าของผมเสียด้วย นี่คงเป็นจุดเริ่มของการเดินของผมเข้าสู่ชุมชนวิชาการของนักเศรษฐศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์

ที่ธรรมศาสตร์ผมได้เรียนกับอาจารย์เก่งๆหลายท่าน สี่ปีที่ผ่านมาผมรู้จักเศรษฐศาสตร์มากขึ้น เข้าใจตรรกะของมันได้ดีขึ้น และรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์มีพลังมากพอที่สามารถใช้เป็นหลักเพื่อไปทำความเข้าใจและเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ ผมพร้อมที่จะนำกรอบความคิดแบบเศรษฐศาสตร์ที่ผมได้มาไปประยุกต์กับกรอบความคิดอื่นๆเพื่อทำความเข้าใจและวิเคราะห์สังคมมนุษย์ที่แสนซับซ้อนแล้ว
เมื่อบ่ายวันอาทิตย์นั้นผมทิ้งท้ายบอกกับเด็กๆเหล่านั้นไว้ว่า

“...ตลอดเวลา 4 ปีที่ผมเรียนที่ธรรมศาสตร์ ผมไม่เคยเสียใจกับการที่ผมได้รู้จักเศรษฐศาสตร์เลย ผมสนุกกับการที่ได้เข้าใจโลกผ่านมุมมองแบบเศรษฐศาสตร์และผมคิดว่าเศรษฐศาสตร์ได้เปิดมุมมองและขยายขอบฟ้าของผมให้กว้างยิ่งขึ้น...”

ตอนนี้ผมมั่นใจแล้วว่าผมเป็นนักเศรษฐศาสตร์ (อย่างน้อยก็ตามนิยามของผม) และผมจะรู้สึกภูมิใจมากที่มีคนเรียกผมว่าอย่างนั้น

หมายเหตุจากผู้เขียน

ผู้เขียนขอขอบคุณ ศ.ดร.อภิชัย พันธเสน รศ.ดร.สมบูรณ์ ศิริประชัย และ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ที่ได้ช่วยเปิดมุมมองของผุ้เขียนไม่ให้จมปลักอยู่แค่“เศรษฐศาสตร์” เพียงอย่างเดียวและทำให้ผู้เขียนตระหนักว่าความรู้เศรษฐศาสตร์หรือวิชาแขนงใดๆเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำความเข้าใจโลกนี้ได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังสอนว่า “นักเศรษฐศาสตร์ที่ดี” ควรเป็นเช่นไร สำหรับรุ่นน้องอีกสองคนที่ผู้เขียนกล่าวถึงในบทสนทนากับเด็กม.ปลายคือ ชล บุนนาค และ “บัง” ทั้งสองเป็นนักศึกษาและนิสิตชั้นปีที่ 4 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามลำดับ

posted by Dawdle Man at 8:54 PM | 4 comments

--------------------------------------------------------------------------------
AboutI am a world's citizen.

About MeName:Dawdle Man
Location:Bangkok, Thailand
View my complete profile

Linksกระต่ายน้อย
เดวิด ชิโนลา
ปิ่น ปรเมศวร์
Steelers
StrawHat
Etat de droit
Ratio Scripta
B.F. Pinkerton
Elfy
PreviousAlways: Sunset on the third street
ใครคือนักเศรษฐศาสตร์?
Ig Nobel 2005
เลี้ยงหมาเลี้ยงแมว
"Another part of me"
เจ้าหญิงคนนั้น
Vincent
ปิศาจสงคราม Retro
จาก New York City ถึง Copenhagen
Norwegian Wood
ArchivesJuly 2005
August 2005
September 2005
October 2005
November 2005
May 2006
Current Posts

Dawdle Man: November 2005

Dawdle Man: November 2005

คำถาม  :  เรียนเศรษฐ์ศาสตร์ จบแ

คำถาม  :  เรียนเศรษฐ์ศาสตร์ จบแ
คำถาม

หัวข้อเรื่อง : เรียนเศรษฐ์ศาสตร์ จบแล้วไปทำอะไรได้บ้าง
รายละเอียด : อยากสอบถามท่านอาจารย์ว่า ถ้าเราเลือกเรียนเศรษฐ์ศาสตร์
เมื่อเรียนจบแล้ว จะสามารถไปทำงานด้านไหนได้บ้างครับ
ยกตัวอย่างตำแหน่งงาน ในราชการ หรือบริษัทเอกชนได้ไหมครับ

และโอกาส หรือความต้องการของแหล่งงานมีสูงหรือไม่
ค่าตอบแทนเป็นอย่างไรครับ


ผู้ถาม : ปุจฉา
Email : ckm13@thai.com
ถามเมื่อ : วันที่ 22 กันยายน 2547 เวลา 10:59 น.


คำตอบ

รายละเอียด : อาชีพนักเศรษฐศาสตร์

วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการตัดสินใจหาหนทางที่เหมาะสมที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจส่วนตัว ของหน่วยงาน และ ของส่วนรวม


งานใดบ้างที่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาตร์?
ควรต้องเปลี่ยนคำถามว่า งานใดบ้างที่ไม่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์ เพราะทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัว ธุรกิจ ส่วนรวม หรือ ระดับชาติ ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์แทบทั้งนั้น
ในครัวเรือน ต้องตัดสินใจเรื่องการเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับความจำเป็นและรายได้ การซื้อสินค้าผ่อนส่ง การซื้อบ้านที่อยู่อาศัย การซื้อรถยนตร์ที่คุ้มค่า การใช้โทรศัพท์มือถือ การประกันชีวิต ประกันอัคคีภัย การออมที่งอกเงยและปลอดภัย การเลือกอาชีพที่เหมาะสมที่สุด การเลือกการพักผ่อนในวันหยุด การเลือกที่เรียนให้ตนเองและบุตรหลาน การใช้บัตรเครดิต ฯลฯ คนจำนวนมากตัดสินใจโดยใช้ราคาเป็นตัวเลือก อย่างที่ทำกันอยู่ ย่อมเป็นวิธีที่ไม่ฉลาด
ในธุรกิจ ต้องการทราบต้นทุนรวม ต้นทุนต่อหน่วยสินค้า จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคุ้มทุน ค่าเสียโอกาส การสูญเสียในการผลิต จุดรั่วไหล ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือการผลิต รายได้และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มการผลิต การประมาณอุปสงค์ของลูกค้า ความยั่งยืนของธุรกิจ กำไรที่แท้จริง การเก็บวัตถุดิบที่พอเหมาะพอดี การเก็บเงินสดในปริมาณที่พอเหมาะ สภาพการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งขัน สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สภาวะเศรษฐกิจของโลก ฯลฯ
ในระดับชาติ ต้องการวางนโยบายเพื่อความเป็นธรรมและความเจริญ จึงมีการตัดสินใจเกี่ยวกับ นโยบายการคลัง (ภาษี และ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล) การกู้ยืมเงินจากแหล่งใด วิธีใดจึงดีกว่า การกำกับธนาคาร นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายปริมาณเงิน ขอบเขตของการส่งเสริมการลงทุนแก่คนต่างชาติ ค่าเสียโอกาสของประชาชนในส่วนรวม การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
รัฐวิสาหกิจ รัฐสวัสดิการ การแก้ปัญหาคนว่างงาน ความสูญเสียของการดื่มสุรา ความสูญเสียจากการจราจรติดขัด ความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าของการผลิตกุ้งกุลาดำและมันสำปะหลังเพื่อส่งขายต่างประเทศ ฯลฯ
งานเหล่านี้ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้วิเคราะห์และตัดสินใจ อาจต้องทำละเอียดถึงขั้นวิจัย คนในสาขาวิชาอื่นอาจทำได้ แต่ไม่เป็นระบบที่เชื่อถือได้ เพราะไม่สามารถพิจารณาครบระบบ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ปฏิบัติได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ให้จริงจัง ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะไม่มีอาชีพ เพียงแต่ท่านเป็นคนประเภทไหน รู้จริง หรือเพียงแค่ได้ปริญญามาใบหนึ่งเท่านั้น

ลักษณะงานของนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ในลักษณะต่อไปนี้
 วิเคราะห์แยกแยะหาความจริง (analysis)
 นำเรื่องหรือส่วนย่อยต่างๆมาแสดงให้เห็นเป็นระบบรวม (synthesis)
 ทำการวิจัย (research)
 พยากรณ์ (forecasting) และ
 แนะนำ(advising)ผู้วางนโยบายหรือผู้ปฏิบัติ

ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีปัญหาว่า “ไม่รู้จะทำอะไรดี” เพียงแต่ว่า เมื่อเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องเรียนให้รู้จริง เพื่อปฏิบัติงานได้จริง หากรู้ไม่จริงก็ทำงานไม่ได้ หรือทำความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ตนเอง และผู้อื่น

งานอาชีพสำหรับนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ไหนบ้าง?
อาชีพ คือ การทำงานเพื่อหารายได้ หรือหาปัจจัยเลี้ยงชีวิต ซึ่งทำได้สองอย่าง คือ อาชีพส่วนตัวที่มีกิจการของตนเอง กับ อาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่น
นักเศรษฐศาสตร์ สามารถประกอบอาชีพส่วนตัวได้ดี เพราะเข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจกลไกการผลิต เข้าใจการคิดต้นทุนที่แท้จริง รู้จักลักษณะตลาด เห็นช่องทางหารายได้ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่เชื่อตามกระแส สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้อย่างดี
นักเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่อยากรับผิดชอบกิจการของตัวเอง ก็อาจมีอาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง งานที่มีให้ทำมีมากมาย
ราชการ : หน่วยงานราชการต้องการนักเศรษฐศาสตร์ทุกกระทรวง เพื่อวางแผนงาน
วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน และ เป็นอาจารย์ในสายวิชาเศรษฐศาสตร์
รัฐวิสาหกิจ : (ซึ่งหลายแห่งเป็นบริษัทไปแล้ว และ กำลังแปรรูปเป็นบริษัท) ต้องการนัก
เศรษฐศาสตร์ เพื่อทำงานเกี่ยวกับการวางแผนงาน วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน รวม
ทั้งจัดการกับปัญหาการตลาด วิเคราะห์การผลิต วิเคราะห์ต้นทุน การเตรียมวัสดุคง
คลังเพื่อให้พอการผลิตและจำหน่ายโดยประหยัดและไม่เสียงาน
 โรงงานอุตสาหกรรม และ บริษัท ขนาดใหญ่ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจ
 สถาบันการเงิน : เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจให้กู้เงิน มีงานให้นักเศรษฐศาสตร์ทำในหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ (ให้กู้ไปแล้วมีปัญญาชำระหนี้หรือไม่) พยากรณ์สภาพเศรษฐกิจ (ก็เพื่อทราบว่าผู้กู้เงินไปจะมีรายได้พอชำระหนี้หรือไม่) ธนาคารรับนักเศรษฐศาสตร์เข้าทำงานเป็นจำนวนมาก
 สื่อมวลชน : เช่น สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน และ วารสารต่างๆ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ และ เขียนบทความให้ความรู้แก่ผู้อ่าน
 องค์การระหว่างประเทศ : รับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศดีมาก เข้าทำงานเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจตามลักษณะงานที่ต่างกันไปแต่ละองค์การ ได้รับเงินเดือนสูงมาก

ไม่เห็นจะมีปัญหาว่า เรียนจบปริญญาเศรษฐศาสตร์แล้วไม่มีงานทำ เพียงแต่ว่า ท่านจะต้องสร้าง
องค์ประกอบให้พร้อมที่ทำงานได้ เช่น
ใช้คอมพิวเตอร์เป็น
ภาษาต่างประเทศดี
มีบุคลิกดี คือ การแต่งกายสุภาพเหมาะสม ท่วงท่าการพูดจาดี มีกิริยา
มารยาทสมบัติผู้ดี มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์
มีความรู้ จริงในวิชาเศรษฐศาสตร์
พร้อมที่จะทำงานหนัก และกล้ารับผิดชอบกับงานยาก
นักศึกษาทุกคนที่หางานทำไม่ได้ หรือ ไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้ เนื่องจากขาดองค์ประกอบดังกล่าวมานี้

คนที่มีลักษณะอย่างไรจึงควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่จะเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์ ควรมีลักษณะดังนี้
 พร้อมสู้ในชีวิต ไม่กลัวงานยาก
 ชอบคิดหาเหตุผล มากกว่าใช้ความจำ หรือเชื่อตามๆกัน
 ไม่เกลียดคณิตศาสตร์ (มันไม่ยากมากอย่างที่กลัวกันหรอก ไม่มีใครเคยตายเพราะเรียนเศรษฐศาสตร์ )
 ชอบอาชีพท้าทาย ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ
ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็ควรเรียนเศรษฐศาสตร์

คนที่มีลักษณะอย่างไรไม่ควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่มีลักษณะต่อไปนี้ ไม่ควรเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์
 หนักไม่เอา เบาไม่สู้ อยากมีชีวิตสบาย อยากมีคนป้อนให้กิน อยากเป็นดารา
 ไม่กล้าคิด ใครชักชวนอะไรก็เชื่อหมด ถามอะไรก็ตอบว่า “ไม่รู้ ไม่อยากรู้”
 เกลียดคณิตศาสตร์ (ทั้งที่คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ง่ายที่สุดในโลก เพราะมันคือภาษา และ เป็นภาษาที่พูดแทนเราได้ด้วย ที่เรารู้สึกว่ายากก็เพราะไม่มีครูอาจารย์ที่มีความสามารถสอนเรา)
 ชอบอาชีพง่ายๆ คิดง่ายๆ ทำง่ายๆ อาชีพที่ใครๆก็ทำได้
ถ้าท่านมีลักษณะอย่างนี้ อย่ามาเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เลย จงไปหาเรียนวิชามีคุณค่าน้อยๆจะ
เหมาะกว่า

ขอให้ข้อคิดว่า
 เกิดมาทั้งที ต้องเอาดีให้ได้ ทำไมจะยอมปล่อยชีวิตหาแต่ความง่าย กลัวยาก กลัวลำบาก จงเรียนและทำงานที่มีลักษณะท้าทาย
 อย่าเรียนวิชาที่คนอื่นเขาเรียนกันเต็มบ้านเต็มเมือง หลับตาเอาก้อนดินขว้างไป ก็ตกใส่หัวคนที่จบปริญญาที่ล้นตลาดนั้น

จงตระหนักว่า ปลาตายเท่านั้นที่ลอยตามน้ำ คนที่สิ้นหวังหมดท่าเท่านั้น ที่ทำอะไรเอาง่ายเข้าว่า

โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้านจะเรียนได้สำเร็จ

ดร. บุญเสริม บุญเจริญผล
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
กม.1 ถนนรามอินรา เขตบางเขน กทม. 10220
โทร 02- 970 5820 ต่อ 208 แฟกซ์ ต่อ 224

ผู้ตอบ : ดร. บุญเสริม ฯ
ตอบเมื่อ : วันที่ 23 กันยายน 2547 เวลา 09:20 น.


คำตอบ

รายละเอียด : อาชีพนักเศรษฐศาสตร์

วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการตัดสินใจหาหนทางที่เหมาะสมที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจส่วนตัว ของหน่วยงาน และ ของส่วนรวม


งานใดบ้างที่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาตร์?
ควรต้องเปลี่ยนคำถามว่า งานใดบ้างที่ไม่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์ เพราะทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัว ธุรกิจ ส่วนรวม หรือ ระดับชาติ ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์แทบทั้งนั้น
ในครัวเรือน ต้องตัดสินใจเรื่องการเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับความจำเป็นและรายได้ การซื้อสินค้าผ่อนส่ง การซื้อบ้านที่อยู่อาศัย การซื้อรถยนตร์ที่คุ้มค่า การใช้โทรศัพท์มือถือ การประกันชีวิต ประกันอัคคีภัย การออมที่งอกเงยและปลอดภัย การเลือกอาชีพที่เหมาะสมที่สุด การเลือกการพักผ่อนในวันหยุด การเลือกที่เรียนให้ตนเองและบุตรหลาน การใช้บัตรเครดิต ฯลฯ คนจำนวนมากตัดสินใจโดยใช้ราคาเป็นตัวเลือก อย่างที่ทำกันอยู่ ย่อมเป็นวิธีที่ไม่ฉลาด
ในธุรกิจ ต้องการทราบต้นทุนรวม ต้นทุนต่อหน่วยสินค้า จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคุ้มทุน ค่าเสียโอกาส การสูญเสียในการผลิต จุดรั่วไหล ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือการผลิต รายได้และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มการผลิต การประมาณอุปสงค์ของลูกค้า ความยั่งยืนของธุรกิจ กำไรที่แท้จริง การเก็บวัตถุดิบที่พอเหมาะพอดี การเก็บเงินสดในปริมาณที่พอเหมาะ สภาพการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งขัน สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สภาวะเศรษฐกิจของโลก ฯลฯ
ในระดับชาติ ต้องการวางนโยบายเพื่อความเป็นธรรมและความเจริญ จึงมีการตัดสินใจเกี่ยวกับ นโยบายการคลัง (ภาษี และ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล) การกู้ยืมเงินจากแหล่งใด วิธีใดจึงดีกว่า การกำกับธนาคาร นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายปริมาณเงิน ขอบเขตของการส่งเสริมการลงทุนแก่คนต่างชาติ ค่าเสียโอกาสของประชาชนในส่วนรวม การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
รัฐวิสาหกิจ รัฐสวัสดิการ การแก้ปัญหาคนว่างงาน ความสูญเสียของการดื่มสุรา ความสูญเสียจากการจราจรติดขัด ความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าของการผลิตกุ้งกุลาดำและมันสำปะหลังเพื่อส่งขายต่างประเทศ ฯลฯ
งานเหล่านี้ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้วิเคราะห์และตัดสินใจ อาจต้องทำละเอียดถึงขั้นวิจัย คนในสาขาวิชาอื่นอาจทำได้ แต่ไม่เป็นระบบที่เชื่อถือได้ เพราะไม่สามารถพิจารณาครบระบบ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ปฏิบัติได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ให้จริงจัง ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะไม่มีอาชีพ เพียงแต่ท่านเป็นคนประเภทไหน รู้จริง หรือเพียงแค่ได้ปริญญามาใบหนึ่งเท่านั้น

ลักษณะงานของนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ในลักษณะต่อไปนี้
 วิเคราะห์แยกแยะหาความจริง (analysis)
 นำเรื่องหรือส่วนย่อยต่างๆมาแสดงให้เห็นเป็นระบบรวม (synthesis)
 ทำการวิจัย (research)
 พยากรณ์ (forecasting) และ
 แนะนำ(advising)ผู้วางนโยบายหรือผู้ปฏิบัติ

ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีปัญหาว่า “ไม่รู้จะทำอะไรดี” เพียงแต่ว่า เมื่อเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องเรียนให้รู้จริง เพื่อปฏิบัติงานได้จริง หากรู้ไม่จริงก็ทำงานไม่ได้ หรือทำความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ตนเอง และผู้อื่น

งานอาชีพสำหรับนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ไหนบ้าง?
อาชีพ คือ การทำงานเพื่อหารายได้ หรือหาปัจจัยเลี้ยงชีวิต ซึ่งทำได้สองอย่าง คือ อาชีพส่วนตัวที่มีกิจการของตนเอง กับ อาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่น
นักเศรษฐศาสตร์ สามารถประกอบอาชีพส่วนตัวได้ดี เพราะเข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจกลไกการผลิต เข้าใจการคิดต้นทุนที่แท้จริง รู้จักลักษณะตลาด เห็นช่องทางหารายได้ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่เชื่อตามกระแส สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้อย่างดี
นักเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่อยากรับผิดชอบกิจการของตัวเอง ก็อาจมีอาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง งานที่มีให้ทำมีมากมาย
ราชการ : หน่วยงานราชการต้องการนักเศรษฐศาสตร์ทุกกระทรวง เพื่อวางแผนงาน
วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน และ เป็นอาจารย์ในสายวิชาเศรษฐศาสตร์
รัฐวิสาหกิจ : (ซึ่งหลายแห่งเป็นบริษัทไปแล้ว และ กำลังแปรรูปเป็นบริษัท) ต้องการนัก
เศรษฐศาสตร์ เพื่อทำงานเกี่ยวกับการวางแผนงาน วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน รวม
ทั้งจัดการกับปัญหาการตลาด วิเคราะห์การผลิต วิเคราะห์ต้นทุน การเตรียมวัสดุคง
คลังเพื่อให้พอการผลิตและจำหน่ายโดยประหยัดและไม่เสียงาน
 โรงงานอุตสาหกรรม และ บริษัท ขนาดใหญ่ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจ
 สถาบันการเงิน : เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจให้กู้เงิน มีงานให้นักเศรษฐศาสตร์ทำในหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ (ให้กู้ไปแล้วมีปัญญาชำระหนี้หรือไม่) พยากรณ์สภาพเศรษฐกิจ (ก็เพื่อทราบว่าผู้กู้เงินไปจะมีรายได้พอชำระหนี้หรือไม่) ธนาคารรับนักเศรษฐศาสตร์เข้าทำงานเป็นจำนวนมาก
 สื่อมวลชน : เช่น สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน และ วารสารต่างๆ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ และ เขียนบทความให้ความรู้แก่ผู้อ่าน
 องค์การระหว่างประเทศ : รับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศดีมาก เข้าทำงานเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจตามลักษณะงานที่ต่างกันไปแต่ละองค์การ ได้รับเงินเดือนสูงมาก

ไม่เห็นจะมีปัญหาว่า เรียนจบปริญญาเศรษฐศาสตร์แล้วไม่มีงานทำ เพียงแต่ว่า ท่านจะต้องสร้าง
องค์ประกอบให้พร้อมที่ทำงานได้ เช่น
ใช้คอมพิวเตอร์เป็น
ภาษาต่างประเทศดี
มีบุคลิกดี คือ การแต่งกายสุภาพเหมาะสม ท่วงท่าการพูดจาดี มีกิริยา
มารยาทสมบัติผู้ดี มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์
มีความรู้ จริงในวิชาเศรษฐศาสตร์
พร้อมที่จะทำงานหนัก และกล้ารับผิดชอบกับงานยาก
นักศึกษาทุกคนที่หางานทำไม่ได้ หรือ ไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้ เนื่องจากขาดองค์ประกอบดังกล่าวมานี้

คนที่มีลักษณะอย่างไรจึงควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่จะเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์ ควรมีลักษณะดังนี้
 พร้อมสู้ในชีวิต ไม่กลัวงานยาก
 ชอบคิดหาเหตุผล มากกว่าใช้ความจำ หรือเชื่อตามๆกัน
 ไม่เกลียดคณิตศาสตร์ (มันไม่ยากมากอย่างที่กลัวกันหรอก ไม่มีใครเคยตายเพราะเรียนเศรษฐศาสตร์ )
 ชอบอาชีพท้าทาย ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ
ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็ควรเรียนเศรษฐศาสตร์

คนที่มีลักษณะอย่างไรไม่ควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่มีลักษณะต่อไปนี้ ไม่ควรเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์
 หนักไม่เอา เบาไม่สู้ อยากมีชีวิตสบาย อยากมีคนป้อนให้กิน อยากเป็นดารา
 ไม่กล้าคิด ใครชักชวนอะไรก็เชื่อหมด ถามอะไรก็ตอบว่า “ไม่รู้ ไม่อยากรู้”
 เกลียดคณิตศาสตร์ (ทั้งที่คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ง่ายที่สุดในโลก เพราะมันคือภาษา และ เป็นภาษาที่พูดแทนเราได้ด้วย ที่เรารู้สึกว่ายากก็เพราะไม่มีครูอาจารย์ที่มีความสามารถสอนเรา)
 ชอบอาชีพง่ายๆ คิดง่ายๆ ทำง่ายๆ อาชีพที่ใครๆก็ทำได้
ถ้าท่านมีลักษณะอย่างนี้ อย่ามาเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เลย จงไปหาเรียนวิชามีคุณค่าน้อยๆจะ
เหมาะกว่า

ขอให้ข้อคิดว่า
 เกิดมาทั้งที ต้องเอาดีให้ได้ ทำไมจะยอมปล่อยชีวิตหาแต่ความง่าย กลัวยาก กลัวลำบาก จงเรียนและทำงานที่มีลักษณะท้าทาย
 อย่าเรียนวิชาที่คนอื่นเขาเรียนกันเต็มบ้านเต็มเมือง หลับตาเอาก้อนดินขว้างไป ก็ตกใส่หัวคนที่จบปริญญาที่ล้นตลาดนั้น

จงตระหนักว่า ปลาตายเท่านั้นที่ลอยตามน้ำ คนที่สิ้นหวังหมดท่าเท่านั้น ที่ทำอะไรเอาง่ายเข้าว่า

โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้านจะเรียนได้สำเร็จ

ดร. บุญเสริม บุญเจริญผล
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
กม.1 ถนนรามอินรา เขตบางเขน กทม. 10220
โทร 02- 970 5820 ต่อ 208 แฟกซ์ ต่อ 224


(สำหรับค่าตอบแทนหรือเงินเดือนนั้น หากเราขยันหางานดีๆ โดยเฉพาะองค์การระหว่างประเทศ เงินเดือนดีมาก แต่อย่าลืมฟิตภาษาอังกฤษด้วย หากจมอยู่ในงานไม่ดี ก็รายได้น้อย)
ผู้ตอบ : ดร. บุญเสริม บุญเจริญผล
ตอบเมื่อ : วันที่ 23 กันยายน 2547 เวลา 09:16 น.

โตขึ้นหนูอยากเป็น-นักเศรษฐศาส

โตขึ้นหนูอยากเป็น-นักเศรษฐศาส

นักเศรษฐศาสตร์

Untitled Document
นักเศรษฐศาสตร์
ชื่ออาชีพ นักเศรษฐศาสตร์ Economists
รหัสอาชีพ 0-90.20 (TSCO) 2441 (ISCO)
นิยามอาชีพ ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ ได้แก่ ผู้ทำการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และนำหลักเศรษฐศาสตร์มาใช้ในงานที่ เกี่ยวกับที่มาของรายได้ รายจ่าย การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การบริโภคสินค้าและบริการ รวมถึงการพัฒนาทฤษฎีต่างๆ โดยใช้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยเป็นหลัก วางแผนงานเพื่อ ส่งเสริม พัฒนา และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การวางแผนงานด้านการเงิน การคลัง ภาษีอากร เกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้า และแรงงาน
ลักษณะของงานที่ทำ 1. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย จัดทำรายงาน และวางแผนงาน เพื่อส่งเสริม พัฒนา และแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการผลิต การจำหน่ายสินค้า และบริการ การลงทุน แรงงาน
2. ศึกษากรรมวิธีทั้งหมดที่เกี่ยวกับการดำรงชีพของมนุษย์ และจัดหาสิ่งต่างๆ มาบำบัด ความต้องการของมนุษย์ ซึ่งได้แก่ ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่อยู่อาศัย บริการ หรือการบันเทิง ตลอดจนการศึกษาสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ หรือสิ่งที่ช่วยให้การพัฒนาเศรษฐกิจบรรลุผลสำเร็จ
3. ค้นหา วิธีเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ และข้อมูลทางเศรษฐกิจ รวบรวม และตีความข้อมูลดังกล่าว
4. จัดทำรายงาน และวางแผนงานตามผลการศึกษางานทางเศรษฐกิจ และตามข้อมูลที่ได้ ตีความและวิเคราะห์แล้ว
5. ให้คำปรึกษาแนะนำ แก่หน่วยงานประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมของเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาล ในเรื่องต่างๆ เช่น ประสิทธิภาพของการทำงานการตลาดและปัญหาเกี่ยวกับการเงิน เป็นต้น
6. อาจเชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจสาขาใดสาขาหนึ่ง เช่น เศรษฐกิจการเกษตร เศรษฐกิจการคลัง หรือเศรษฐกิจอุตสาหกรรม การค้าระหว่างประเทศ การแรงงาน หรือราคา หรือเชี่ยวชาญในเรื่องการเก็บภาษีอากร หรือ การวิจัยตลาด และอาจมีชื่อเรียกตามความเชี่ยวชาญ
7. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย วางแผน เก็บรวบรวมข้อมูล ให้คำปรึกษาแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของรายได้ รายจ่าย การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ การผลิต การบริโภคสินค้าและบริการ เพื่อการส่งเสริม พัฒนา และแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

สภาพการจ้างงาน ผู้ที่ทำงานในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ จะได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษา ส่วนในภาคเอกชนจะ ได้รับเงินเดือนตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของบริษัทหรือองค์กรที่จ้างงาน ซึ่งไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอนตายตัว สำหรับผู้ที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรีซึ่งไม่มีประสบการณ์จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 6,360 บาทต่อเดือน ถ้ารับราชการและได้รับ ค่าตอบแทนขั้นต่ำ 9,500 - 12,000 บาทต่อเดือนสำหรับภาคเอกชน
นอกจากค่าตอบแทนเป็นเงินเดือนแล้วในภาครัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนอาจได้รับผลประโยชน์พิเศษอย่างอื่น เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินสะสม เงินช่วยเหลือสวัสดิการในรูปต่างๆ เงินโบนัส ค่าล่วงเวลา เป็นต้น ผู้ปฏิบัติงานอาชีพนี้ มีชั่วโมงทำงานโดยปกติวันละ 8 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมงและอาจต้องทำงานล่วงเวลา หรือวันเสาร์ วันอาทิตย์ หรือวันหยุด เมื่อมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา

สภาพการทำงาน นักเศรษฐศาสตร์ ทำงานในสถานที่ทำงานที่มีสภาพการทำงานเป็นสำนักงานที่มีอุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวกเช่นสำนักงานทั่วไปในการทำงานอาจจะต้องใช้เครื่องคำนวณ และหรือเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ตเพื่อใช้ช่วยงานศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์ในการวางแผนในเชิงธุรกิจของหน่วยงาน
คุณสมบัติของผู้ประกอบอาชีพ นักเศรษฐศาสตร์ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีคณะเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
2. มีความรู้และเข้าใจภาษาอังกฤษได้ดี และสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ มีความถนัดและสนใจด้านคณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์
3. มีบุคลิกดี มีความสามารถในการเจรจาต่อรองและประนีประนอมได้ดี
4. มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีใจกว้าง ยอมรับฟังการติชมจากผู้อื่น
5. ซื่อสัตย์สุจริต ซื่อตรงต่อความคิดเห็นของตนเอง เสนอข้อคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ และเป็นกลาง
6. รักความเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น
ผู้ที่จะประกอบอาชีพนี้ ควรเตรียมความพร้อมดังต่อไปนี้ : ผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ คณะเศรษฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย หลักสูตร 4ปี

โอกาสในการมีงานทำ สามารถประกอบอาชีพเป็นพนักงานในธนาคาร พนักงานในองค์การระหว่างประเทศ เจ้าของธุรกิจส่วนตัวนักวิจัย นักวิชาการด้านธุรกิจการค้าและเศรษฐกิจ สถาบันการเงินทั่วไป อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา ในตลาดแรงงานยังมีความต้องการนักเศรษฐศาสตร์อีกมาก เพื่อพัฒนาธุรกิจของหน่วยงานและประเทศให้สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศและสามารถแข่งขันทางการค้าในภาวะเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงไปให้ทันต่อเหตุการณ์ เวลา และถูกต้อง เนื่องจากทุกประเทศมีจุดมุ่งหมายให้มีรายได้เข้าประเทศให้มากที่สุด เพื่อให้ประชากรมีการกินดีอยู่ดี และสร้างประเทศให้มั่งคั่ง การแข่งขันทางการค้าและมาตรการกีดกันทางการค้าจึงมีความเข้มข้นและรุนแรงมากขึ้นโดยลำดับ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงตำแหน่งหน้าที่ และหน่วยงานที่ตนปฏิบัติได้เสมอ อาจจะเป็นนักวิเคราะห์ระบบ นักวิจัยและนักวางแผนทางเศรษฐกิจ เป็นต้น
โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ ผู้ประกอบอาชีพนี้ สามารถประกอบอาชีพได้หลายประเภท ในสถานที่ต่างๆ ได้หลายแห่งทั้งที่เป็นหน่วยงานของราชการ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน บริษัท ห้างร้านต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน และได้รับการเลื่อนตำแหน่งจนถึงตำแหน่งหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย ผู้จัดการฝ่าย ผู้อำนวยการ ผู้จัดการใหญ่ในภาคเอกชน ส่วนในภาครัฐ ถ้ามีการศึกษาในระดับที่สูงกว่าระดับ ปริญญาตรี มีประสบการณ์ และมีความสามารถในการบริหารงานจะสามารถเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งจนถึงระดับบริหารสูงสุดในหน่วยงานนั้น โดยทั่วไปผู้ที่มีโอกาสได้รับการศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก สาขาเศรษฐศาสตร์ หรือวิชาการบริหารธุรกิจ ก็สามารถเลื่อนวิทยฐานะหรือตำแหน่งงานที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว หรืออาจเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
อาชีพที่เกี่ยวเนื่อง นักบัญชี นักธุรกิจ นักบริหาร นักวิเคราะห์ระบบ นักวิจัย นักวางแผน นักการธนาคาร นักการเงิน นักการคลัง นักสถิติ นักการแรงงาน เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เจ้าหน้าที่หลักทรัพย์ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์งบประมาณ เจ้าหน้าที่บุคคล เจ้าหน้าที่แรงงานสัมพันธ์
แหล่งข้อมูลอื่น ๆ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ http://www.tu.ac.th จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.chula.ac.th การจัดประเภทมาตรฐานอาชีพ (ประเทศไทย)

The Bob Boonhod Blog

The Bob Boonhod Blog

ใครบอกว่า...เศรษฐศาสตร์ ยาก!!!!เรียนเศรษฐศาสตร์ จะไปทำอะไรกิน?

ใครบอกว่า...เศรษฐศาสตร์ ยาก!!!!เรียนเศรษฐศาสตร์ จะไปทำอะไรกิน?
เชื่อหรือไม่ว่า จบเศรษฐศาสตร์ เป็นหมดดูได้!!!บทความโดย [--SuAm--] @c Band


สวัดดีครับน้องๆคงจะมีน้องหลายคนสนใจคณะนี้
และก็คงสงสัยว่าคณะนี้เค้าเรียนอะไรกัน
เหมือนหรือต่างกับสังคมที่น้องๆได้เรียนมาหรือปล่าว??
จบมาทำอะไรกินจะตกงานหรือปล่าว ?? เดี่ยวได้รู้กัน!!!

ก่อนอื่นเริ่มจากตัวพี่ก่อน จริงๆแล้วพี่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่เก่งเลข
ความจำไม่ดี ( อาจเหมือนน้องๆหลายๆคน ) ย้อนไป ม ต้น พี่จบ ม สาม
มานด้วยเกรดเฉลี่ยรวม 1.99 ซึ่งถามว่าดูดีไม๊ ??!!! เหอะๆ คิดเอาเอง
ที่พี่เอาเรื่องนี้มาพูดไม่ใช่ว่าจะมาอวดความโง่ให้ฟังแต่จะบอกว่า
เรียนเศรษฐศาสตร์ ไม่จำเป็นต้องเก่ง...โดยเฉพาะคำถามยอดฮิต
โง่เลขเรียนเศรษฐศาสตร์ได้ไม๊...ได้ครับผมถ้าน้องพยายามแต่ยังไงต้องเจอ
ทุกคนชอบคิดว่าทำไม่ได้ แต่ทุกคนทำได้ รับรอง

ที่จริงที่เลือกคณะนี้ก็เพราะ ชื่อมันฟังดูอลังการดี ดูหรูไฮโซ
แต่พอมาเรียนก็เลยทำให้รู้ว่าวิชานี้เป็นยังไง...เศรษฐศาสตร์....
เป็นวิชาที่จะใช้ความเข้าใจส่วนใหญ่ ใช้เหตุผล ทฤษฎีต่างๆที่เรียนนั้น
ก็เป็นแนวคิด มุมมองต่างของนักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ กราฟ
เป็นตัวอธิบาย ไอ้กราฟนี้ก็เหมือนก่ะที่น้องๆเรียน
ที่มีอุปสงค์อุปทานมาตัดกันเป็นจุดดุลยภาพ เป็นเส้นกากบาท นั่นแหละ!!!
แต่ไม่ใช่ทั้งหมดแต่ concept หลักๆก็จะประมานนั้น ซึ่งกราฟ
เดียวสามารถอธิบายในหลายๆเรื่อง ถามว่ายากไม๊??
ไม่ยากถ้าเข้าใจแต่....จะยากมากๆๆถ้าน้องพยายยามจะท่องจำมัน
ซึ่งน้องก็ได้พยายามทำมันตอนเอ็น ซึ่งหลายๆคนงง กับบทนี้มากๆ จิงๆแลว
ท่องจำไม่ใช่เรื่องที่ผิดของวิชานี้แต่ถ้าทำความเข้าใจได้มันจะดีที่สุด

คราวนี้จะพูดถึงว่าจบมาจะหากินยังไง อยากจะบอกว่าแทบทุกอย่างเกี่ยวกับธุรกิจ
วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ใหญ่มาก
ครอบคลุมเกือบทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจซึ่งทฤษฎีต่างๆสามารถเอามาปรับเปลี่ยนใช้ได้ใน
คณะที่เจาะจงลงไป เช่น การบริหารธุรกิจ
แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าน้องๆเลือกที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์อะไร
ในมหาวิทยาลัยต่างๆก็จะมีสาขาต่างๆให้เลือกซึ่งถามว่า จะเลือกอะไรดีหล่ะพี่????
นั่นก็อยู่ที่ตัวน้องซึ่งโดยปกติแล้วจะเลือกกันตอนปีแก่ๆ
เพราะเค้าจะให้ลองเรียนดู เกือบทุกอันแล้วค่อยเลือกว่าจะเอาดีทางไหน
แต่บางภาควิชาจำเป็นต้องเลือกก่อนอย่างเช่น เศรษฐศาสตร์สหกรณ์
,เศรษฐศาสตร์เกษตร และอื่นๆ บางมหาวิทยากันต้องเลือกตั้งแต่สมัคร จบมาทำอะไร??
นั่นสิ!! หลายอย่างครับผม!! ที่ปรึกษา นักวิชาการ นักธุรกิจ นักวางแผน
วางนโยบาย สารพัด ทำได้เกือบทุกอย่างที่เกี่ยวกับธุรกิจ
รวมทั้งหมอดู !!! เรื่องจริงครับไม่ได้เอา ฮา เป็นอาชีพที่สำคัญเสียด้วย คือ
พยากรณ์เศรษฐกิจ ว่าแนวโน้มจะเป็นอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรดี
ยิ่งแม่นยิ่งรวยครับ
โดยอาศัยปัจจัยที่เกิดขึ้น บวกกับทฤษฎีต่างๆ แล้ววางแผน ต่างๆ ถ้าเป๊ะ!!!
รวยไม่รู้เรื่อง จริงๆๆๆไม่ได้โม้!!

ข้อแนะนำคือเรียนเศรษฐศาตร์ปริญญาตรีอาจไม่พอ... อย่างที่บอกวิชามันกว้างมาก
ปริญญาตรีคือใบเบิกทางว่าเราน่าจะเจาะไปตรงไหนดี....
ถึงตอนนี้คงสงสัยว่า แล้วจะเรียนที่ไหนดีว่ะเนี่ย...ก็ปฏิเสธม่ายด้ายว่า
ธรรมศาสตร์หรือจุฬาดีหว่า แต่เดี๋ยวอ้าวคะแนนไม่ถึงนี่หว่า เอาว่ะเกษตรก็ยังดี
ถูกไม๊ สามมหาวิทยาลัย หนึ่งในใจคุน ช้าก่อน!!! มันไม่ได้มีแค่นี้
ยังมีอีกมากมายให้เลือกสรร ถามว่าดีไม๊ ก็ถ้าเรียนได้ก็ดีครับ
แต่ไม่ใช่ที่อื่นไม่ดี แต่มันอยู่ที่ค่านิยมหล่ะครับ ถ้ารักจะเรียน
อย่าสนใจครับ อย่างที่บอกยังไงก็ควรเรียนปริญญาโท
ซึ่งไม่แน่สุดท้ายก็ไปอยู่ที่เดียวกันตอนปริญญาโทอยู่ดี ถ้าคุนตั้งใจ!! แต่
ธรรมศาสตร์และจุฬา อาจได้เปรียบเวลาไปเรียนต่อ
เมืองนอกเนื่องจาอาจารณ์ค่อนข้างเก่ง
และจบจากมหาวิทยาลับชั้นนำอาจช่วยคุณได้แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวผู้เรียนอยู่ดีครับ....อีกอย่างผมไม่อยากชี้นำว่า
มหาลัยดีหรือไม่ดี เพราะผมเชื่ออย่างนึงว่า
มันอยู่ที่ผู้เรียนเป็นหลักอย่างน้อยๆก็ต้อง 60% ขึ้นไป.....
เศรษฐศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คุณคิด!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ก็ขอให้น้องที่สนใจ
ได้เรียนตามที่ใฝ่ฝันนะครับนี่เป็นแค่เกร็ดเล็กๆน้อยๆถ้าสงสัยอะไร
หรือสงสัยอะไรก็ถามได้นะครับ!!!

บทความโดย [--SuAm--] @c Band

http://my.dek-d.com/pond/story/view.php?id=53258

ชุลี ชัยนันท์

ป้าย (คำหลัก): เศรษฐศาสตร์
โดย Mrs. Chulee lee Chaiyanan ลิงค์ที่อยู่ถาวร ข้อคิดเห็น (2) [ แก้ไข ลบ ]
สร้าง: พฤ. 28 ธ.ค. 2549 @ 17:16 แก้ไข: พฤ. 28 ธ.ค. 2549 @ 17:16

ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ม�

ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ม�
ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์มีอะไรบ้าง
โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้านจะเรียนได้สำเร็จ วิชาเศรษฐศาสตร์ เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจของมนุษย์ ที่สอนให้วิเคราะห์คิดตัดสินใจในเรื่องชีวิตส่วนตัว เรื่องธุรกิจ และ เรื่องของสังคมส่วนรวม
วิชานี้จึงเอาเรื่องของคน และ ของสังคม มาเรียนกัน มีการใช้คณิตศาสตร์บ้าง ก็ไม่มากนัก

ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์คือ ทำให้มนุษย์จัดการเรื่องของตนและของสังคมได้ดีกว่าปล่อยให้นึกๆเอาเอง
จึงกลายเป็นศาสตร์ขึ้นมา
วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่ได้สอนให้คนเห็นแก่ตัว แต่ให้เห็นแก่ส่วนรวม ประชาชนใช้วิชาเศรษฐศาสตร์เพื่อตัดสินใจชีวิต นักธุรกิจใช้ตัดสินวิเคราะห์ธุรกิจ ผู้บริหารราชการและรัฐบาล ใช้วิชานี้วิเคราะห์ผลได้ผลเสียและหนทางที่ดีที่สุดในการบริหารประเทศ

อาชีพนักเศรษฐศาสตร์

วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่ว่าด้วยการตัดสินใจหาหนทางที่เหมาะสมที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจส่วนตัว ของหน่วยงาน และ ของส่วนรวม


งานใดบ้างที่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาตร์?
ควรต้องเปลี่ยนคำถามว่า งานใดบ้างที่ไม่ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์ เพราะทุกงานไม่ว่าจะเป็นงานส่วนตัว ธุรกิจ ส่วนรวม หรือ ระดับชาติ ต้องใช้ความรู้เศรษฐศาสตร์แทบทั้งนั้น
ในครัวเรือน ต้องตัดสินใจเรื่องการเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะกับความจำเป็นและรายได้ การซื้อสินค้าผ่อนส่ง การซื้อบ้านที่อยู่อาศัย การซื้อรถยนตร์ที่คุ้มค่า การใช้โทรศัพท์มือถือ การประกันชีวิต ประกันอัคคีภัย การออมที่งอกเงยและปลอดภัย การเลือกอาชีพที่เหมาะสมที่สุด การเลือกการพักผ่อนในวันหยุด การเลือกที่เรียนให้ตนเองและบุตรหลาน การใช้บัตรเครดิต ฯลฯ คนจำนวนมากตัดสินใจโดยใช้ราคาเป็นตัวเลือก อย่างที่ทำกันอยู่ ย่อมเป็นวิธีที่ไม่ฉลาด
ในธุรกิจ ต้องการทราบต้นทุนรวม ต้นทุนต่อหน่วยสินค้า จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคุ้มทุน ค่าเสียโอกาส การสูญเสียในการผลิต จุดรั่วไหล ค่าใช้จ่ายในการใช้เครื่องมือการผลิต รายได้และค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเมื่อเพิ่มการผลิต การประมาณอุปสงค์ของลูกค้า ความยั่งยืนของธุรกิจ กำไรที่แท้จริง การเก็บวัตถุดิบที่พอเหมาะพอดี การเก็บเงินสดในปริมาณที่พอเหมาะ สภาพการเปลี่ยนแปลงของคู่แข่งขัน สภาวะเศรษฐกิจของประเทศ สภาวะเศรษฐกิจของโลก ฯลฯ
ในระดับชาติ ต้องการวางนโยบายเพื่อความเป็นธรรมและความเจริญ จึงมีการตัดสินใจเกี่ยวกับ นโยบายการคลัง (ภาษี และ ค่าใช้จ่ายของรัฐบาล) การกู้ยืมเงินจากแหล่งใด วิธีใดจึงดีกว่า การกำกับธนาคาร นโยบายอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายปริมาณเงิน ขอบเขตของการส่งเสริมการลงทุนแก่คนต่างชาติ ค่าเสียโอกาสของประชาชนในส่วนรวม การแก้ปัญหาความยากจน การพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ
รัฐวิสาหกิจ รัฐสวัสดิการ การแก้ปัญหาคนว่างงาน ความสูญเสียของการดื่มสุรา ความสูญเสียจากการจราจรติดขัด ความคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าของการผลิตกุ้งกุลาดำและมันสำปะหลังเพื่อส่งขายต่างประเทศ ฯลฯ
งานเหล่านี้ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เป็นผู้วิเคราะห์และตัดสินใจ อาจต้องทำละเอียดถึงขั้นวิจัย คนในสาขาวิชาอื่นอาจทำได้ แต่ไม่เป็นระบบที่เชื่อถือได้ เพราะไม่สามารถพิจารณาครบระบบ อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ปฏิบัติได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ หากท่านเรียนรู้เศรษฐศาสตร์ให้จริงจัง ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะไม่มีอาชีพ เพียงแต่ท่านเป็นคนประเภทไหน รู้จริง หรือเพียงแค่ได้ปริญญามาใบหนึ่งเท่านั้น

ลักษณะงานของนักเศรษฐศาสตร์
นักเศรษฐศาสตร์ทำงานที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ในลักษณะต่อไปนี้
 วิเคราะห์แยกแยะหาความจริง (analysis)
 นำเรื่องหรือส่วนย่อยต่างๆมาแสดงให้เห็นเป็นระบบรวม (synthesis)
 ทำการวิจัย (research)
 พยากรณ์ (forecasting) และ
 แนะนำ(advising)ผู้วางนโยบายหรือผู้ปฏิบัติ

ฉะนั้นนักเศรษฐศาสตร์จึงไม่มีปัญหาว่า “ไม่รู้จะทำอะไรดี” เพียงแต่ว่า เมื่อเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็ต้องเรียนให้รู้จริง เพื่อปฏิบัติงานได้จริง หากรู้ไม่จริงก็ทำงานไม่ได้ หรือทำความเสียหายใหญ่หลวงให้แก่ตนเอง และผู้อื่น

งานอาชีพสำหรับนักเศรษฐศาสตร์อยู่ที่ไหนบ้าง?
อาชีพ คือ การทำงานเพื่อหารายได้ หรือหาปัจจัยเลี้ยงชีวิต ซึ่งทำได้สองอย่าง คือ อาชีพส่วนตัวที่มีกิจการของตนเอง กับ อาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่น
นักเศรษฐศาสตร์ สามารถประกอบอาชีพส่วนตัวได้ดี เพราะเข้าใจความต้องการของลูกค้า เข้าใจกลไกการผลิต เข้าใจการคิดต้นทุนที่แท้จริง รู้จักลักษณะตลาด เห็นช่องทางหารายได้ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม ไม่เชื่อตามกระแส สามารถพยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงสามารถประกอบกิจการส่วนตัวได้อย่างดี
นักเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่อยากรับผิดชอบกิจการของตัวเอง ก็อาจมีอาชีพเป็นลูกจ้างผู้อื่นได้อย่างกว้างขวาง งานที่มีให้ทำมีมากมาย
ราชการ : หน่วยงานราชการต้องการนักเศรษฐศาสตร์ทุกกระทรวง เพื่อวางแผนงาน
วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน และ เป็นอาจารย์ในสายวิชาเศรษฐศาสตร์
รัฐวิสาหกิจ : (ซึ่งหลายแห่งเป็นบริษัทไปแล้ว และ กำลังแปรรูปเป็นบริษัท) ต้องการนัก
เศรษฐศาสตร์ เพื่อทำงานเกี่ยวกับการวางแผนงาน วิเคราะห์งาน ประเมินผลงาน รวม
ทั้งจัดการกับปัญหาการตลาด วิเคราะห์การผลิต วิเคราะห์ต้นทุน การเตรียมวัสดุคง
คลังเพื่อให้พอการผลิตและจำหน่ายโดยประหยัดและไม่เสียงาน
 โรงงานอุตสาหกรรม และ บริษัท ขนาดใหญ่ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์เพื่อทำหน้าที่อย่างเดียวกับรัฐวิสาหกิจ
 สถาบันการเงิน : เช่น ธนาคาร บริษัทเงินทุน เครดิตฟองซิเอร์ บริษัทประกันภัย ซึ่งเป็นหน่วยธุรกิจให้กู้เงิน มีงานให้นักเศรษฐศาสตร์ทำในหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อ (ให้กู้ไปแล้วมีปัญญาชำระหนี้หรือไม่) พยากรณ์สภาพเศรษฐกิจ (ก็เพื่อทราบว่าผู้กู้เงินไปจะมีรายได้พอชำระหนี้หรือไม่) ธนาคารรับนักเศรษฐศาสตร์เข้าทำงานเป็นจำนวนมาก
 สื่อมวลชน : เช่น สถานีโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์รายวัน และ วารสารต่างๆ ต้องการนักเศรษฐศาสตร์ วิเคราะห์สภาพเศรษฐกิจ และ เขียนบทความให้ความรู้แก่ผู้อ่าน
 องค์การระหว่างประเทศ : รับนักเศรษฐศาสตร์ที่มีความรู้ภาษาต่างประเทศดีมาก เข้าทำงานเพื่อวิเคราะห์เศรษฐกิจตามลักษณะงานที่ต่างกันไปแต่ละองค์การ ได้รับเงินเดือนสูงมาก

ไม่เห็นจะมีปัญหาว่า เรียนจบปริญญาเศรษฐศาสตร์แล้วไม่มีงานทำ เพียงแต่ว่า ท่านจะต้องสร้าง
องค์ประกอบให้พร้อมที่ทำงานได้ เช่น
ใช้คอมพิวเตอร์เป็น
ภาษาต่างประเทศดี
มีบุคลิกดี คือ การแต่งกายสุภาพเหมาะสม ท่วงท่าการพูดจาดี มีกิริยา
มารยาทสมบัติผู้ดี มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์
มีความรู้ จริงในวิชาเศรษฐศาสตร์
พร้อมที่จะทำงานหนัก และกล้ารับผิดชอบกับงานยาก
นักศึกษาทุกคนที่หางานทำไม่ได้ หรือ ไม่สามารถประกอบอาชีพเองได้ เนื่องจากขาดองค์ประกอบดังกล่าวมานี้

คนที่มีลักษณะอย่างไรจึงควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่จะเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์ ควรมีลักษณะดังนี้
 พร้อมสู้ในชีวิต ไม่กลัวงานยาก
 ชอบคิดหาเหตุผล มากกว่าใช้ความจำ หรือเชื่อตามๆกัน
 ไม่เกลียดคณิตศาสตร์ (มันไม่ยากมากอย่างที่กลัวกันหรอก ไม่มีใครเคยตายเพราะเรียนเศรษฐศาสตร์ )
 ชอบอาชีพท้าทาย ที่ไม่ค่อยมีใครกล้าทำ
ถ้าท่านมีคุณสมบัติดังกล่าว ก็ควรเรียนเศรษฐศาสตร์

คนที่มีลักษณะอย่างไรไม่ควรเรียนเศรษฐศาสตร์
คนที่มีลักษณะต่อไปนี้ ไม่ควรเรียนเพื่อรับปริญญาเศรษฐศาสตร์
 หนักไม่เอา เบาไม่สู้ อยากมีชีวิตสบาย อยากมีคนป้อนให้กิน อยากเป็นดารา
 ไม่กล้าคิด ใครชักชวนอะไรก็เชื่อหมด ถามอะไรก็ตอบว่า “ไม่รู้ ไม่อยากรู้”
 เกลียดคณิตศาสตร์ (ทั้งที่คณิตศาสตร์ เป็นวิชาที่ง่ายที่สุดในโลก เพราะมันคือภาษา และ เป็นภาษาที่พูดแทนเราได้ด้วย ที่เรารู้สึกว่ายากก็เพราะไม่มีครูอาจารย์ที่มีความสามารถสอนเรา)
 ชอบอาชีพง่ายๆ คิดง่ายๆ ทำง่ายๆ อาชีพที่ใครๆก็ทำได้
ถ้าท่านมีลักษณะอย่างนี้ อย่ามาเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์เลย จงไปหาเรียนวิชามีคุณค่าน้อยๆจะ
เหมาะกว่า

ขอให้ข้อคิดว่า
 เกิดมาทั้งที ต้องเอาดีให้ได้ ทำไมจะยอมปล่อยชีวิตหาแต่ความง่าย กลัวยาก กลัวลำบาก จงเรียนและทำงานที่มีลักษณะท้าทาย
 อย่าเรียนวิชาที่คนอื่นเขาเรียนกันเต็มบ้านเต็มเมือง หลับตาเอาก้อนดินขว้างไป ก็ตกใส่หัวคนที่จบปริญญาที่ล้นตลาดนั้น

จงตระหนักว่า ปลาตายเท่านั้นที่ลอยตามน้ำ คนที่สิ้นหวังหมดท่าเท่านั้น ที่ทำอะไรเอาง่ายเข้าว่า

โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้านจะเรียนได้สำเร็จ

ดร. บุญเสริม บุญเจริญผล
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก
กม.1 ถนนรามอินรา เขตบางเขน กทม. 10220
โทร 02- 970 5820 ต่อ 208 แฟกซ์ ต่อ 224

ชุลี ชัยนันท์
ป้าย (คำหลัก): เศรษฐศาสตร์
โดย Mrs. Chulee lee Chaiyanan ลิงค์ที่อยู่ถาวร ข้อคิดเห็น (0) [ แก้ไข ลบ ]
สร้าง: จ. 12 ก.พ. 2550 @ 11:17 แก้ไข: จ. 12 ก.พ. 2550 @ 11:17
« เก่ากว่า ใหม่กว่า »

🌱 Job Hunting with a Clear Mind: Reflect, Reset, and Restart

Career 🌱 Job Hunting with a Clear Mind Reflect, Reset, and Restart Looking for a job can be stressful, exhausting, and someti...