สมการอันน่าหลงไหลที่สุดในโลกวิทยาศาสตร์ ......
"ความงาม = ความจริง"
ฤดูใบไม้ร่วง ปี 1915 อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
อยู่อย่างโดยเดี่ยวในกรุงเบอร์ลิน
ขีดเขียนสมการชิ้นสุดท้ายของทฤษฎีสัมพันธภาพที่เขาใช้เวลาค้นคว้ามาเกือบทศวรรษ
แต่ก่อนอื่น เขาต้องลองทดสอบดูก่อนว่า
สมการของเขาจะอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวพุธรอบดวงอาทิตย์
อันเป็นปริศนามาตลอดได้หรือไม่
ว่าเหตุใดมันจึงไม่เป็นไปตามกฎการเคลื่อนที่ของนิวตัน
ซึ่งเป็นกฎที่ใช้อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุในจักรวาลมาช้านาน
ผลลัพธ์ในวันนั้นได้เปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล
สิ่งที่เขาค้นพบได้รับการตั้งชื่อในภายหลังว่า
"ทฤษฎีสัมพันธภาพแบบทั่วไป"
ซึ่งอธิบายแรงโน้มถ่วงว่าเป็นสิ่งที่ทำให้กาล-อวกาศบิดโค้ง
ครั้งแรกที่เขาพบว่าการคำนวณของเขาทำนายวงโคจรของดาวพุธได้อย่างถูกต้อง
หัวใจเขาเต้นแรง
บางอย่างในตัวเขาตื่นขึ้นอย่างฉับพลัน
ข้อสงสัยทุกข้อในทฤษฎีของเขากลายมาเป็นศัตรูอย่างเลี่ยงไม่ได้
เขากล่าวกับนักศึกษาของเขาในภายหลังว่า
มันจะเป็นเรื่องที่แย่มาก
หากทฤษฎีถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จในภายหลัง
ประสบการณ์ที่สั่งสมเป็นเวลานานทำให้ไอนสไตน์เชื่อมั่นว่า
คณิตศาสตร์น่าจะเป็นภาษาของพระเจ้าที่สามารถอธิบายทุกสิ่งในจักรวาลนี้
หลังจากค้นพบ
ไอน์สไตน์ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตของเขาเพื่อรวมทฤษฎีฟิสิกส์ทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว
หาได้ยากที่นักวิทยาศาสคร์จะไม่หลงไหลไปกับความสวยงามของสูตรคำนวณที่เขาได้คิดขึ้นมาและทึ่งกับสิ่งที่
ดร. ยูจีน วิกเนอร์ เรียกว่า
"พลังอันไร้เหตุผลของคณิตศาสตร์"
ที่สามารถอธิบายได้แทบทุกสิ่งในฟิสิกส์
ไม่ว่าจะเป็นดวงจันทร์ที่ขึ้นลงอย่างไม่จบสิ้น
เส้นสีของรุ้ง แรงทำลายล้างของนิวเคลียร์
ต่างเป็นสิ่งที่อธิบายได้ด้วยลายเส้นที่ขีดเขียนบนกระดาษแผ่นเดียว
"สมการ" ความมหัศจรรย์นี้เกิดขึ้นอยู่เสมอบนโลก
ครั้งหนึ่งไอน์สไตน์ถึงกลับกล่าวไว้ว่า
"สิ่งที่เข้าใจได้ยากที่สุดเกี่ยวกับเอกภพก็คือ
มันเป็นสิ่งที่ทำความเข้าใจได้"
แน่นอน คณิตศาสตร์เป็นภาษาของฟิสิกส์
แต่มันเป็นภาษาของพระเจ้าด้วยหรือเปล่า???
นักคณิตศาสตร์มักพูดเสมอว่า
เขารู้สึกราวกับว่าทฤษฎีและกฎต่างๆ
มีความเกี่ยวข้องกับความจริงบางอย่างเสมอ
แต่การนำคณิตศาสตร์มาอธิบายความจริงนั้น
หลายคนกล่าวว่าเป็นเหมือนการย่างเข้าสู่สังเวียนที่มืดมิด
คณิตศาสตร์ยังไม่มีคำอธิบายใดๆ ในเรื่องของชีวิต
ความรัก หรือ ความรู้สึก
ไอน์สไตน์กล่าวว่า
"คณิตศาสตร์อธิบายความเป็นจริงได้มากแค่ไหนก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น
และในทางกลับกัน
ยิ่งคำอธิบายมีความแน่นอนมากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งห่างไกลความเป็นจริงมากเท่านั้น"
เขาเชื่อว่าหลักวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้ด้วยคำพูดธรรมดา
แต่คนอื่นๆ
มักจะแย้งว่าคำพูดไม่สามารถถ่ายทอดแก่นแท้ของฟิสิกส์ได้
และมีเพียงคณิตศาสตร์เท่านั้นที่ทำหน้าที่ตรงนั้นได้
ดร. เกรแฮม ฟาร์เนโล
นักฟิสิกส์แห่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในกรุงลอนดอน
และบรรณาธิการหนังสือ "It Must Be Beautiful: Great
Equations of Modern Science" กล่าวว่า
ความงามของคณิตศาสตร์ที่อยู่เหนือความเข้าใจของปุถุชนนี้เป็นแก่นของฟิสิกส์มานานแล้ว
ดร. ฟาร์เนโล
กล่าวถึงสมการในทฤษฎีสมพันธภาพของไอน์สไตน์ว่า
"คุณอาจเขียนไว้บนฝ่ามือของคุณ
และมันจะเป็นตัวกำหนดภาพของเอกภาพที่เราอาศัยอยู่"
เขาอธิบายความรู้สึกเมื่อเข้าถึงสมการนี้ว่าเป็นอารมณ์แบบเดียวกับเมื่อคุณได้เข้าถึงแก่นแท้ของภาพเขียนหรือคำประพันธ์อันยิ่งใหญ่
ด้วยความหวังให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าถึงมรดกทางปัญญาเหล่านี้
ดร. ฟาร์เนโลรวบรวมนักวิทยาศาสตร์
นักประวัติศาสตร์ และนักเขียน
เพื่อเขียนถึงชีวิตและช่วงเวลาของ 11
สมการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่
20
ส่วนหนึ่งของหนังสือพรรณาถึงความสวยงามของคณิตศาสตร์ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่ยากเกินไปสำหรับชาวอเมริกันหลายๆ
แต่ก็เหมือนกับคำกล่าวในการสัมภาษณ์ ดร. ฟาร์เนโล
แม้แต่คนที่ดื้อรั้นในเรื่องนี้ที่สุดก็ยังมีโอกาสเห็นความงดงามของคณิตศาสตร์ได้
เมื่อเขาคำนวณรายจ่ายได้ลงตัวพอดี
"ความสมมาตร"
คือรูปแบบที่งดงามที่สุดสำหรับฟิสิกส์ยุคใหม่
เช่นเดียวกับรูปแบบความงามของใบหน้าหรือเกล็ดหิมะ
กฎทางฟิสิกส์จะมีความงามมากขึ้นหากมันยังคงรูปแบบเดิมแม้จะเปลี่ยนแปลงไปใช้กับสิ่งที่ต่างกัน
ตัวอย่างเช่น
กฎที่ใช้ได้เสมอไม่ว่าอยู่แห่งใดในเอกภพ
หรือใช้ได้แม้เวลาเดินย้อนกลับ
ดร. ฟาร์เนโล กล่าวว่า
สมการที่ดีควรอธิบายข้อเท็จจริงได้กระชับ
ไม่ใช้สัญลักษณ์มากเกินความจำเป็น
คุณลักษณะที่สำคัญคือ ความเป็นสากล ความเรียบง่าย
มีความถูกต้อง และเป็นจริงโดยปราศจากข้อโต้แย้งใดๆ
ตัวอย่างเช่น สมการ E=mc2 ของไอน์สไตน์ ซึ่ง ดร.
ปีเตอร์ แกลิสัน
นักประวัติศาสคร์และนักฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดอธิบายในหนังสือว่าเป็นความรู้ทางเทคนิคที่ยิ่งใหญ่
"ความทะเยอทะยานทางวิทยาศาสตร์
ความฝันที่จะเข้าใจสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
และฝันร้ายแห่งการทำลายล้าง
ทั้งหมดอธิบายได้ด้วยการขยับปลายปากกาไม่กี่ครั้ง"
เขากล่าว
และเมื่อกล่าวถึงการค้นหาความงามในฟิสิกส์
ไอน์สไตน์ก็มักถูกจับมาเทียบกับนักทฤษฎีชาวอังกฤษ พอล
ดิแรค ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า
"ความสวยงามของสมการนั้น
สำคัญยิ่งกว่าการตั้งสมการนั้นให้ตรงตามการค้นคว้า"
บทความของ ดร. แฟรงค์ วิลค์เช็ค
ศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์แห่งเอ็มไอที บรรยายถึงปี 1928
ครั้งที่ดีแรคตีพิมพ์สมการอธิบายพฤติกรรมของอิเล็กตรอน
อนุภาคมูลฐานที่เล็กและเบาที่สุดเท่าที่รู้จักในเวลานั้น
ดิแรคค้นพบสูตรดังกล่าวโดยการทดลองเล่นกับคณิตศาสตร์
ผลก็คือ
สมการของดิแรคสามารถรวมทฤษฎีสัมพันธภาพเข้ากับทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมซึ่งใช้อธิบายปรากฏการณ์ในระดับอะตอมและย่อยกว่าอะตอม
สมการดังกล่าว
กลายมาเป็นรากฐานฟิสิกส์สมัยใหม่ตั้งแต่นั้นมา
แต่ปัญหาในเวลานั้นก็คือ
สมการของดิแรคให้คำตอบออกมาสองคำตอบ
หนึ่งในนั้นเป็นคำตอบที่หมายถึงอนุภาคอิเล็กตรอน
อีกหนึ่งเป็นสิ่งที่อยู่ตรงข้าม
ซึ่งเป็นอนุภาคที่มีพลังงานติดลบและมีประจุเป็นบวก
ซึ่งไม่มีปรากฏหรือมีใครคาดถึงมาก่อน
ดิแรคสรุปออกมาได้ว่า
อิเล็กตรอนมีอนุภาคคู่แฝดหรือปฏิอนุภาค ตามสมการของดิแรค
หากให้อิเล็กตรอนเป็นภูเขา ปฏิอนุภาคของมัน -
โพสิตรอน - จะเป็นหลุม
และเมื่อทั้งสองรวมกันแล้วจะกลายเป็นศูนย์พอดี
ทั้งสองอนุภาคสร้างและทำลายเป็นคู่เสมอ
การสร้างและทำลายนี้กลายเป็นกิจกรรมหลักที่เกิดขึ้นในเครื่องเร่งอนุภาคและฟิสิกส์พลังงานสูง
สมการของเขาเป็นตัวเปิดให้โลกได้รู้จักปฏิสสาร
ซึ่งมีส่วนในการสร้างเอกภพนี้อยู่ครึ่งหนึ่ง
หรืออย่างน้อยก็ในทฤษฎี
ในที่สุด "แอนตี้อิเล็กตรอน"
ปฏิอนุภาคตัวแรกก็ถูกค้นพบในปี 1932
และดิแรคก็ได้รับรางวัลโนเบลในปีถัดไป
ความสำเร็จของเขาเป็นการประกาศว่า
คณิตศาสตร์มีส่วนโยงไปถึงความเป็นจริงบางอย่างของโลกและเอกภพ
"ในฟิสิกส์สมัยใหม่
และอาจจะรวมถึงการค้นพบทั้งหมดในประวัติศาสตร์
ไม่มีครั้งไหนที่แสดงให้เห็นว่าคณิตศาสตร์สามารถค้นพบข้อเท็จจริงล่วงหน้าได้ดีไปกว่าสิ่งที่เกิดกับสมการของดีแรค"
ดร. วิลค์เช็คกล่าว
ดร. วิลค์เช็ค เขียนในหนังสือของเขาว่า
ความพยายามของดีแรคเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์
แต่ด้วยสมมติฐานที่ตั้งขึ้นมาขัดแย้งกันหลายข้อ
เขาก็ประสบความสำเร็จในการเข้าถึงความลับของจักรวาล
ดิแรคเริ่มจากการพยายามอธิบายอิเล็กตรอนและอนุภาคตรงข้ามเป็นอนุภาคมูลฐาน
แต่เพราะความจริงที่ว่าทั้งสองสามารถสร้างและทำลายได้
หมายความว่ามันสามารถปรากฏตัวและหายไปได้ในทันทีเหมือนเปิดปิดไฟฉาย
ดร.วิลค์เช็คอธิบาย
ผลจากสมการของดิแรคในเชิงฟิสิกส์อนุภาครู้จักกันในคำว่า
"สนาม" ซึ่งในที่นี้คือสนามอิเล็กตรอน
ทั้งอิเล็กตรอนและปฏิอนุภาคของมันเป็นเพียงตัวที่สร้างสนามนี้ขึ้นมา
ทั้งคู่เป็นเหมือนกับเกล็ดหิมะในพายุ
สิ่งที่เกิดขึ้นในทฤษฎีสนามควอนตัมนี้สามารถโยงกลับไปสู่คณิตศาสตร์ของดิแรคได้
ดังนั้นสมการของเขาจึงเป็นจริงในเชิงวิทยาศาสตร์
"หากสมการใดประสบความสำเร็จได้เหมือนสมการของดิแรค
มันก็ไม่มีทางผิดพลาดได้ง่ายๆ" ดร. สตีเวน
ไวน์เบิร์ก ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี
1979 กล่าว
และดังที่ ดร. ไวน์เบิร์กเขียนไว้ในหนังสือของเขา
ข้อผิดพลาดในสมการไม่สามารถอยู่ได้นานนัก
ในปลายทศวรรษ 1940
กลุ่มนักทฤษฎีของมหาวิทยาลัยจอร์จ วอชิงตัน นำโดย
ดร.จอร์จ กาโมว์ คำนวณพบว่า การกำเนิดของเอกภพ ณ
บิ๊กแบงมีพื้นที่ๆ เต็มไปด้วยรังสีความร้อนปริมาณมหาศาล
แต่พวกเขาพลาดที่ไม่ได้เชื่อมโยงผลที่ได้เข้ากับการค้นหารังสีความร้อนดังกล่าว
กลุ่มนักวิจัยอีกกลุ่มหนึ่งพบข้อผิดพลาดนี้ด้วยความบังเอิญในปี
1965 และได้รับรางวัลโนเบลในเวลาต่อมา
บทวิเคราะห์ในเรื่องนี้เขียนในหนังสือของ ดร.
ไวน์เบิร์กไว้ว่า "สิ่งนี้มักเกิดอยู่เสมอๆ ในฟิสิกส์
ข้อผิดพลาดไม่ได้เกิดเพราะเราจริงจังกับทฤษฎีมากเกินไป
แต่เป็นเพราะเราไม่ได้จริงจังกับมันมากพอ
และมันเป็นเรื่องยากที่จะค้นพบว่าตัวเลขหรือสมการที่เราเล่นอยู่
มีอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโลกแห่งความเป็นจริง"
"คณิตศาสตร์อธิบายความเป็นจริงได้มากแค่ไหนก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น
และในทางกลับกัน
ยิ่งคำอธิบายมีความแน่นอนมากเท่าไหร่
มันก็ยิ่งห่างไกลความเป็นจริงมากเท่านั้น"
รวมมุมมอง ความรู้ และไลฟ์สไตล์ จากสมองที่ไม่เคยหยุดคิด — ข้อมูลแรงงาน เทคโนโลยี AI งานอดิเรก และทุกเรื่องที่น่าสนใจ ผ่านมุมที่เป็นตัวเอง Perspectives, knowledge, and lifestyle — from a mind that never stops thinking. Labor law insights, AI technology, hobbies, and everything worth exploring, through a uniquely personal lens.
Saturday, February 24, 2007
หมากล้อมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
หมากล้อมกับการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
วัน เสาร์ 04 ก.ย. 04 @ 14:27
หัวข้อ: เล่าสู่กันฟัง
เราเรียนหมากล้อม ฝึกการเล่นหมากล้อม เราจะได้กลยุทธ์ กลยุทธ์เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เราจะทำงานอะไรสำเร็จ ต้องมีกลยุทธ์ กลยุทธ์คืออะไร กลยุทธ์ต่างกับยุทธวิธี กลยุทธจะเป็นตัวที่ควบคุมและร้อยเอายุทธวิธีต่างๆ ไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมาย คือเราจะทำอะไรก็ตาม เราต้องเห็นเป้าหมายชัดเจน ว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน เราวางเส้นทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย และระหว่างทางเดินไปถึงเป้าหมายนั้น เราจะพบปัญหา เราจะต้องมีวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิธีการต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า ยุทธวิธี แต่ถ้าเราแก้แต่ปัญหา แก้ไป แก้ไป เดินไกลออกไปจากเป้าหมาย ก็คือคนไม่มีกลยุทธ เราก็จะไม่มีความสำเร็จ
ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าเรามีนัดอีกสองชั่วโมงจะต้องไปพบเพื่อนที่สระบุรี เรามาที่รถ สตาร์ทรถไม่ติด เรามีความรู้ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ เราก็มาเปิดกระโปรงรถ แล้วก็มาหาว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็ง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเพื่อให้รถสตาร์ทติด หมดไปแล้วหนึ่งชั่วโมง เรามีวิธีการที่ดีคือเราแก้เรื่องให้รถสตาร์ทติด ขณะเดียวกันเราก็มีวิธีการขับรถเก่ง แต่ว่าระหว่างแก้ปัญหาเราลืมไปว่า เราจะต้องไปสระบุรีให้ทันภายในสองชั่วโมง เราก็คือคนที่ทำแบบไม่มีกลยุทธ์ ถ้าเราเป็นคนที่มีกลยุทธ์ เมื่อเราเห็นว่าวิธีที่จะทำให้รถยนต์วิ่งได้เนี่ยกินเวลานาน อาจจะต้องจับแท๊กซี่ไป ก็จะไปถึงจุดหมายได้ภายในกำหนดเวลา อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือคนที่ทำข้อสอบ เคยมั้ยครับที่เวลาสองชั่วโมง มีคำถามมาห้าข้อ เราพยายามตอบโจทย์ของข้อนึง หมดเวลาไปหนึ่งชั่วโมงพึ่งจะทำได้เพียงข้อเดียว อีกสี่ข้อเราไม่สามารถทำได้ในชั่วโมงที่สอง อย่างเก่งเราอาจจะได้อีกสองข้อในชั่วโมงที่สองรวมแล้วเราตอบได้เพียงสามข้อ แต่ถ้าคนมีกลยุทธ์ เขาก็จะต้องดูว่าเราจะต้องเอาข้อที่ยากที่สุดเก็บไว้ทีหลัง เราอาจจะทำได้สี่ข้อในเวลาหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาที แต่ข้อสุดท้ายเราอาจจะตอบไม่สำเร็จในสิบห้านาทีสุดท้าย แต่เราก็ยังได้สี่ข้อที่เราจะได้คะแนนมากกว่าคนแรกที่ใช้เวลาสองชั่วโมงตอบได้เพียงสามข้อ เพราะว่าชั่วโมงที่หนึ่งเขาตอบไปเพียงข้อเดียว การทำเช่นนี้เราเรียกว่าการทำงานอย่างมีกลยุทธ์แต่เรายังไม่พอใจ เราต้องการเป็นนักกลยุทธ์
การเป็นนักกลยุทธ์จะต้องวางกลยุทธ์การทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้วต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเรื่องอื่นๆ บนกระดานหมากล้อมเรามีหลายสนามรบ แต่ละสนามรบเราก็จะมีแต่ละกลยุทธ์ ถ้าเรามี 6-7 สนามรบ มี 6-7 กลยุทธ์ เกิดอะไรขึ้นถ้ากลยุทธ์ของแต่ละสนามขัดแย้งกันเอง เมื่อดำเนินกลยุทธ์ของสนามที่หนึ่งไปแล้ว ก็พบว่ากลยุทธ์ของสนามที่สองจะดำเนินการไปไม่ได้ เพราะว่าไม่สอดคล้องกัน คนที่จะเป็นนักกลยุทธ์ต้องมองทุกๆ กลยุทธ์สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เหลือก็คือการเห็นภาพย่อยในภาพรวม คนคนหนึ่งมีหลายสนามรบในชีวิต มีการงาน มีครอบครัว มีสังคม มีศาสนา มีการเรียนรู้ บางคนก็อาจจะไปสอนหนังสือ บางคนก็อาจจะเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มวุฒิ เรามีหลายเรื่อง หลายสนามรบ เราก็ต้องมีหลายกลยุทธ์ เราก็ต้องวางกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ให้สอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างอีก คุณพ่อทำงานเก่ง มีกลยุทธ์ในการทำงาน ได้ผลงานดี มีรายได้ดี แล้วก็วางกลยุทธ์ที่จะพาทั้งครอบครัวไปพักผ่อนยังต่างประเทศในเดือนนั้นเดือนนี้ แล้วก็ได้ติดต่อพรรคพวกเพื่อนฝูงในประเทศนั้นให้เตรียมต้อนรับ แล้วก็ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน ซื้อของมากมายเตรียมที่จะไปต่างประเทศ แต่ว่าถ้ากลยุทธ์ของการไปต่างประเทศ ไปขัดแย้งกับกลยุทธ์ในการทำงาน พอง่วนอยู่กับการทำงาน ดำเนินกลยุทธ์การทำงานไปได้ผลดี งานสำเร็จ แต่ว่ากินเวลานาน จนกลยุทธ์ของการไปพักผ่อนต่างประเทศเสียหายหมด อย่างนี้ก็คือยังไม่ใช่คนทีเป็นนักกลยุทธ์ ถ้าเป็นนักกลยุทธ์ต้องสามารถที่จะวางหลายๆ แผนและคำนึงถึงผลกระทบของแต่ละกลยุทธ์ว่าไม่ไปกระทบแผนของเรื่องอื่นด้วย การจะเป็นนักกลยุทธ์ เราก็จะต้องมาเรียนจากหมากล้อมว่าเราทำอย่างไรเราจึงจะสามารถวางแผนของหลายๆ กลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน
เราจะมีอีกคำหนึ่งคือ การเรียนรู้เรื่องการวางนโยบายที่จะมาร้อยกลยุทธ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน กลยุทธ์ใดขัดแย้งกับนโยบาย กลยุทธ์นั้นจะต้องถูกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นมือ นโยบายต่างจากกลยุทธ์ตรงที่ว่า นโยบายเป็นข้อแนะนำว่าอย่างไรควรทำ อย่างไรไม่ควรทำ ไม่มีเป้าหมาย ซึ่งผิดกับกลยุทธ์ว่า กลยุทธ์จะต้องเห็นเป้าหมายของเรื่องว่าอยู่ที่ใด ยกตัวอย่างบริษัททที่ดีจะมีนโยบายว่าสินค้าที่ผลิตจะต้องมีคุณภาพที่ดี มีมาตรฐาน ไม่ทำให้ผู้ที่ซื้อสินค้าไปแล้วผิดหวังหรือเสียหาย นี่คือนโยบาย เห็นมั้ยครับว่ามันไม่มีเป้าหมายอะไรว่าจะขยายตลาดไปเท่าไหร่ จะขยายยอดขายเท่าไหร่ ทำกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นี่เป็นเพียงข้อแนะนำหรือเป็นข้อห้ามไม่ให้ทำ ผลิตสินค้าอย่างสุกเอาเผากิน ไปลดต้นทุน คุณภาพต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าเกิดบริษัทที่อยู่ในเครือบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรย่อยในองค์กรใหญ่เกิดไม่ทำตามนโยบาย วางกลยุทธ์อยากจะทำกำไรมากๆ อยากจะขายมากๆ ก็ไปลดต้นทุน แล้วก็ลดราคา ก็บรรลุเป้าหมาย คือขายได้มากเป็นเสมือนหนึ่งหลอกขายผู้บริโภคที่ไม่รู้ ได้บรรลุเป้าหมายที่ว่าต้องการทำกำไรมากๆ ขายได้มากๆ แต่ผิดนโยบายของเรื่องคุณภาพ ผลเสียจะมีมากมาย เพราะว่าชื่อเสียงของทั้งเครือ ก็จะไม่เป็นที่เชื่อถืออีกต่อไปว่าสินค้ามีคุณภาพ งั้นองค์กรย่อยหรือบริษัทย่อยในเครือใหญ่ ทำกำไรถูกต้องตามกลยุทธ์แต่ทำลายทั้งเครือเพียงเพราะผิดนโยบาย
แล้วนโยบายเราจะวางได้อย่างไร เราจะเรียนรู้การวางนโยบายจากหัวใจของหมากล้อม ก็คือปรัชญาชีวิต เราจะต้องตระหนักถึงหมากล้อมทั้งสองฝ่ายจะมีพลังใกล้เคียงกันอยู่ตลอดเวลา เช่น ขาวมี 70 เม็ด ดำก็จะมี 71 เม็ด เราไม่สามารถที่จะมองว่าเรามีพลัง เราสามารถที่จะทำลายคู่แข่งได้ เราจะต้องเคารพกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลักใหญ่ของหมากล้อมก็คือการไม่คิดทำลายคู่ต่อสู้ เราไม่สามารถที่จะใช้เม็ดของเราเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทุกสนามรบ สนามรบใดถ้าเราชนะ เราก็จะต้องทุ่มพลังไปมากแล้วเราก็จะใช้พลังไปในสนามรบอื่นได้น้อยลง เราก็จะไปแพ้ที่สนามรบอื่น หมากล้อมเกมหนึ่งมีหลายสนามรบ ชนะสนามรบนี้ แพ้สนามรบนั้น เราสามารถที่จะดูแลให้ทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์อยู่ในลักษณะใกล้เคียงกัน เราไม่ควรที่จะคิดว่า เราสามารถที่จะเอาประโยชน์แต่ผู้เดียว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าใครคิดที่จะทำลายหมากล้อมของคู่ต่อสู้ในสนามใดสนามหนึ่งอย่างราบคาบ ผลเสียก็จะเกิดขึ้น เราไม่สามารถที่จะเอาชนะทุกๆ สนามรบได้ เราจึงไม่สามารถที่จะมุ่งแต่คิดที่จะเอาชนะ เมื่อไหร่ที่เรามุ่งคิดที่จะเอาชนะ เราจะไม่เคารพกำลังของคู่ต่อสู้ มันจะทำให้เราประสบความพ่ายแพ้ ใครคิดเอาชนะจะแพ้ เกมนี้เป็นเกมที่ฝึกให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น เมื่อเราเข้มแข็งขึ้น คนอื่นก็ทำลายเราไม่ได้ แต่ถ้าเรามุ่งจะไปทำลายคนอื่น เราจะทำลายตัวเราเองก่อน ปรัชญาชีวิตของหมากล้อม คือให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันไปได้ดี แบ่งปันผลประโยชน์กันให้สม่ำเสมอ ใครที่ไม่เคารพกำลังของคู่ต่อสู้จะนำความพ่ายแพ้มาสู่ตัวเอง อีกคนหนึ่งที่ไม่คิดจะเอาชนะจะกลายเป็นผู้ชนะไปในที่สุด
ถอดความจากคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
จาก VCD สอนหมากล้อม (เปิดตำนานหมากล้อม 3000 ปี)
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=70
วัน เสาร์ 04 ก.ย. 04 @ 14:27
หัวข้อ: เล่าสู่กันฟัง
เราเรียนหมากล้อม ฝึกการเล่นหมากล้อม เราจะได้กลยุทธ์ กลยุทธ์เป็นเรื่องสำคัญมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เราจะทำงานอะไรสำเร็จ ต้องมีกลยุทธ์ กลยุทธ์คืออะไร กลยุทธ์ต่างกับยุทธวิธี กลยุทธจะเป็นตัวที่ควบคุมและร้อยเอายุทธวิธีต่างๆ ไว้ด้วยกันเพื่อช่วยให้เราบรรลุเป้าหมาย คือเราจะทำอะไรก็ตาม เราต้องเห็นเป้าหมายชัดเจน ว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหน เราวางเส้นทางที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย และระหว่างทางเดินไปถึงเป้าหมายนั้น เราจะพบปัญหา เราจะต้องมีวิธีการต่างๆ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า วิธีการต่างๆ เหล่านี้เราเรียกว่า ยุทธวิธี แต่ถ้าเราแก้แต่ปัญหา แก้ไป แก้ไป เดินไกลออกไปจากเป้าหมาย ก็คือคนไม่มีกลยุทธ เราก็จะไม่มีความสำเร็จ
ยกตัวอย่างให้ฟัง ถ้าเรามีนัดอีกสองชั่วโมงจะต้องไปพบเพื่อนที่สระบุรี เรามาที่รถ สตาร์ทรถไม่ติด เรามีความรู้ในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์ เราก็มาเปิดกระโปรงรถ แล้วก็มาหาว่าปัญหาอยู่ที่ไหน แล้วก็ง่วนอยู่กับการแก้ปัญหาเพื่อให้รถสตาร์ทติด หมดไปแล้วหนึ่งชั่วโมง เรามีวิธีการที่ดีคือเราแก้เรื่องให้รถสตาร์ทติด ขณะเดียวกันเราก็มีวิธีการขับรถเก่ง แต่ว่าระหว่างแก้ปัญหาเราลืมไปว่า เราจะต้องไปสระบุรีให้ทันภายในสองชั่วโมง เราก็คือคนที่ทำแบบไม่มีกลยุทธ์ ถ้าเราเป็นคนที่มีกลยุทธ์ เมื่อเราเห็นว่าวิธีที่จะทำให้รถยนต์วิ่งได้เนี่ยกินเวลานาน อาจจะต้องจับแท๊กซี่ไป ก็จะไปถึงจุดหมายได้ภายในกำหนดเวลา อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือคนที่ทำข้อสอบ เคยมั้ยครับที่เวลาสองชั่วโมง มีคำถามมาห้าข้อ เราพยายามตอบโจทย์ของข้อนึง หมดเวลาไปหนึ่งชั่วโมงพึ่งจะทำได้เพียงข้อเดียว อีกสี่ข้อเราไม่สามารถทำได้ในชั่วโมงที่สอง อย่างเก่งเราอาจจะได้อีกสองข้อในชั่วโมงที่สองรวมแล้วเราตอบได้เพียงสามข้อ แต่ถ้าคนมีกลยุทธ์ เขาก็จะต้องดูว่าเราจะต้องเอาข้อที่ยากที่สุดเก็บไว้ทีหลัง เราอาจจะทำได้สี่ข้อในเวลาหนึ่งชั่วโมงสี่สิบห้านาที แต่ข้อสุดท้ายเราอาจจะตอบไม่สำเร็จในสิบห้านาทีสุดท้าย แต่เราก็ยังได้สี่ข้อที่เราจะได้คะแนนมากกว่าคนแรกที่ใช้เวลาสองชั่วโมงตอบได้เพียงสามข้อ เพราะว่าชั่วโมงที่หนึ่งเขาตอบไปเพียงข้อเดียว การทำเช่นนี้เราเรียกว่าการทำงานอย่างมีกลยุทธ์แต่เรายังไม่พอใจ เราต้องการเป็นนักกลยุทธ์
การเป็นนักกลยุทธ์จะต้องวางกลยุทธ์การทำงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้วต้องสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเรื่องอื่นๆ บนกระดานหมากล้อมเรามีหลายสนามรบ แต่ละสนามรบเราก็จะมีแต่ละกลยุทธ์ ถ้าเรามี 6-7 สนามรบ มี 6-7 กลยุทธ์ เกิดอะไรขึ้นถ้ากลยุทธ์ของแต่ละสนามขัดแย้งกันเอง เมื่อดำเนินกลยุทธ์ของสนามที่หนึ่งไปแล้ว ก็พบว่ากลยุทธ์ของสนามที่สองจะดำเนินการไปไม่ได้ เพราะว่าไม่สอดคล้องกัน คนที่จะเป็นนักกลยุทธ์ต้องมองทุกๆ กลยุทธ์สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่เหลือก็คือการเห็นภาพย่อยในภาพรวม คนคนหนึ่งมีหลายสนามรบในชีวิต มีการงาน มีครอบครัว มีสังคม มีศาสนา มีการเรียนรู้ บางคนก็อาจจะไปสอนหนังสือ บางคนก็อาจจะเรียนพิเศษเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มวุฒิ เรามีหลายเรื่อง หลายสนามรบ เราก็ต้องมีหลายกลยุทธ์ เราก็ต้องวางกลยุทธ์ต่างๆ เหล่านี้ให้สอดคล้องกัน ไม่ขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างอีก คุณพ่อทำงานเก่ง มีกลยุทธ์ในการทำงาน ได้ผลงานดี มีรายได้ดี แล้วก็วางกลยุทธ์ที่จะพาทั้งครอบครัวไปพักผ่อนยังต่างประเทศในเดือนนั้นเดือนนี้ แล้วก็ได้ติดต่อพรรคพวกเพื่อนฝูงในประเทศนั้นให้เตรียมต้อนรับ แล้วก็ได้ซื้อตั๋วเครื่องบิน ซื้อของมากมายเตรียมที่จะไปต่างประเทศ แต่ว่าถ้ากลยุทธ์ของการไปต่างประเทศ ไปขัดแย้งกับกลยุทธ์ในการทำงาน พอง่วนอยู่กับการทำงาน ดำเนินกลยุทธ์การทำงานไปได้ผลดี งานสำเร็จ แต่ว่ากินเวลานาน จนกลยุทธ์ของการไปพักผ่อนต่างประเทศเสียหายหมด อย่างนี้ก็คือยังไม่ใช่คนทีเป็นนักกลยุทธ์ ถ้าเป็นนักกลยุทธ์ต้องสามารถที่จะวางหลายๆ แผนและคำนึงถึงผลกระทบของแต่ละกลยุทธ์ว่าไม่ไปกระทบแผนของเรื่องอื่นด้วย การจะเป็นนักกลยุทธ์ เราก็จะต้องมาเรียนจากหมากล้อมว่าเราทำอย่างไรเราจึงจะสามารถวางแผนของหลายๆ กลยุทธ์ให้สอดคล้องกัน
เราจะมีอีกคำหนึ่งคือ การเรียนรู้เรื่องการวางนโยบายที่จะมาร้อยกลยุทธ์เหล่านี้เข้าด้วยกัน กลยุทธ์ใดขัดแย้งกับนโยบาย กลยุทธ์นั้นจะต้องถูกเปลี่ยนตั้งแต่ต้นมือ นโยบายต่างจากกลยุทธ์ตรงที่ว่า นโยบายเป็นข้อแนะนำว่าอย่างไรควรทำ อย่างไรไม่ควรทำ ไม่มีเป้าหมาย ซึ่งผิดกับกลยุทธ์ว่า กลยุทธ์จะต้องเห็นเป้าหมายของเรื่องว่าอยู่ที่ใด ยกตัวอย่างบริษัททที่ดีจะมีนโยบายว่าสินค้าที่ผลิตจะต้องมีคุณภาพที่ดี มีมาตรฐาน ไม่ทำให้ผู้ที่ซื้อสินค้าไปแล้วผิดหวังหรือเสียหาย นี่คือนโยบาย เห็นมั้ยครับว่ามันไม่มีเป้าหมายอะไรว่าจะขยายตลาดไปเท่าไหร่ จะขยายยอดขายเท่าไหร่ ทำกำไรเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ นี่เป็นเพียงข้อแนะนำหรือเป็นข้อห้ามไม่ให้ทำ ผลิตสินค้าอย่างสุกเอาเผากิน ไปลดต้นทุน คุณภาพต่ำ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถ้าเกิดบริษัทที่อยู่ในเครือบริษัทหนึ่งซึ่งเป็นองค์กรย่อยในองค์กรใหญ่เกิดไม่ทำตามนโยบาย วางกลยุทธ์อยากจะทำกำไรมากๆ อยากจะขายมากๆ ก็ไปลดต้นทุน แล้วก็ลดราคา ก็บรรลุเป้าหมาย คือขายได้มากเป็นเสมือนหนึ่งหลอกขายผู้บริโภคที่ไม่รู้ ได้บรรลุเป้าหมายที่ว่าต้องการทำกำไรมากๆ ขายได้มากๆ แต่ผิดนโยบายของเรื่องคุณภาพ ผลเสียจะมีมากมาย เพราะว่าชื่อเสียงของทั้งเครือ ก็จะไม่เป็นที่เชื่อถืออีกต่อไปว่าสินค้ามีคุณภาพ งั้นองค์กรย่อยหรือบริษัทย่อยในเครือใหญ่ ทำกำไรถูกต้องตามกลยุทธ์แต่ทำลายทั้งเครือเพียงเพราะผิดนโยบาย
แล้วนโยบายเราจะวางได้อย่างไร เราจะเรียนรู้การวางนโยบายจากหัวใจของหมากล้อม ก็คือปรัชญาชีวิต เราจะต้องตระหนักถึงหมากล้อมทั้งสองฝ่ายจะมีพลังใกล้เคียงกันอยู่ตลอดเวลา เช่น ขาวมี 70 เม็ด ดำก็จะมี 71 เม็ด เราไม่สามารถที่จะมองว่าเรามีพลัง เราสามารถที่จะทำลายคู่แข่งได้ เราจะต้องเคารพกำลังของคู่ต่อสู้ด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลักใหญ่ของหมากล้อมก็คือการไม่คิดทำลายคู่ต่อสู้ เราไม่สามารถที่จะใช้เม็ดของเราเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ทุกสนามรบ สนามรบใดถ้าเราชนะ เราก็จะต้องทุ่มพลังไปมากแล้วเราก็จะใช้พลังไปในสนามรบอื่นได้น้อยลง เราก็จะไปแพ้ที่สนามรบอื่น หมากล้อมเกมหนึ่งมีหลายสนามรบ ชนะสนามรบนี้ แพ้สนามรบนั้น เราสามารถที่จะดูแลให้ทั้งสองฝ่ายได้รับผลประโยชน์อยู่ในลักษณะใกล้เคียงกัน เราไม่ควรที่จะคิดว่า เราสามารถที่จะเอาประโยชน์แต่ผู้เดียว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ถ้าใครคิดที่จะทำลายหมากล้อมของคู่ต่อสู้ในสนามใดสนามหนึ่งอย่างราบคาบ ผลเสียก็จะเกิดขึ้น เราไม่สามารถที่จะเอาชนะทุกๆ สนามรบได้ เราจึงไม่สามารถที่จะมุ่งแต่คิดที่จะเอาชนะ เมื่อไหร่ที่เรามุ่งคิดที่จะเอาชนะ เราจะไม่เคารพกำลังของคู่ต่อสู้ มันจะทำให้เราประสบความพ่ายแพ้ ใครคิดเอาชนะจะแพ้ เกมนี้เป็นเกมที่ฝึกให้ตัวเองเข้มแข็งขึ้น เมื่อเราเข้มแข็งขึ้น คนอื่นก็ทำลายเราไม่ได้ แต่ถ้าเรามุ่งจะไปทำลายคนอื่น เราจะทำลายตัวเราเองก่อน ปรัชญาชีวิตของหมากล้อม คือให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันไปได้ดี แบ่งปันผลประโยชน์กันให้สม่ำเสมอ ใครที่ไม่เคารพกำลังของคู่ต่อสู้จะนำความพ่ายแพ้มาสู่ตัวเอง อีกคนหนึ่งที่ไม่คิดจะเอาชนะจะกลายเป็นผู้ชนะไปในที่สุด
ถอดความจากคุณก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์
จาก VCD สอนหมากล้อม (เปิดตำนานหมากล้อม 3000 ปี)
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=70
เทคนิคการลงทุน ว่าด้วยหุ้นกับหมากล้อม
http://www.thaigo.org/modules.php?name=AvantGo&file=print&sid=64
เทคนิคการลงทุน ว่าด้วยหุ้นกับหมากล้อม
วัน พฤหัสบดี 27 พ.ค. 04 @ 05:37
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทความนี้คัดลอกจาก http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I2774722/I2774722.html
เห็นว่าเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการนำหมากล้อมไปประยุกต์ใช้ แต่ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ ซึ่งเรื่องของแนวคิดเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้มีความเข้าใจลึกซึ้งเพียงใด .... นำมาให้อ่านกันครับ
เรื่อง"เทคนิคการลงทุน" บอกก่อนนะคะว่ามีชื่อหุ้นอยู่ด้วย อย่าเชื่อมาก
ผู้เขียนเรื่องนี้คือคุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์
ผู้เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ หุ้นห่านทองคำ"
พิจารณาก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ประการใดก่อนนำไปใช้นะคะ
ซื้อกลับเมื่ออ่อนตัว
ในการลงทุนซื้อ-ขายหุ้น ผมจะบันทึกทั้งจำนวนและราคาไว้อย่างชัดเจน มันช่วยให้ผมสามารถกำหนดกลยุทธ์ของก้าวต่อไปได้ง่ายขึ้น การมีบันทึกที่ชัดเจนช่วยให้ผมสามารถลดต้นทุนของหุ้นได้โดยการซื้อหุ้นที่ได้ขายไปกลับในราคาที่ต่ำลง
นอกจากนี้ผมได้ดัดแปลงเทคนิคการลงทุนจากกลยุทธ์การเล่นหมากล้อม (โกะ)ซึ่งพูดถึงหลักที่น่าสนใจอย่างน้อย 2 ข้อคือ
1. การชนะด้วยการไม่พยายามจะเอาชนะ
2. หมากที่จะชนะได้ต้องมีโครงสร้างของหมากที่ดี
สำหรับหลักข้อแรกนั้น ผมนำมาใช้กับตลาดหุ้น คือไม่พยายามจะทุ่มเงินซื้อหุ้นแบบ ต้องการเห็นผลกำไรอย่างรวดเร็วในระยะสั้นๆ เพราะอาจขาดทุนหมดตัวได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน การคำนึงถึงหลักนี้ทำให้ผมใจเย็น มีความอดทน คำนึงถึงผลได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนหลักข้อสองนั้น ทำให้ผมต้องคัดเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างที่ดี หุ้นที่มีโครงสร้างที่ดีหมายถึงต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาต้องไม่สูงจนเว่อร์ ถ้าให้ดีต้องสามารถให้ dividend yield ใกล้ๆ 10%
ผมเห็นว่าหุ้นตัวใดที่มี dividend yield ต่ำกว่า 5% เป็นหุ้นที่มีราคาแพงเกินไป ผมมักจะเลี่ยงเพราะกลัวตกอยู่ในสภาพยิ่งสูงยิ่งหนาว
นอกจากผมจะพิจารณาเห็นว่าหุ้นตัวนั้นจะมีอัตราการเติบโตของการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์สูงคือเกิน 20% ต่อปีผมก็อาจจะซื้อไว้บ้างแม้ว่า dividend yield ของปีปัจจุบันจะอยู่ต่ำกว่า 5% เพราะอนาคต เมื่อมีกำไรสูงขึ้น DPS ก็ย่อมจะสูงขึ้นตาม ทำให้ dividend yield มีโอกาสปรับตัวสูงกว่า 5%
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีและในราคาที่เหมาะสมคือหลักการสำคัญที่ผมเชื่อว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร อย่างเช่น ตัวอย่างหุ้นธุรกิจยางที่ผมเคยเรียนว่ามีโอกาสถือสูงถึง 5,000 หุ้น แบบฟรี ๆ เพราะผมได้เข้าไปซื้อในจังหวะที่เหมาะสมกว่า 40,000 หุ้นและเมื่อเวลาหุ้นวิ่งขึ้นก็ทยอยขายออกไป 35,000 หุ้นเพื่อนำกำไรมาลดต้นทุนหุ้นที่เหลืออยู่จนต่ำกว่าศูนย์
ที่สำคัญคือหุ้นที่ผมเลือกแล้ว เวลาขายผมจะไม่ขายหมด จะต้องเหลืออยู่ส่วนหนึ่งเสมอแต่เป็นการเหลืออยู่ในลักษณะที่ปลอดภัยเพราะมักจะอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมากทีเดียว ขณะเดียวกันผมก็จะเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบห่างๆเพื่อว่าถ้ามีการปรับตัวลดต่ำลง อาจจะเป็นโอกาสให้ผมได้ซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาเข้าพอร์ต
กลับมาที่หุ้นยางอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นเพราะข่าวดีเรื่องการรวมตัวของสามประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ไปสักระยะหนึ่งก็มีข่าวด้านลบปรากฎออกมา
นั่นคือมีกระแสข่าวว่าประเทศหนึ่งในสามมีการระบายสต็อคยางออกตลาดกว่า 100,000 ตัน เป็นผลกดดันให้ราคายางอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
ข้อมูลนี้คือหมีตัวใหญ่ที่ตะปบเข้ามาที่หุ้นยางที่ผมกล่าวถึง ราคาจึงไหลลงมาอยู่แถวๆ 15.50 – 15.60 บาท
ผมกลับไปดูบันทึกของผม ก็พบว่ามีรายการที่ผมขายออกไปตั้งแต่ 18.00 – 21.00 บาท จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะซื้อกลับเพราะการอ่อนตัวของราคา ปรากฎว่าผมซื้อกลับมาได้ 12,000 หุ้น@ 15.60 บาท แม้ราคาจะอ่อนลงต่อไปถึง 14.00 บาท ผมก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อนเพราะเมื่อคิดถั่วเฉลี่ยกับหุ้นในมือที่ผมมีอยู่แล้วอีก 5,000 หุ้น ต้นทุนถั่วเฉลี่ยสุทธิก็ตกหุ้นละเพียง 11.00 บาทเท่านั้น ต่อมาราคาหุ้นก็ค่อยๆ ขยับสูงซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะราคายางเริ่มขยับขึ้นมาใหม่จากการรวมตัวของประเทศผู้ผลิตยางหรือเปล่า เพราะผมเช็คดูผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2 และ 3 ก็ยังไม่ดี ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทและเป็นการลดความเสี่ยงผมก็วางหมาก take profit ออกไปก่อนดังนี้
ขาย (หุ้น) ราคา (บาท)
2,000 17.00
2,000 17.50
2,000 18.00
2,000 18.50
การขายออกแบบนี้ ผมได้ความคิดมาจากโกะเหมือนกันเพราะมีเทคนิคการไล่ล่าจับหมากคู่ต่อสู้กิน เรียกว่าเทคนิคขั้นบันได ผมจึงทยอยออกทีละ 2,000 หุ้นในราคาที่สูงขึ้น การวางหมากการขายแบบนี้เปิดโอกาสให้ผมมีโอกาสจะซื้อคืนเมื่ออ่อนตัวได้ถึง 8,000 หุ้น
หลังจากการขายหุ้น 8,000 หุ้นดังกล่าวข้างต้นไปแล้ว ผมยังเหลือหุ้นทั้งหมดอีก 9,000 หุ้น ในราคาต้นทุนถัวเฉลี่ยสุทธิที่ 5.21 บาทต่อหุ้น
และแล้วโดยที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนทางบริษัทก็ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2545 ถึงหุ้นละ 1.50 บาทอีกครั้งหนึ่งซึ่งเท่ากับที่จ่ายในปี 2544 เหตุผลเพราะผลของไตรมาส 4 /45 ออกมาดีมาก! Dividend Yield ที่ผมได้รับจึงออกมาเท่ากับเกือบ 30%!
นี่คือผลตอบแทนที่ผมได้รับในฐานะนักลงทุนรายย่อย ผมมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง แต่ถ้าเรามีวิธีจัดการกับความเสี่ยงได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คุ้มเกินคุ้ม ทางเดียวที่จะลดความเสี่ยงได้
จำเป็นที่จะต้องมีความรู้พอที่จะพึ่งพิงตนเองได้ในการเลือกหุ้นและในการบริหารพอร์ต
กลยุทธ์การซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาในราคาที่อ่อนตัวลงก็คือไม้เด็ดท่าหนึ่งที่จะทำให้ dividend yield ในพอร์ตเติบโตได้รวดเร็วขึ้น การไม่โลภจนเกินไป ด้วยการทยอยขายหุ้นบางส่วนออกไปก่อนเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล คือปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยให้นักลงทุนมีโอกาสซื้อกลับเมื่ออ่อนตัวได้เพราะบ่อยครั้งทีเดียว ที่ตลาดมักจะ over react กับข่าวด้านลบจนเกินไป มีการเทขายจนราคาหุ้นตกต่ำลงกลายเป็น bargained price ไม่ต้องไปแย่งซื้อก็สามารถได้ของดีราคาถูกๆ
ดังนั้นจึงควรมีการติดตามดูตลาดบ้าง ไม่ใช่ขายแล้วปล่อยเลยตามเลย เสียดายโอกาสดีๆครับ
................................................................
คำนำผู้เขียน: เป็นการรวมบทความที่ได้ลงในนิตยสาร Money & Wealth รายเดือนส่วนหนึ่งและได้เขียนเพิ่มเติมจนครบทั้ง 5 ภาค คือ ก่อนเข้าถ้ำเสือ ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ เครื่องมือสำคัญ พลังแห่งมด และ ความสุขในสวน
รายละเอียดหนังสือ:หนังสือ “วิถีแห่งเซียน...หุ้นห่านทองคำ” เขียนโดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีของร้าน ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ เนื้อหาของหนังสือประกอบด้วยแนวคิด กลยุทธ์ และเทคนิคการ วิเคราะห์การลงทุน ในหลักทรัพย์ในเชิงลึก หนังสือเล่มนี้จะช่วยเสริมให้ผู้ที่เคยอ่านหนังสือกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักการลงทุนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่เป็นอิสระจากกัน ไม่จำเป็นที่ผู้อ่านจะต้องอ่านหนังสือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำมาก่อน จึงจะอ่านเข้าใจ
หาซื้อหนังสือได้ที่ Book Shop ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศูนย์หนังสือจุฬาฯธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และ Asia Books
คัดลอกมาจาก
http://www.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/1082447742310/index_expert_thep3.html
เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ยังใหม่และขาดประสบการณ์ ทั้งหนังสือมีมากมายตามอ่านไม่ไหว ถ้าเรื่องนี้พอเป็นประโยชน์กับท่านได้บ้างจะดีใจมากค่ะ
อ้อ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการเชียร์หุ้นนี้หรือเปล่า เพราะมีชื่อหุ้นอยู่ด้วย ไม่รู้เหมือนกับในหนังสือหรือเปล่าเพราะยังไม่เคยอ่าน ดิฉันถนัดหาข้อมูลอ่านตามเน็ตมากกว่าค่ะ ว่างๆก็ค้นไปเรื่อยๆ โปรดใช้วิจารณญานด้วยนะคะ
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=64
เทคนิคการลงทุน ว่าด้วยหุ้นกับหมากล้อม
วัน พฤหัสบดี 27 พ.ค. 04 @ 05:37
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทความนี้คัดลอกจาก http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I2774722/I2774722.html
เห็นว่าเป็นอีกหนึ่งแนวคิดในการนำหมากล้อมไปประยุกต์ใช้ แต่ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านครับ ซึ่งเรื่องของแนวคิดเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้มีความเข้าใจลึกซึ้งเพียงใด .... นำมาให้อ่านกันครับ
เรื่อง"เทคนิคการลงทุน" บอกก่อนนะคะว่ามีชื่อหุ้นอยู่ด้วย อย่าเชื่อมาก
ผู้เขียนเรื่องนี้คือคุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์
ผู้เขียนหนังสือ "กลยุทธ์ หุ้นห่านทองคำ"
พิจารณาก่อนว่าเหมาะสมหรือไม่ประการใดก่อนนำไปใช้นะคะ
ซื้อกลับเมื่ออ่อนตัว
ในการลงทุนซื้อ-ขายหุ้น ผมจะบันทึกทั้งจำนวนและราคาไว้อย่างชัดเจน มันช่วยให้ผมสามารถกำหนดกลยุทธ์ของก้าวต่อไปได้ง่ายขึ้น การมีบันทึกที่ชัดเจนช่วยให้ผมสามารถลดต้นทุนของหุ้นได้โดยการซื้อหุ้นที่ได้ขายไปกลับในราคาที่ต่ำลง
นอกจากนี้ผมได้ดัดแปลงเทคนิคการลงทุนจากกลยุทธ์การเล่นหมากล้อม (โกะ)ซึ่งพูดถึงหลักที่น่าสนใจอย่างน้อย 2 ข้อคือ
1. การชนะด้วยการไม่พยายามจะเอาชนะ
2. หมากที่จะชนะได้ต้องมีโครงสร้างของหมากที่ดี
สำหรับหลักข้อแรกนั้น ผมนำมาใช้กับตลาดหุ้น คือไม่พยายามจะทุ่มเงินซื้อหุ้นแบบ ต้องการเห็นผลกำไรอย่างรวดเร็วในระยะสั้นๆ เพราะอาจขาดทุนหมดตัวได้ง่ายๆเช่นเดียวกัน การคำนึงถึงหลักนี้ทำให้ผมใจเย็น มีความอดทน คำนึงถึงผลได้ที่ยั่งยืนในระยะยาว
ส่วนหลักข้อสองนั้น ทำให้ผมต้องคัดเลือกหุ้นที่มีโครงสร้างที่ดี หุ้นที่มีโครงสร้างที่ดีหมายถึงต้องเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ราคาต้องไม่สูงจนเว่อร์ ถ้าให้ดีต้องสามารถให้ dividend yield ใกล้ๆ 10%
ผมเห็นว่าหุ้นตัวใดที่มี dividend yield ต่ำกว่า 5% เป็นหุ้นที่มีราคาแพงเกินไป ผมมักจะเลี่ยงเพราะกลัวตกอยู่ในสภาพยิ่งสูงยิ่งหนาว
นอกจากผมจะพิจารณาเห็นว่าหุ้นตัวนั้นจะมีอัตราการเติบโตของการทำกำไรอยู่ในเกณฑ์สูงคือเกิน 20% ต่อปีผมก็อาจจะซื้อไว้บ้างแม้ว่า dividend yield ของปีปัจจุบันจะอยู่ต่ำกว่า 5% เพราะอนาคต เมื่อมีกำไรสูงขึ้น DPS ก็ย่อมจะสูงขึ้นตาม ทำให้ dividend yield มีโอกาสปรับตัวสูงกว่า 5%
การเลือกลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดีและในราคาที่เหมาะสมคือหลักการสำคัญที่ผมเชื่อว่าจะช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไร อย่างเช่น ตัวอย่างหุ้นธุรกิจยางที่ผมเคยเรียนว่ามีโอกาสถือสูงถึง 5,000 หุ้น แบบฟรี ๆ เพราะผมได้เข้าไปซื้อในจังหวะที่เหมาะสมกว่า 40,000 หุ้นและเมื่อเวลาหุ้นวิ่งขึ้นก็ทยอยขายออกไป 35,000 หุ้นเพื่อนำกำไรมาลดต้นทุนหุ้นที่เหลืออยู่จนต่ำกว่าศูนย์
ที่สำคัญคือหุ้นที่ผมเลือกแล้ว เวลาขายผมจะไม่ขายหมด จะต้องเหลืออยู่ส่วนหนึ่งเสมอแต่เป็นการเหลืออยู่ในลักษณะที่ปลอดภัยเพราะมักจะอยู่ต่ำกว่าราคาตลาดค่อนข้างมากทีเดียว ขณะเดียวกันผมก็จะเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบห่างๆเพื่อว่าถ้ามีการปรับตัวลดต่ำลง อาจจะเป็นโอกาสให้ผมได้ซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาเข้าพอร์ต
กลับมาที่หุ้นยางอีกครั้งนะครับ หลังจากที่ราคาหุ้นวิ่งสูงขึ้นเพราะข่าวดีเรื่องการรวมตัวของสามประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่ไปสักระยะหนึ่งก็มีข่าวด้านลบปรากฎออกมา
นั่นคือมีกระแสข่าวว่าประเทศหนึ่งในสามมีการระบายสต็อคยางออกตลาดกว่า 100,000 ตัน เป็นผลกดดันให้ราคายางอ่อนตัวลงอย่างรุนแรง
ข้อมูลนี้คือหมีตัวใหญ่ที่ตะปบเข้ามาที่หุ้นยางที่ผมกล่าวถึง ราคาจึงไหลลงมาอยู่แถวๆ 15.50 – 15.60 บาท
ผมกลับไปดูบันทึกของผม ก็พบว่ามีรายการที่ผมขายออกไปตั้งแต่ 18.00 – 21.00 บาท จึงเห็นเป็นโอกาสอันดีที่จะซื้อกลับเพราะการอ่อนตัวของราคา ปรากฎว่าผมซื้อกลับมาได้ 12,000 หุ้น@ 15.60 บาท แม้ราคาจะอ่อนลงต่อไปถึง 14.00 บาท ผมก็ยังไม่รู้สึกเดือดร้อนเพราะเมื่อคิดถั่วเฉลี่ยกับหุ้นในมือที่ผมมีอยู่แล้วอีก 5,000 หุ้น ต้นทุนถั่วเฉลี่ยสุทธิก็ตกหุ้นละเพียง 11.00 บาทเท่านั้น ต่อมาราคาหุ้นก็ค่อยๆ ขยับสูงซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะราคายางเริ่มขยับขึ้นมาใหม่จากการรวมตัวของประเทศผู้ผลิตยางหรือเปล่า เพราะผมเช็คดูผลประกอบการของบริษัทในไตรมาส 2 และ 3 ก็ยังไม่ดี ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาทและเป็นการลดความเสี่ยงผมก็วางหมาก take profit ออกไปก่อนดังนี้
ขาย (หุ้น) ราคา (บาท)
2,000 17.00
2,000 17.50
2,000 18.00
2,000 18.50
การขายออกแบบนี้ ผมได้ความคิดมาจากโกะเหมือนกันเพราะมีเทคนิคการไล่ล่าจับหมากคู่ต่อสู้กิน เรียกว่าเทคนิคขั้นบันได ผมจึงทยอยออกทีละ 2,000 หุ้นในราคาที่สูงขึ้น การวางหมากการขายแบบนี้เปิดโอกาสให้ผมมีโอกาสจะซื้อคืนเมื่ออ่อนตัวได้ถึง 8,000 หุ้น
หลังจากการขายหุ้น 8,000 หุ้นดังกล่าวข้างต้นไปแล้ว ผมยังเหลือหุ้นทั้งหมดอีก 9,000 หุ้น ในราคาต้นทุนถัวเฉลี่ยสุทธิที่ 5.21 บาทต่อหุ้น
และแล้วโดยที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนทางบริษัทก็ประกาศจ่ายเงินปันผลปี 2545 ถึงหุ้นละ 1.50 บาทอีกครั้งหนึ่งซึ่งเท่ากับที่จ่ายในปี 2544 เหตุผลเพราะผลของไตรมาส 4 /45 ออกมาดีมาก! Dividend Yield ที่ผมได้รับจึงออกมาเท่ากับเกือบ 30%!
นี่คือผลตอบแทนที่ผมได้รับในฐานะนักลงทุนรายย่อย ผมมองว่าตลาดหุ้นมีความเสี่ยง แต่ถ้าเรามีวิธีจัดการกับความเสี่ยงได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คุ้มเกินคุ้ม ทางเดียวที่จะลดความเสี่ยงได้
จำเป็นที่จะต้องมีความรู้พอที่จะพึ่งพิงตนเองได้ในการเลือกหุ้นและในการบริหารพอร์ต
กลยุทธ์การซื้อหุ้นที่ขายไปกลับมาในราคาที่อ่อนตัวลงก็คือไม้เด็ดท่าหนึ่งที่จะทำให้ dividend yield ในพอร์ตเติบโตได้รวดเร็วขึ้น การไม่โลภจนเกินไป ด้วยการทยอยขายหุ้นบางส่วนออกไปก่อนเมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างไม่ค่อยมีเหตุผล คือปัจจัยสำคัญที่เอื้ออำนวยให้นักลงทุนมีโอกาสซื้อกลับเมื่ออ่อนตัวได้เพราะบ่อยครั้งทีเดียว ที่ตลาดมักจะ over react กับข่าวด้านลบจนเกินไป มีการเทขายจนราคาหุ้นตกต่ำลงกลายเป็น bargained price ไม่ต้องไปแย่งซื้อก็สามารถได้ของดีราคาถูกๆ
ดังนั้นจึงควรมีการติดตามดูตลาดบ้าง ไม่ใช่ขายแล้วปล่อยเลยตามเลย เสียดายโอกาสดีๆครับ
................................................................
คำนำผู้เขียน: เป็นการรวมบทความที่ได้ลงในนิตยสาร Money & Wealth รายเดือนส่วนหนึ่งและได้เขียนเพิ่มเติมจนครบทั้ง 5 ภาค คือ ก่อนเข้าถ้ำเสือ ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ เครื่องมือสำคัญ พลังแห่งมด และ ความสุขในสวน
รายละเอียดหนังสือ:หนังสือ “วิถีแห่งเซียน...หุ้นห่านทองคำ” เขียนโดย เทพ รุ่งธนาภิรมย์ ผู้เขียนหนังสือกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ ซึ่งติดอันดับหนังสือขายดีของร้าน ซีเอ็ด บุ๊คเซ็นเตอร์ เนื้อหาของหนังสือประกอบด้วยแนวคิด กลยุทธ์ และเทคนิคการ วิเคราะห์การลงทุน ในหลักทรัพย์ในเชิงลึก หนังสือเล่มนี้จะช่วยเสริมให้ผู้ที่เคยอ่านหนังสือกลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ มีความรู้ความเข้าใจ ในหลักการลงทุนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็มีเนื้อหาที่เป็นอิสระจากกัน ไม่จำเป็นที่ผู้อ่านจะต้องอ่านหนังสือ กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำมาก่อน จึงจะอ่านเข้าใจ
หาซื้อหนังสือได้ที่ Book Shop ชั้น 1 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ศูนย์หนังสือจุฬาฯธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์ และ Asia Books
คัดลอกมาจาก
http://www.settrade.com/brokerpage/IPO/Research/upload/1082447742310/index_expert_thep3.html
เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ยังใหม่และขาดประสบการณ์ ทั้งหนังสือมีมากมายตามอ่านไม่ไหว ถ้าเรื่องนี้พอเป็นประโยชน์กับท่านได้บ้างจะดีใจมากค่ะ
อ้อ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นการเชียร์หุ้นนี้หรือเปล่า เพราะมีชื่อหุ้นอยู่ด้วย ไม่รู้เหมือนกับในหนังสือหรือเปล่าเพราะยังไม่เคยอ่าน ดิฉันถนัดหาข้อมูลอ่านตามเน็ตมากกว่าค่ะ ว่างๆก็ค้นไปเรื่อยๆ โปรดใช้วิจารณญานด้วยนะคะ
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=64
บทความหมากล้อมจากหนังสือ CEO โลกตะวันออก (บทที่ 4)
บทความหมากล้อมจากหนังสือ CEO โลกตะวันออก (บทที่ 4)
วัน พุธ 04 มิ.ย. 03 @ 07:48
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทที่4 หมากล้อม : ศาสตร์แห่งกลยุทธ์
CEO ทุกคนย่อมต้องการความสำเร็จ
แต่ความสำเร็จจะเป็นของผู้มีกลยุทธ์เท่านั้น
และการเรียนรู้ศาสตร์แห่งกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
ก็คือการเรียนรู้จาก “หมากล้อม”
คนจำนวนมากพยายามแสวงหากลยุทธ์ที่เหมือนบะหมี่สำเร็จรูป ที่ฉีกซองแล้วนำไปลวกน้ำร้อนทานได้ทันที จึงขวนขวายหา “Case Study” หรือ “กรณีศึกษา” ในอดีตเพื่อจะนำ มาก๊อบปี้ โดยหลงลืมไปว่าเราก้าวเข้าสู่โลกของยุคดิจิตอล ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การจะนำเอากรณีศึกษาที่เคยเกิดขึ้นภายใต้สภาวการณ์อย่างหนึ่งในอดีต มาใช้ปัจจุบันซึ่งอยู่ในภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขที่แตกต่างกันจึงอันตราย อย่างยิ่ง อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวทางธุรกิจก็ได้ ถ้าไม่ระมัดระวังเพียงพอ ผมจึงอยากเสนอให้เรียนรู้กลยุทธ์จาก “หมากล้อม” ซึ่งเป็น “กลยุทธ์บริสุทธิ์” ที่สอนให้เรารู้จักปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็น “กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น” ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งถ้าเราเรียนรู้จนซึมลึกเข้าสู่กระแสเลือด เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่มีวันเข้าตาจน
ผมทุ่มเทเวลากว่า 20 ปีในชีวิต ครุ่นคิดและดื่มด่ำอยู่กับหมากเม็ดดำเม็ดขาว เรียนรู้เรื่องราวของการสู้รบ จนค้นพบเคล็ดลับสำคัญที่ว่า “ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ!” ปรัชญาที่แปลกประหลาดจากความรู้สึกของคนทั่วไป คือความยิ่งใหญ่ของหมากกระดานชนิดนี้
หมากล้อมมีที่มาจากไหน เข้าในว่าพัฒนามาจาก “โต๊ะทราย” ในสมัยโบราณ ถ้าท่านนึกถึงภาพยนตร์ฝรั่งที่มีนายทหารนั่งล้อมรอบโต๊ะตัวใหญ่ บนโต๊ะมีตัวตุ๊กตาที่เป็นทหาร เครื่องบิน เรือรบ อะไรทำนองนี้ นี่แหละครับคือ “โต๊ะทราย” ซึ่งมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Situation Map Table” หมายถึงโต๊ะแสดงแผนที่เหตุการณ์ในการรบ ซึ่งคงจะปูด้วยทราย จึงเรียกกันว่า “โต๊ะทราย”
กระดานหมากล้อมซึ่งประกอบไปด้วย เส้นตรง 19 เส้นตัดกับเส้นขวาง 19 เส้น ก็เป็นเช่นเดียวกับโต๊ะทรายที่ใช้ในการศึก โดยเม็ดหมากหนึ่งเม็ด หมายถึง หนึ่งกองร้อย เนื่องจากหมากล้อมหนึ่งกระดาน มีจุดตัดถึง 361 จุด เท่ากับกระดานหมากรุกทั่วไป ห้ากระดาน มาเรียนต่อเข้าด้วยกันแล้ว ถอดขอบออก การปะทะกันของกองกำลัง จึงเกิดขึ้นได้อย่างกระจัดกระจาย เกิดแนวรบมากมาย กองทัพหนึ่งอาจต้องรบบน รบล่าง รบซ้าย รบขวา ซึ่งใกล้เคียงกับการเกิด “สงคราม” (War) ในโลกของความเป็นจริง ที่แต่ละสงครามจะประกอบด้วยหลาย “สนามรบ” (Battles) ถ้าเราลำดับเหตุการณ์ย้อนหลังไปยังยุคต้นรัตนโกสินทร์ ไทยทำศึกกับพม่าใน “สงครามเก้าทัพ” นั่นหมายความว่าพม่ายกกองทัพถึงเก้ากองบุกโจมตีไทย จากทุกทิศทุกทาง ผู้บัญชาการรบจึงต้องมองภาพรวมทั้งหมด แล้วจึงตัดสินใจวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม เนื่องจากความไม่พร้อมด้านกำลังพล เสบียง และอาวุธ จึงอาจต้องยอมแพ้ในบางสมรภูมิ เพื่อจะได้ชัยชนะในสงคราม…มิใช่ชนะสนามรบ แต่แพ้สมคราม นี่คืนการบริหาร เพราะการบริหารคือการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ “จอมทัพ” แตกต่างจาก “แม่ทัพ” ธรรมดาทั่วไป ในขณะที่แม่ทัพจะดูแลสนามรบหรือสมรภูมิใดก็ตาม ก็มุ่งมั่นที่จะหาทางเอาชนะศึกสมรภูมินั้น แต่คนเป็น “จอมทัพ” ต้องอ่านทะลุจุดแข็งจุดอ่อนของทั้งสองฝ่ายด้วยใจ เป็นกลาง เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา รู้รุก รู้ถอย ต้องไม่ใช่คนที่หลับหูหลับตาเชื่อว่าแม่ทัพนายกองของเรา จะเก่งกว่าฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด จนตัดสินใจผิดพลาดเพราะความประมาทลำพอง
เมื่อ “จอมทัพ” มองเห็นภาพรวมองทั้งสงคราม จึงต้องวางกลยุทธ์ของแต่ละสนามรบ ให้สอดคล้องส่งเสริมกัน จนนำไปสู่ชัยชนะในสงคราม จอมทัพจะไม่ยอมให้แม่ทัพ ใช้กลยุทธ์ในสนามรบของตัวเองตามอำเภอใจ ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อสนามรบของตัวเอง แต่สร้างปัญหาให้แก่สนามรบข้างเคียง เพราะการทำสงครามต้องทำเป็น “ทีมเวิร์ก” ไม่ใช่การ “โชว์อ๊อฟ” ของ “ฮีโร่” คนใดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกันแม่ทัพก็ต้องเรียนรู้ที่จะมองภาพรวมก่อนจะวางกลยุทธ์ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขเวลาที่จำกัด, ปัจจัยภายในภายนอก และสิ่งแวดล้อม ที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ทั้งนี้ยังต้องอยู่ในแนวทางของนโยบายที่จอมทัพวางไว้ด้วย
มีตัวอย่างคลาสสิกในยุคโบราณของจีน เกี่ยวกับกลยุทธ์การรับมือฝ่ายตรงข้าม เรื่องมีอยู่ว่า… มีการแข่งขันกัน 3 คู่ ฝ่ายที่ได้ชัยชนะมากที่สุดจะได้ครองดินแดนของอีก แคว้นหนึ่ง สมมติสองแคว้นนี้คือ แคว้น ก.ไก่ กับ แคว้น ข.ไข่ แคว้น ก.ไก่ สืบทราบมาว่า แคว้น ข.ไข่ จะจัดส่งม้าฝีเท้าระดับเกรด A , B และ C ลงแข่งตามลำดับ ในรอบแรก… แคว้น ก.ไก่ จึงจัดส่งม้าฝีเท้าระดับ C ของตนลงแข่งกับม้าฝีเท้าระดับ A ของ แคว้น ข.ไข่ ผลออกมา แคว้น ก.ไก่ แพ้ ไปหนึ่งรอบ รอบสอง… แคว้น ก.ไก่ ส่งม้าฝีเท้าระดับ A ลงประกบกับม้าระดับ B ของฝ่าย ตรงข้าม ปรากฏว่ารอบนี้แคว้น ก.ไก่ เป็นฝ่ายชนะ รอบสาม… แคว้น ก.ไก่ ส่งม้าฝีเท้าระดับ B ลงประกบกับม้าระดับ C ของแคว้น ข.ไข่ แคว้น ก.ไก่ จึงชนะไปตามคาด โดยสรุปแล้ว แคว้น ก.ไก่ ชนะ สองในสาม ถือเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ได้ครอบครองดินแดนของฝ่ายตรงข้ามตามข้อตกลง นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แพ้ก่อนไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ไปตลอด ยอมสูญเสียในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องสูญเสีย แล้วสงวนกำลังไว้ใช้ในยามที่เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า
มีคำพูดประโยกหนึ่ง กล่าวไว้ดีมากว่า “ถ้าคุณแพ้ไม่ได้ คุณก็จะชนะไม่เป็น!” ฝากไว้ให้คิดต่อนะครับ กลับมาที่เรื่องกลยุทธ์องเราอีกครั้ง ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ อีกสังเรื่อง สมมติในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ มีข้อสอบอยู่ 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนนเท่ากัน มีเวลาจำกัดที่ 1 ชั่วโมงเต็ม นักเรียนที่มีกลยุทธ์ จะเลือกทำข้อที่ง่ายและพอทำได้ก่อน เวลาที่เหลือจึงทำข้อที่ยาก ซึ่งไม่ว่าจะทำไม่ทันหรือทำไม่ได้ ก็มีคะแนนข้อที่ง่ายทำไว้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะทำได้เพียง 2 ข้อ ก็ยังสอบผ่าน 50%
ในกรณีเดียวกัน ถ้านักเรียนที่ไม่มีกลยุทธ์ อยากเอาชนะข้อที่ยากก่อน ปรากฏว่าเขาทำสำเร็จ แต่ทำเสร็จข้อเดียวก็หมดเวลาแล้ว ถึงจะแสดงว่าสมองปราดเปรื่องมาก แต่ก็สอบตก เพราะได้คะแนนเพียง 25% เท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่กระตุ้นเตือนให้เรา ใช้ชีวิตอย่างมีกลยุทธ์ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยสับสนระหว่างคำว่า กลยุทธ์ (Strategy) กับ นโยบาย (Policy) กลยุทธ์คือการมีเป้าชัดเจนที่จะบรรลุและวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่เป้า หมายนั้น วิธีการต่าง ๆ หรือเรียกว่า “Tactics” จะถูกร้อยเรียงใช้ร่วมไปในทิศทาง ของเป้า เหมือนดอกไม้หลาย ๆ ดอก ถูกร้อยเรียงเป็นพวงมาลัย ส่วนนโยบายจะไม่กำหนดเป้าหมาย แต่จะเป็นแนวทางว่าควรหรือไม่ ควรอย่างไร เช่น บริษัท SUMITOMO ยักษ์ใหญ่ 1 ใน 5 ของญี่ปุ่น มีนโยบายจะไม่ทำธุรกิจเก็งกำไร ถ้าไม่มีนโยบายนี้คอยกำกับไว้ สาขาของบริษัทฯ ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก อาจจะมีหลายแห่งคิดซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว ที่ดินราคาร่วง แถมยังขายไม่ออก บริษัทคงต้องเสียหายเข้าขั้นอาการสาหัส เช่นเดียวกับ ธนาคารแบริ่ง ของอังกฤษ ซึ่งไม่ได้วางนโยบายป้องกันการเก็งกำไรไว้ จึงถูกเด็กหนุ่มนามว่า นิค ลีสัน ทำให้ธนาคารเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ต้องล้มละลายลงในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างใกล้ตัวหน่อย เครือ ซี.พี. มีนโยบายคุณภาพสินค้าต้องเป็นเลิศ จะไม่ทำกำไรจากการผลิตของไม่ได้มาตรฐาน สมมติบริษัทหนึ่งในเครือฯ มียอดขายย่ำแย่ก็เลยคิดไม่ดี แอบลดคุณภาพสินค้าและขายในราคาถูก จนทำให้ยอดขายทะลุเป้ามีกำไรมากมาย แต่ผลสุดท้าย ทำให้สินค้าของทั้งเครือฯ ขาดความน่าเชื่อถือ นโยบายจึงต้องมีไว้เพื่อกำกับกลยุทธ์อีกชั้นหนึ่ง คนที่ไม่มีนโยบาย ไม่มีกลยุทธ์ อาจจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง เอาตัวรอดไปวัน ๆ แต่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใหญ่ของชีวิต ยกตัวอย่าง ศรีธนญชัย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง อาศัยความกะล่อน เอาชนะคนอื่น ๆ สุดท้ายมีแต่คนเกลียดชัง น่าเสียดาน ที่สังคมไทยพากันยกย่องคนฉลาดแกมโกงประเภทนี้ มักชื่นชมยินดีที่เอาเปรียบคนอื่นได้ โดยลืมไปว่า ทุกสิ่งที่ได้มามีต้นทุนทั้งนั้น และหลาย ๆ ครั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่ายนั้น แพงกว่าสิ่งที่ได้มาหลายเท่านัก มีนักธุรกิจจำนวนมากที่ได้ลาภมาจากการหักเหลี่ยมผู้อื่น โดยลืมคิดไปว่าจะนำพาทุกข์ภัยมาให้ในอนาคต บางครั้งอาจเป็นภัยใหญ่หลวงถึงแก่ชีวิต !
หมากล้อมเป็นหมากกระดานชนิดเดียวที่มีภาพย่อยในภาพรวม จึงสอนให้รู้ถึงผลกระทบของเรื่องหนึ่งไปยังเรื่องอื่น ๆ และผลระยะยาวต่อภาพรวม หมากล้อมสอนให้เราตระหนังถึงศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม ตระหนังถึงต้นทุนของชัยชนะในแต่ละเรื่อง หมากล้อมจึงสอนให้เรารู้จักกระทำการอย่างมีกลยุทธ์ ดำเนินชีวิตอย่างมีนโยบาย
จากนโยบายหมากล้อม อาจสรุปได้ว่า การคิดเอาชนะคนอื่น มีต้นทุนสูง มีผลเสียมากว่าผลดี ในระหว่างการเล่น เราต้องคุมตัวเองไม่ไปคิดเอาชนะ (แต่ไม่ยอมแพ้ แล้วเราจะเล่นยังไงล่ะ!??) แท้จริงคือการแข่งกันทนยั่วจากสถานการณ์ ทีมาชักจูงให้เกิดความโลภอยากทำลายคู่ต่อสู้ ผู้ชนะคือผู้ที่ทนยั่วที่จะเอานะได้นานกว่า เพราะอีกฝ่ายที่อยากเอาชนะจะแพ้ให้ก่อน ผู้ที่ไม่คิดเอาชนะก็จะกลายเป็นชนะไปเอง การชนะจึงมาจากที่สังคมมอบให้ ห้ามไปเอามา!!!
ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ควรไปเอาชนะใคร เพราะใคร ๆ ก็ไม่อยากแพ้ และเสียหน้า องค์กรควรใช้ทรัพยากรที่มีน้อยไปในการพัฒนาตนเอง หนีคู่แข่ง ไม่ควรใช้ทรัพยากรไปในการทำลายคู่แข่ง เพราะนอกจากจะสร้างความบาดหมาง แล้วยังมิได้ใช้ทรัพยากรไปในทางสร้างสรรค์
ชัยชนะที่แท้จริง
คือการบรรลุเป้าหมายของงาน
ไม่ใช้การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง
และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังปรัชญา
“ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ!”
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=12
บทความหมากล้อมจากหนังสือ CEO โลกตะวันออก (บทที่ 5)
วัน พุธ 04 มิ.ย. 03 @ 08:09
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทที 5 เต๋าแห่งกลยุทธ์
จากหมากล้อมสู่ปรมาณู
ทุกครั้งที่มีการบรรยายเรื่องหมากล้อม ผมมักตั้งคำถามหลอกล่อให้ผู้ฟังติดกับว่า หมากล้อมที่มีเพียงเม็ดดำกับเม็ดขาวยังยากถึงเพียงนี้ ถ้าเราเพิ่มเม็ดหมากให้มี 4 สี เช่นฝ่ายหนึ่งเล่น ขาว-เหลือง, อีกฝ่ายหนึ่งเล่น ดำ-แดง เกมจะซับซ้อนยากขึ้นไหม?
ผู้ฟังส่วนใหญ่มักตอบว่ายากขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม! ทำไมหรือครับ…ผมจะอธิบายให้ฟัง ถ้ากระดานว่างเปล่าวางอยู่ตรงหน้า เมื่อดำจะวางหมากครั้งแรกจะมีทางเลือก 361 จุด ขาววางในลำดับถัดมาจะมีทางเลือก 360 จุด กลับมาถึงคิวของดำก็ยังวางได้ทั่วกระดาน 359 จุด ถ้าวางหมากใกล้ขาวก็คือการโจมตี ถ้าวางใกล้ดำก็คือการรวมกลุ่มเพิ่มกำลัง ความพลิกแพลงของหมากล้อมกระดานนี้ จึงเท่ากัล 361x360x359…หรือ 361!
เคยมีผู้คำนวณคร่าว ๆ ว่า มีค่า =10ยกกำลัง768 ซึ่งไม่รู้จะอ่านว่าเท่าไหร่ จึงทำให้ตลอด 3,000 กว่าปีมานี้ ยังไม่มีเกมที่ซ้ำกับเลยแม้แต่กระดาน เดียว! คราวนี้ก็เปลี่ยนมาเล่น 4 สี สมมติว่าฝ่ายเล่นขาว – เหลือง เมื่อจะวางหมากสีเหลือง จะวางใกล้เม็ดหมากสีเหลืองด้วยกันเองก็ได้ แต่จะไม่วางใกล้กลุ่มเม็ดหมากสีขาว เพราะเท่ากับวางหมากโจมตีตัวเอง กลายเป็นภาระทางใจที่ต้องคอยกังวลเพิ่มขึ้น และโอกาส (Probability = ค่าความน่าจะเป็น) ในการวางหมากในจุด ต่าง ๆ ลดลง จะเห็นได้ว่า ถ้าชนิดของตัวเล่นมีมาก จะยิ่งลดความพลิกแพลงลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเป็นการเล่นหมากรุก ซึ่งมีชนิดของตัวหมากหลากหลายประเภท แถมยังมีกติกามาจำกัดการเดินของหมากเพิ่มขึ้นไปอีก (เช่นม้ามีทางเลือกเดินได้ 8 จุดรอบตัว, เรือต้องเดินเป็นเส้นตรงเป็นต้น) ทำให้คาดเดาการเดินของกมากได้ไม่ยากนัก จนกระทั่งมีการคิด “หมากกล” เป็นสูตรสำเร็จขึ้นมาเพื่อเอาชนะฝ่ายตรง ข้าม ดังนั้น ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์นับพันปีของการเล่นหมากล้อม จึงเลือกใช้เพียง 2 สี คือขาวกับดำ และไม่มีข้อจำกัดการเดินในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ หมากรุก ทำให้หมากล้อมเป็นเกมที่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ลึกล้ำ จนคอมพิว- เตอร์คำนวณตามไม่ทัน!
พูดถึง “คอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ก็มีจุดเริ่มต้นที่เลขฐานสอง คือ ศูนย์กับหนึ่ง (0,1) เพราะให้ความพลิก แพลงได้สูงสุด อภิปรัชญาจีน ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 4,000 ปี ก็เชื่อว่าจักรวาลกำเนิด จาก ขั้วพลัง 2 ขั้ว คือ “หยิน” กับ “หยาง” ดังที่ เล่าจื้อ (อายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้า 50 ปี) เขียนไว้ใน คัมภีร์เต๋าเต็ก เก็ง บทที้ 42 ว่า
“เต๋าให้กำเนิดแก่หนึ่ง
หนึ่งให้กำเนิดสอง
สองให้กำเนิดสาม
สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง”
“หนึ่ง” ในที่นี้คือ “ไท้เก๊ก” (ภาวะสูงสุด)
“สอง” ในที่นี้คือ “หยิน” และ “หยาง”
“สาม” ในที่นี้คือ “ขั้นที่ 3” ไม่ใช่แตกตัวเป็นสาม
แต่หมายถึง “หยิน” และ “หยาง” มาทำปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ก่อให้เกิดสรรพสิ่งในจักรวาล
ด้วยฐานความรู้ของวิชาฟิสิกส์ในปัจจุบัน เราพบว่าวัตถุทุกอย่างมีองค์ประกอบมาจากร้อยกว่าธาตุ ทุก ๆ ธาตุจะมี อะตอม ในอะตอมจะมีอิเล็กตรอน, โปรตรอน, นิวตรอน ซึ่งจะมีจำนวนแตกต่าง กันไปตามแต่ละธาตุ
เล็กกว่าอิเล็กตรอน คือ ควอนตัม องค์ประกอบของควอนตัมยังมี ควาร์ก ชนิดต่าง ๆ ซึ่งก็คือ เม็ดพลังใน จักรวาล ระหว่างเม็ดพลังต่าง ๆ จะมีช่องว่างคั่นไว้ หรือภาวะที่ไม่มีพลัง “มีพลัง” เทียงได้กับ “หยาง” , “ไม่มีพลัง” เทียบได้กับ “หยิน”
ในขั้นที่ 3 เกิดปฏิกิริยาจาก “หยาง” ไปสู่ “หยิน” คือพลังงานกลายเป็นอะตอม โมเลกุล เป็นวัตถุ จาก “หยิน” ไปสู่ “หยาง” คือวัตถุสลายตัวไปเป็นพลังงาน (ระเบิดปรมาณูก็คือเครื่องพิสูจน์ทฤษฎี Fisson & Fusion ซึ่งตรงกับ อภิปรัชญาของเต๋า) กระบวนการขั้นที่ 3 นี้ ก่อให้เกิดสรรพสิ่งนานา ในเอกภพของเรา ชีวิตมนุษย์ในแต่ละวัน ก็สลับกันไปมาอยู่ 2 ขั้ว เช่น ทุขก์ – สุข, สูง – ต่ำ, มี – ไม่มี เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงระหว่าง ทุกข์ กับ สุข ก็ก่อให้เกิดละครชีวิตของทุกผู้ทุกนาม ตั้งแต่เกิดจนตาย มาตั้งแต่ โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ไปถึงกาลอนาคต
หมากล้อมที่มีตัวเล่นน้อยที่สุด คือ ดำ – ขาว ก็ก่อให้เกิดเกมที่พลิกแพลงอย่างสุดยอด เช่นเดียวกับเกมชีวิตที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในทุกขณะจิต ทุก ๆ เม็ดที่วางหมาก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระดาน เสมือนชีวิตของคนทั้งโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะอย่างสุดหยั่งคาด การฝึกหมากล้อมจึงเป็นการฝึกรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปรอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้เลย แต่เราจะอยู่กับชีวิตที่ไร้เสถียรภาพและความมั่นคงได้อย่างไร การเข้าใจหลักต่าง ๆ ของเกมหมากล้อมจะช่วยเป็นแนวทางในการดำรง ชีวิตให้แก่เรา
เล่าจื๊อ : ความว่างสร้างสรรพสิ่ง ……………………………
ข้อคิดสำคัญข้อหนึ่งซึ่งหมากล้อมสอนเราก็คือ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นบนความว่าง เช่น วางเม็ดหมากลงบนจุดที่ว่าง โลกโคจรไปได้ก็เพราะมีที่ว่าง ไม่เช่นนั้นก็คงต้องชนปะทะกับสิ่งอื่นพัง พินาศไปแล้ว สมมติมีคนผู้หนึ่ง จะต้องถูกตำรวจจับในอีก 3 วันข้างหน้าด้วยข้อหาที่ ชัดเจน เขาจะต้องพบกับสภาพอันน่าอเนจอนาถ ซึ่งเขาทนรับไม่ได้เลยชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเพราะไม่มีความว่างในใจ ถ้าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อก็เพราะเขายังมีความหวัง เนื่องจากมีความว่างมากพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เล่าจื้อมักจะพูดถึงประโยชน์ของความว่าง ในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง บทที 11 ก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ “ความว่าง” ไว้ดังนี้
“ซี่ล้อสามสิบซี่สามารถเสียบเข้าไปในดุมล้อ เพราะดุมล้อว่าง จึงเกิดคุณประโยชน์ของล้อขึ้น เมื่อปั้นดินเป็นภาชนะ เพราะภาชนะนั้นว่าง จึงใช้ประโยชน์จากภาชนะได้ เจาะประตูหน้าต่างสร้างห้องหับขึ้น อาศัยความว่างภายใน จึงใช้ประโยชน์จากห้องหับนั้นได้ ดังนั้น ‘ความมี’ จะอำนวยประโยชน์และความสะดวกได้ ก็โดยอาศัย ‘ความว่าง’ เป็นพื้นฐาน”
ติดตามก็จะเห็นความเป็นจริง ประโยชน์อยู่ที่ความว่าง จึงสามารถ “บรรจุ” สิ่งต่าง ๆ ได้ คงไม่มีใครซื้อรถเบนซ์ตัน ๆ แต่ราคาถูกมาใช้ เพราะเข้าไปนั่งไม่ได้
ผมมีมือ 2 มือ ถ้ามือขวาถือไมค์กำลังบรรยายอยู่ มือซ้ายย่อมมีประโยชน์กว่า เพราะเอื้อมไปหยิบอะไรก็ได้ แต่ถ้าจะใช้มือขวาไปหยิบจับอย่างอื่น ก็ต้องวางไมค์ก่อ มือขวาต้อง “ว่าง” ก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้อีก มนุษย์เราจึงต้องรู้จักละวาง ทำตัวให้ “ว่าง” เพื่อจะทำคุณประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด ในเกมหมากล้อม เมื่อเราเล่นมาถึงกลางกระดาน ถ้าเราเล่นหมากสีดำ เราจะพบว่ามีหมากดำกลุ่มต่าง ๆ เล็กใหญ่เป็น 10 กลุ่ม ทุกครั้งที่จะวางหมากเม็ดใหม่ เราจะมีภาระทางใจกดทับอยู่ หมากเม็ดเดียว ไม่สามารถส่งไปช่วยทุกกลุ่มได้ในคราวเดียวกัน การไปช่วยทุกกลุ่มเวียนกันไปก็ไม่สามารถช่วยทุกกลุ่มได้ดีพอ ถ้าเรายอมสละให้ห้อยลง อาจเหลือเพียง 6 กุล่ม เราจะดูแลได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ที่เดินมาถึงครึ่งทาง ได้สร้างปัญหาและภาระสะสมมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องสมาชิกในครอบครัว สถานะในสังคมรวมทั้งความกดดดันจากหน้าที่การงาน ยิ่งถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจ และแต่ละธุรกิจกำลังเสียหาย เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ย่อมไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกันหมายสิบหลายร้อยเรื่อง ดังนั้นการ “กล้าทิ้ง”,”กล้าตัดใจละวาง” จึงช่วยเพิ่ม “ความว่าง” ลดภาระ ซึ่งก็คือการเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง
สุดยอดกลยุทธ์ คือ การสงวนพลังและละวางตนเอง ……………………………….
พลังคือสิ่งที่มีจำกัด พลังจึงมีค่าต้องใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ พลังขององค์กรมาจากคน, เงินทุน, เวลา, เทคโนโลยี, ปัจจัยภายในและ ภายนอก หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม การใช้พลังจึงต้องใช้อย่างมีกลยุทธ์ การยุทธ์ในการใช้พลังก็คือ “ใช้พลังให้น้อยที่สุดโดยให้ได้ผลมากที่สุด” ดังคำกล่าวในภาษิตจีนที่ว่า “ใส่พลังครึ่งหนึ่ง ได้ผลเกินคาดเป็น 2 เท่า” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ แผนการนั้นต้องสอดคล้องกับสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนน้อยที่สุดหรือไม่คำนึงถึงเลย ตรงข้ามแผนการที่หวังจะเอาประโยชน์ใส่ตัว ต้องคอยกลบเกลื่อน หลบซ่อน จะใช้พลังงานมากเกินกว่าที่ควร กลายเป็นใช้พลัง 2 เท่า แต่ได้ผลเพียงครึ่งเดียว ทั้งเล่าจื้อและหมากล้อมต่างสอนไม่ให้ฝืนธรรมชาติ ซึ่งก็คือการฝืนกับส่วนรวมแล้วเอาประโยชน์เข้าตัว นอกจากเล่าจื้อก็ยังมีขงจื้อจอมปราชญ์ทางด้านวัฒนธรรมของจีน ต่างก็เน้นให้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้ผลงานสำเร็จแล้วก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ และสูงสุดก็คือการ Fade Out สลายตัวจากไปจนไร้ร่องรอย
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับการตัดถนน เราย่อมต้องการให้ถนน “สั้น” ที่สุด ที่จะถึงจุดหมาย ก็จะเปลืองวัสดุ, แรงงาน และทรัพยากรอื่น ๆ น้อยที่สุด แต่ถ้าต้องตัดถนนเลี่ยงหรือเข้าหาพื้นที่ของพรรคพวกเราเองเพื่อผล ประโยชน์และให้ได้ราคา ถนนนั้นย่อมต้องยืดยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น ดังคำกล่าวที่ว่า “คนคด ถนนก็คด!!” ในบรรดาแผนการทั้งหมดอาจมีโอกาสพิเศษ ที่แผนการนั้นจะประสบความสำเร็จอย่างสุดยอด ก็คือผู้วางแผนยอมสละชีวิตเข้าแลก เช่นในภาพยนตร์เรื่อง ARMAGEDDON ตัวเอกต้องวางแผนเพื่อต่อสู้กับอุกกาบาตที่กำลังจะชนโลก คนวางแผนรู้ว่ามีหนทางเดียว หลังจากช่วยให้คนอื่นปลอดภัยแล้ว จะต้องเหลือตนเองเป็นคนสุดท้ายเพื่อกดระเบิดปรมาณูที่ฝังบนอุกกาบาต ให้แตกกระจุย เพราะตนเองเป็นผู้เดียวที่มีความสามารถทนสภาวะเลวร้ายไปถึงวินาที สุดท้าย ที่จะทำลายอุกกาบาตและต้องทำลายชีวิตตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมที่สุด มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ และเสียสละ ยอมสังเวยชีวิตตนเองเพื่อให้แผนบรรลุผล โชคดีที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินพุ่งชนอาคาร WORLD TRADE ในนครรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐบาลสหรัฐฯ หรือใครก็ตามไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จะมีคนกล้าตายขับเครื่องบินของอเมริกาชนตึกยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ อเมริกา โดยผู้จี้เครื่องบินต้องยอมตามไปด้วย แผนนี้ประสบความสำเร็จเพราะผู้ดำเนินตามแผนไม่ห่วงแม้แต่ชีวิตของตน ถ้าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ก่อนเกิดเหตุ ผมอาจถูก C.A.I. เพ่งเล็งว่าเป็นพวกเดียวกับ บิน ลาเดน!
เราคงต้องแยกแยะประเด็นให้เห็นชัดเจน ระหว่างการพลีชีพเพื่อชาวโลกในหนัง AEMAGEDDON ซึ่งเป็นเรื่อง น่าชมเชย กับการก่อวินาศกรรมทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่สมควรได้รับการประณาม เพราะไม่มีใครมีสิทธิ์จะนำชีวิตผู้อื่นมาเซ่นสังเวยตามความเชื่อของตน
ทำสงครามด้วยความรัก ………………………….
คำสอนของเต๋า เน้นให้ประหยัดพลัง การไม่ยึดติดในทางตัณหา อยากมี อยากเป็น ทำให้ไม่หลงในวัตถุจึงไม่จำเป็นต้องเปลืองพนังแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มา บำเรอความสุข แนวคิดของเต๋า ดูเหมือนตรงกันข้ามกับค่านิยมของสังคมโลก แต่เป็นสัจธรรมที่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง จะเป็นผู้นำยิ่งต้องถอยมาอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ยืนกร่างอยู่ข้างหน้า เพราะจะได้ความร่วมมือร่วมใจจากผู้อื่น แม้แต่ “การรบ” ก็ต้องใช้ “ความรัก” เป็นหลักยึด ลองนึกภาพของทหารที่ออกรบอย่างถวายชีวิต เพราะความรักในบ้านเกิดเมืองนอนของตน หรือแม่ที่มีพลังจะปกป้องลูกจากผู้ที่มารังแก
ในคัมภร์พิชัยสงคราม 13 บทของซุนวู ก็มีคำสอนในทำนองเดียวกัน เนื่องจากซุนวูกัยเล่าจื้อ อยู่ในยุดเดียวกันคือยุคสงครามระหว่างรัฐ แผ่นดินเดือนร้อนทุกหย่อมหญ้า เพราะการช่วงชิงอำนาจของเจ้านครรัฐ ต่าง ๆ ซุนวู จึงมิได้แต่งคัมภีร์พิชัยยุทธ์เพื่อให้เจ้านครรัฐผู้กระหายเลือด รบชนะทุกสมรภูมิรบ และทวีความกระหายเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซุนวูกล่าวไว้พิชัยสงครามบทที่ 13 ซึ่งอาจถือเป็นบทสรุปแนวคิดของซุนวู ดังนี้
“ในการระดมทัดนับแสน ออกทำศึกพันลี ราษฎรต้องเดือนร้อนรับภาระ เนื่องจากราชสำนักมีค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ทั่วประเทศป่วนปั่นสิ้นสันติสุข พสกนิกรอ่อนล้าจากการส่งส่วยเสบียง และถูกเกณฑ์ไพร่พลทุกหนทุกแห่ง ไม่อาจประกอบสัมมาชีพถึงเจ็ดสิบหมืนครอบครัว”
สงครามเป็นสิ่งไม่ดีควรหลีกเลี่ยง เพราะการเตรียมทัพต้องสร้างความลำบากแกราษฎร ต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งวัตถุและคน และการรบยังหมายถึงการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน เสี่ยงต่อการพ่ายแพ้ ซึ่งนำความหายนะมาสู่ประเทศ หลังสงครามก็จะเกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาด การศึกจึงเป็นเรื่องอัปมงคลอย่างยิ่ง
ซุนวูสนับสนุนให้ “ชนะโดยไม่ต้องรบ” ดังที่กล่าวไว้ในพิชัยสงคราม บทที่ 3 ว่า “ในยุทธวิธีทั้งปวง สามารถสยบข้าศึก (โดยไม่เสียเลือดเนื้อ) ถือว่าเป็น เลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่าย ถือเป็นรอง”
“ดังนั้น รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง จึงมิจัดว่าเยี่ยมยอด ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง”
“สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยใช้การทูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายการกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นต่ำสุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก”
นอกจากนี้ ซุนวูยังให้ความสำคัญกับการใช้ “จารชน” หรือ “สายลับ” เพื่อหาเหตุที่จะก่อให้เกิดสงครามจะได้ระงับเหตุดังกล่าวตั้งแต่ต้น ซุนวูบันทึกไว้อย่างชัดเจนในบทที่ 13 ว่า
“หากตระหนี่ในยศศักดิ์และทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ไม่ล่วงรู้สภาพการณ์ของฝ่ายตรงข้าม (จนต้องพ่ายแพ้แก่ข้าศึก) ถือว่าไร้เมตตาธรรมอย่างยิ่ง (ต่อประชาชนของตน) เมื่อถึงภาวะสุดวิสัยจะต้องทำสงคราม ก็ต้องเผด็จศึกโดยเร็วที่สุด
จอมทัพจะใช้ไม่ได้ ถ้าไม่คำนึงถึงความสูญเสียมหาศาลจากการทำศึกที่ ยืดเยื้อยาวนาน เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตามและเสียหายจากการรบ ฝ่ายที่เสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือ ปรัชญาแห่งการทำศึกของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่ความหายนะ ประเทศที่พูดถึงนี้ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น!
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากสงครามไปมากมายแล้ว แต่ยังทำศึกยืดเยื้อไม่ยอมหยุด หวังจะทำลายจีนทั้งประเทศแล้วยึดครอง ผลักดันให้ผู้แพ้ต้องสู้อย่างยอมตาย สุดท้าย ผู้แพ้ก็คือ ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นขาดเมตตาธรรมตามหลักของซุนวู แม้ว่าแม่ทัพนายกองของญี่ปุ่นจะอ่านคัมภีร์พิชัยสงครามซุนวู แต่อาจจะอ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง จึงเรียนรู้แต่เปลือกนอกที่ว่าด้วยเทคนิคการรบ ทว่าไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ จึงมุ่งมั่นแต่เพียง “รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” โดยหลงลืมไปว่า “ชนะโดยไม่ต้องรบ คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”!
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=13
วัน พุธ 04 มิ.ย. 03 @ 07:48
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทที่4 หมากล้อม : ศาสตร์แห่งกลยุทธ์
CEO ทุกคนย่อมต้องการความสำเร็จ
แต่ความสำเร็จจะเป็นของผู้มีกลยุทธ์เท่านั้น
และการเรียนรู้ศาสตร์แห่งกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
ก็คือการเรียนรู้จาก “หมากล้อม”
คนจำนวนมากพยายามแสวงหากลยุทธ์ที่เหมือนบะหมี่สำเร็จรูป ที่ฉีกซองแล้วนำไปลวกน้ำร้อนทานได้ทันที จึงขวนขวายหา “Case Study” หรือ “กรณีศึกษา” ในอดีตเพื่อจะนำ มาก๊อบปี้ โดยหลงลืมไปว่าเราก้าวเข้าสู่โลกของยุคดิจิตอล ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การจะนำเอากรณีศึกษาที่เคยเกิดขึ้นภายใต้สภาวการณ์อย่างหนึ่งในอดีต มาใช้ปัจจุบันซึ่งอยู่ในภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขที่แตกต่างกันจึงอันตราย อย่างยิ่ง อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวทางธุรกิจก็ได้ ถ้าไม่ระมัดระวังเพียงพอ ผมจึงอยากเสนอให้เรียนรู้กลยุทธ์จาก “หมากล้อม” ซึ่งเป็น “กลยุทธ์บริสุทธิ์” ที่สอนให้เรารู้จักปรับตัวตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เป็น “กลยุทธ์ที่ยืดหยุ่น” ตามสภาพความเป็นจริง ซึ่งถ้าเราเรียนรู้จนซึมลึกเข้าสู่กระแสเลือด เราสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่มีวันเข้าตาจน
ผมทุ่มเทเวลากว่า 20 ปีในชีวิต ครุ่นคิดและดื่มด่ำอยู่กับหมากเม็ดดำเม็ดขาว เรียนรู้เรื่องราวของการสู้รบ จนค้นพบเคล็ดลับสำคัญที่ว่า “ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ!” ปรัชญาที่แปลกประหลาดจากความรู้สึกของคนทั่วไป คือความยิ่งใหญ่ของหมากกระดานชนิดนี้
หมากล้อมมีที่มาจากไหน เข้าในว่าพัฒนามาจาก “โต๊ะทราย” ในสมัยโบราณ ถ้าท่านนึกถึงภาพยนตร์ฝรั่งที่มีนายทหารนั่งล้อมรอบโต๊ะตัวใหญ่ บนโต๊ะมีตัวตุ๊กตาที่เป็นทหาร เครื่องบิน เรือรบ อะไรทำนองนี้ นี่แหละครับคือ “โต๊ะทราย” ซึ่งมาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า “Situation Map Table” หมายถึงโต๊ะแสดงแผนที่เหตุการณ์ในการรบ ซึ่งคงจะปูด้วยทราย จึงเรียกกันว่า “โต๊ะทราย”
กระดานหมากล้อมซึ่งประกอบไปด้วย เส้นตรง 19 เส้นตัดกับเส้นขวาง 19 เส้น ก็เป็นเช่นเดียวกับโต๊ะทรายที่ใช้ในการศึก โดยเม็ดหมากหนึ่งเม็ด หมายถึง หนึ่งกองร้อย เนื่องจากหมากล้อมหนึ่งกระดาน มีจุดตัดถึง 361 จุด เท่ากับกระดานหมากรุกทั่วไป ห้ากระดาน มาเรียนต่อเข้าด้วยกันแล้ว ถอดขอบออก การปะทะกันของกองกำลัง จึงเกิดขึ้นได้อย่างกระจัดกระจาย เกิดแนวรบมากมาย กองทัพหนึ่งอาจต้องรบบน รบล่าง รบซ้าย รบขวา ซึ่งใกล้เคียงกับการเกิด “สงคราม” (War) ในโลกของความเป็นจริง ที่แต่ละสงครามจะประกอบด้วยหลาย “สนามรบ” (Battles) ถ้าเราลำดับเหตุการณ์ย้อนหลังไปยังยุคต้นรัตนโกสินทร์ ไทยทำศึกกับพม่าใน “สงครามเก้าทัพ” นั่นหมายความว่าพม่ายกกองทัพถึงเก้ากองบุกโจมตีไทย จากทุกทิศทุกทาง ผู้บัญชาการรบจึงต้องมองภาพรวมทั้งหมด แล้วจึงตัดสินใจวางแผนรับมืออย่างเหมาะสม เนื่องจากความไม่พร้อมด้านกำลังพล เสบียง และอาวุธ จึงอาจต้องยอมแพ้ในบางสมรภูมิ เพื่อจะได้ชัยชนะในสงคราม…มิใช่ชนะสนามรบ แต่แพ้สมคราม นี่คืนการบริหาร เพราะการบริหารคือการใช้ทรัพยากรที่จำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือสิ่งที่ทำให้ “จอมทัพ” แตกต่างจาก “แม่ทัพ” ธรรมดาทั่วไป ในขณะที่แม่ทัพจะดูแลสนามรบหรือสมรภูมิใดก็ตาม ก็มุ่งมั่นที่จะหาทางเอาชนะศึกสมรภูมินั้น แต่คนเป็น “จอมทัพ” ต้องอ่านทะลุจุดแข็งจุดอ่อนของทั้งสองฝ่ายด้วยใจ เป็นกลาง เยือกเย็น สุขุม รอบคอบ รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา รู้รุก รู้ถอย ต้องไม่ใช่คนที่หลับหูหลับตาเชื่อว่าแม่ทัพนายกองของเรา จะเก่งกว่าฝ่ายตรงข้ามทั้งหมด จนตัดสินใจผิดพลาดเพราะความประมาทลำพอง
เมื่อ “จอมทัพ” มองเห็นภาพรวมองทั้งสงคราม จึงต้องวางกลยุทธ์ของแต่ละสนามรบ ให้สอดคล้องส่งเสริมกัน จนนำไปสู่ชัยชนะในสงคราม จอมทัพจะไม่ยอมให้แม่ทัพ ใช้กลยุทธ์ในสนามรบของตัวเองตามอำเภอใจ ซึ่งอาจจะส่งผลดีต่อสนามรบของตัวเอง แต่สร้างปัญหาให้แก่สนามรบข้างเคียง เพราะการทำสงครามต้องทำเป็น “ทีมเวิร์ก” ไม่ใช่การ “โชว์อ๊อฟ” ของ “ฮีโร่” คนใดคนหนึ่ง ในขณะเดียวกันแม่ทัพก็ต้องเรียนรู้ที่จะมองภาพรวมก่อนจะวางกลยุทธ์ โดยคำนึงถึงเงื่อนไขเวลาที่จำกัด, ปัจจัยภายในภายนอก และสิ่งแวดล้อม ที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา ทั้งนี้ยังต้องอยู่ในแนวทางของนโยบายที่จอมทัพวางไว้ด้วย
มีตัวอย่างคลาสสิกในยุคโบราณของจีน เกี่ยวกับกลยุทธ์การรับมือฝ่ายตรงข้าม เรื่องมีอยู่ว่า… มีการแข่งขันกัน 3 คู่ ฝ่ายที่ได้ชัยชนะมากที่สุดจะได้ครองดินแดนของอีก แคว้นหนึ่ง สมมติสองแคว้นนี้คือ แคว้น ก.ไก่ กับ แคว้น ข.ไข่ แคว้น ก.ไก่ สืบทราบมาว่า แคว้น ข.ไข่ จะจัดส่งม้าฝีเท้าระดับเกรด A , B และ C ลงแข่งตามลำดับ ในรอบแรก… แคว้น ก.ไก่ จึงจัดส่งม้าฝีเท้าระดับ C ของตนลงแข่งกับม้าฝีเท้าระดับ A ของ แคว้น ข.ไข่ ผลออกมา แคว้น ก.ไก่ แพ้ ไปหนึ่งรอบ รอบสอง… แคว้น ก.ไก่ ส่งม้าฝีเท้าระดับ A ลงประกบกับม้าระดับ B ของฝ่าย ตรงข้าม ปรากฏว่ารอบนี้แคว้น ก.ไก่ เป็นฝ่ายชนะ รอบสาม… แคว้น ก.ไก่ ส่งม้าฝีเท้าระดับ B ลงประกบกับม้าระดับ C ของแคว้น ข.ไข่ แคว้น ก.ไก่ จึงชนะไปตามคาด โดยสรุปแล้ว แคว้น ก.ไก่ ชนะ สองในสาม ถือเป็นผู้ชนะที่แท้จริง ได้ครอบครองดินแดนของฝ่ายตรงข้ามตามข้อตกลง นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า แพ้ก่อนไม่ได้หมายความว่าจะแพ้ไปตลอด ยอมสูญเสียในสถานการณ์ที่จำเป็นต้องสูญเสีย แล้วสงวนกำลังไว้ใช้ในยามที่เหมาะสมจะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่า
มีคำพูดประโยกหนึ่ง กล่าวไว้ดีมากว่า “ถ้าคุณแพ้ไม่ได้ คุณก็จะชนะไม่เป็น!” ฝากไว้ให้คิดต่อนะครับ กลับมาที่เรื่องกลยุทธ์องเราอีกครั้ง ผมขอยกตัวอย่างง่าย ๆ อีกสังเรื่อง สมมติในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ มีข้อสอบอยู่ 4 ข้อ ข้อละ 25 คะแนนเท่ากัน มีเวลาจำกัดที่ 1 ชั่วโมงเต็ม นักเรียนที่มีกลยุทธ์ จะเลือกทำข้อที่ง่ายและพอทำได้ก่อน เวลาที่เหลือจึงทำข้อที่ยาก ซึ่งไม่ว่าจะทำไม่ทันหรือทำไม่ได้ ก็มีคะแนนข้อที่ง่ายทำไว้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แม้จะทำได้เพียง 2 ข้อ ก็ยังสอบผ่าน 50%
ในกรณีเดียวกัน ถ้านักเรียนที่ไม่มีกลยุทธ์ อยากเอาชนะข้อที่ยากก่อน ปรากฏว่าเขาทำสำเร็จ แต่ทำเสร็จข้อเดียวก็หมดเวลาแล้ว ถึงจะแสดงว่าสมองปราดเปรื่องมาก แต่ก็สอบตก เพราะได้คะแนนเพียง 25% เท่านั้น นี่คือตัวอย่างที่กระตุ้นเตือนให้เรา ใช้ชีวิตอย่างมีกลยุทธ์ ยังมีคนจำนวนไม่น้อยสับสนระหว่างคำว่า กลยุทธ์ (Strategy) กับ นโยบาย (Policy) กลยุทธ์คือการมีเป้าชัดเจนที่จะบรรลุและวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่เป้า หมายนั้น วิธีการต่าง ๆ หรือเรียกว่า “Tactics” จะถูกร้อยเรียงใช้ร่วมไปในทิศทาง ของเป้า เหมือนดอกไม้หลาย ๆ ดอก ถูกร้อยเรียงเป็นพวงมาลัย ส่วนนโยบายจะไม่กำหนดเป้าหมาย แต่จะเป็นแนวทางว่าควรหรือไม่ ควรอย่างไร เช่น บริษัท SUMITOMO ยักษ์ใหญ่ 1 ใน 5 ของญี่ปุ่น มีนโยบายจะไม่ทำธุรกิจเก็งกำไร ถ้าไม่มีนโยบายนี้คอยกำกับไว้ สาขาของบริษัทฯ ซึ่งมีอยู่ทั่วโลก อาจจะมีหลายแห่งคิดซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร เมื่อเศรษฐกิจโลกทรุดตัว ที่ดินราคาร่วง แถมยังขายไม่ออก บริษัทคงต้องเสียหายเข้าขั้นอาการสาหัส เช่นเดียวกับ ธนาคารแบริ่ง ของอังกฤษ ซึ่งไม่ได้วางนโยบายป้องกันการเก็งกำไรไว้ จึงถูกเด็กหนุ่มนามว่า นิค ลีสัน ทำให้ธนาคารเก่าแก่อายุกว่า 200 ปี ต้องล้มละลายลงในชั่วพริบตา ยกตัวอย่างใกล้ตัวหน่อย เครือ ซี.พี. มีนโยบายคุณภาพสินค้าต้องเป็นเลิศ จะไม่ทำกำไรจากการผลิตของไม่ได้มาตรฐาน สมมติบริษัทหนึ่งในเครือฯ มียอดขายย่ำแย่ก็เลยคิดไม่ดี แอบลดคุณภาพสินค้าและขายในราคาถูก จนทำให้ยอดขายทะลุเป้ามีกำไรมากมาย แต่ผลสุดท้าย ทำให้สินค้าของทั้งเครือฯ ขาดความน่าเชื่อถือ นโยบายจึงต้องมีไว้เพื่อกำกับกลยุทธ์อีกชั้นหนึ่ง คนที่ไม่มีนโยบาย ไม่มีกลยุทธ์ อาจจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง เอาตัวรอดไปวัน ๆ แต่จะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายใหญ่ของชีวิต ยกตัวอย่าง ศรีธนญชัย แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง อาศัยความกะล่อน เอาชนะคนอื่น ๆ สุดท้ายมีแต่คนเกลียดชัง น่าเสียดาน ที่สังคมไทยพากันยกย่องคนฉลาดแกมโกงประเภทนี้ มักชื่นชมยินดีที่เอาเปรียบคนอื่นได้ โดยลืมไปว่า ทุกสิ่งที่ได้มามีต้นทุนทั้งนั้น และหลาย ๆ ครั้ง ต้นทุนที่ต้องจ่ายนั้น แพงกว่าสิ่งที่ได้มาหลายเท่านัก มีนักธุรกิจจำนวนมากที่ได้ลาภมาจากการหักเหลี่ยมผู้อื่น โดยลืมคิดไปว่าจะนำพาทุกข์ภัยมาให้ในอนาคต บางครั้งอาจเป็นภัยใหญ่หลวงถึงแก่ชีวิต !
หมากล้อมเป็นหมากกระดานชนิดเดียวที่มีภาพย่อยในภาพรวม จึงสอนให้รู้ถึงผลกระทบของเรื่องหนึ่งไปยังเรื่องอื่น ๆ และผลระยะยาวต่อภาพรวม หมากล้อมสอนให้เราตระหนังถึงศักยภาพของฝ่ายตรงข้าม ตระหนังถึงต้นทุนของชัยชนะในแต่ละเรื่อง หมากล้อมจึงสอนให้เรารู้จักกระทำการอย่างมีกลยุทธ์ ดำเนินชีวิตอย่างมีนโยบาย
จากนโยบายหมากล้อม อาจสรุปได้ว่า การคิดเอาชนะคนอื่น มีต้นทุนสูง มีผลเสียมากว่าผลดี ในระหว่างการเล่น เราต้องคุมตัวเองไม่ไปคิดเอาชนะ (แต่ไม่ยอมแพ้ แล้วเราจะเล่นยังไงล่ะ!??) แท้จริงคือการแข่งกันทนยั่วจากสถานการณ์ ทีมาชักจูงให้เกิดความโลภอยากทำลายคู่ต่อสู้ ผู้ชนะคือผู้ที่ทนยั่วที่จะเอานะได้นานกว่า เพราะอีกฝ่ายที่อยากเอาชนะจะแพ้ให้ก่อน ผู้ที่ไม่คิดเอาชนะก็จะกลายเป็นชนะไปเอง การชนะจึงมาจากที่สังคมมอบให้ ห้ามไปเอามา!!!
ในชีวิตประจำวัน เราก็ไม่ควรไปเอาชนะใคร เพราะใคร ๆ ก็ไม่อยากแพ้ และเสียหน้า องค์กรควรใช้ทรัพยากรที่มีน้อยไปในการพัฒนาตนเอง หนีคู่แข่ง ไม่ควรใช้ทรัพยากรไปในการทำลายคู่แข่ง เพราะนอกจากจะสร้างความบาดหมาง แล้วยังมิได้ใช้ทรัพยากรไปในทางสร้างสรรค์
ชัยชนะที่แท้จริง
คือการบรรลุเป้าหมายของงาน
ไม่ใช้การเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่ง
และนี่คือเหตุผลเบื้องหลังปรัชญา
“ชนะได้เพราะไม่คิดเอาชนะ!”
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=12
บทความหมากล้อมจากหนังสือ CEO โลกตะวันออก (บทที่ 5)
วัน พุธ 04 มิ.ย. 03 @ 08:09
หัวข้อ: เก็บมาฝาก
บทที 5 เต๋าแห่งกลยุทธ์
จากหมากล้อมสู่ปรมาณู
ทุกครั้งที่มีการบรรยายเรื่องหมากล้อม ผมมักตั้งคำถามหลอกล่อให้ผู้ฟังติดกับว่า หมากล้อมที่มีเพียงเม็ดดำกับเม็ดขาวยังยากถึงเพียงนี้ ถ้าเราเพิ่มเม็ดหมากให้มี 4 สี เช่นฝ่ายหนึ่งเล่น ขาว-เหลือง, อีกฝ่ายหนึ่งเล่น ดำ-แดง เกมจะซับซ้อนยากขึ้นไหม?
ผู้ฟังส่วนใหญ่มักตอบว่ายากขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม! ทำไมหรือครับ…ผมจะอธิบายให้ฟัง ถ้ากระดานว่างเปล่าวางอยู่ตรงหน้า เมื่อดำจะวางหมากครั้งแรกจะมีทางเลือก 361 จุด ขาววางในลำดับถัดมาจะมีทางเลือก 360 จุด กลับมาถึงคิวของดำก็ยังวางได้ทั่วกระดาน 359 จุด ถ้าวางหมากใกล้ขาวก็คือการโจมตี ถ้าวางใกล้ดำก็คือการรวมกลุ่มเพิ่มกำลัง ความพลิกแพลงของหมากล้อมกระดานนี้ จึงเท่ากัล 361x360x359…หรือ 361!
เคยมีผู้คำนวณคร่าว ๆ ว่า มีค่า =10ยกกำลัง768 ซึ่งไม่รู้จะอ่านว่าเท่าไหร่ จึงทำให้ตลอด 3,000 กว่าปีมานี้ ยังไม่มีเกมที่ซ้ำกับเลยแม้แต่กระดาน เดียว! คราวนี้ก็เปลี่ยนมาเล่น 4 สี สมมติว่าฝ่ายเล่นขาว – เหลือง เมื่อจะวางหมากสีเหลือง จะวางใกล้เม็ดหมากสีเหลืองด้วยกันเองก็ได้ แต่จะไม่วางใกล้กลุ่มเม็ดหมากสีขาว เพราะเท่ากับวางหมากโจมตีตัวเอง กลายเป็นภาระทางใจที่ต้องคอยกังวลเพิ่มขึ้น และโอกาส (Probability = ค่าความน่าจะเป็น) ในการวางหมากในจุด ต่าง ๆ ลดลง จะเห็นได้ว่า ถ้าชนิดของตัวเล่นมีมาก จะยิ่งลดความพลิกแพลงลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าเป็นการเล่นหมากรุก ซึ่งมีชนิดของตัวหมากหลากหลายประเภท แถมยังมีกติกามาจำกัดการเดินของหมากเพิ่มขึ้นไปอีก (เช่นม้ามีทางเลือกเดินได้ 8 จุดรอบตัว, เรือต้องเดินเป็นเส้นตรงเป็นต้น) ทำให้คาดเดาการเดินของกมากได้ไม่ยากนัก จนกระทั่งมีการคิด “หมากกล” เป็นสูตรสำเร็จขึ้นมาเพื่อเอาชนะฝ่ายตรง ข้าม ดังนั้น ข้อสรุปจากประวัติศาสตร์นับพันปีของการเล่นหมากล้อม จึงเลือกใช้เพียง 2 สี คือขาวกับดำ และไม่มีข้อจำกัดการเดินในรูปแบบ ต่าง ๆ เช่นเดียวกับ หมากรุก ทำให้หมากล้อมเป็นเกมที่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงได้ลึกล้ำ จนคอมพิว- เตอร์คำนวณตามไม่ทัน!
พูดถึง “คอมพิวเตอร์” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด ก็มีจุดเริ่มต้นที่เลขฐานสอง คือ ศูนย์กับหนึ่ง (0,1) เพราะให้ความพลิก แพลงได้สูงสุด อภิปรัชญาจีน ซึ่งมีอายุยาวนานกว่า 4,000 ปี ก็เชื่อว่าจักรวาลกำเนิด จาก ขั้วพลัง 2 ขั้ว คือ “หยิน” กับ “หยาง” ดังที่ เล่าจื้อ (อายุน้อยกว่าพระพุทธเจ้า 50 ปี) เขียนไว้ใน คัมภีร์เต๋าเต็ก เก็ง บทที้ 42 ว่า
“เต๋าให้กำเนิดแก่หนึ่ง
หนึ่งให้กำเนิดสอง
สองให้กำเนิดสาม
สามให้กำเนิดสรรพสิ่ง”
“หนึ่ง” ในที่นี้คือ “ไท้เก๊ก” (ภาวะสูงสุด)
“สอง” ในที่นี้คือ “หยิน” และ “หยาง”
“สาม” ในที่นี้คือ “ขั้นที่ 3” ไม่ใช่แตกตัวเป็นสาม
แต่หมายถึง “หยิน” และ “หยาง” มาทำปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ก่อให้เกิดสรรพสิ่งในจักรวาล
ด้วยฐานความรู้ของวิชาฟิสิกส์ในปัจจุบัน เราพบว่าวัตถุทุกอย่างมีองค์ประกอบมาจากร้อยกว่าธาตุ ทุก ๆ ธาตุจะมี อะตอม ในอะตอมจะมีอิเล็กตรอน, โปรตรอน, นิวตรอน ซึ่งจะมีจำนวนแตกต่าง กันไปตามแต่ละธาตุ
เล็กกว่าอิเล็กตรอน คือ ควอนตัม องค์ประกอบของควอนตัมยังมี ควาร์ก ชนิดต่าง ๆ ซึ่งก็คือ เม็ดพลังใน จักรวาล ระหว่างเม็ดพลังต่าง ๆ จะมีช่องว่างคั่นไว้ หรือภาวะที่ไม่มีพลัง “มีพลัง” เทียงได้กับ “หยาง” , “ไม่มีพลัง” เทียบได้กับ “หยิน”
ในขั้นที่ 3 เกิดปฏิกิริยาจาก “หยาง” ไปสู่ “หยิน” คือพลังงานกลายเป็นอะตอม โมเลกุล เป็นวัตถุ จาก “หยิน” ไปสู่ “หยาง” คือวัตถุสลายตัวไปเป็นพลังงาน (ระเบิดปรมาณูก็คือเครื่องพิสูจน์ทฤษฎี Fisson & Fusion ซึ่งตรงกับ อภิปรัชญาของเต๋า) กระบวนการขั้นที่ 3 นี้ ก่อให้เกิดสรรพสิ่งนานา ในเอกภพของเรา ชีวิตมนุษย์ในแต่ละวัน ก็สลับกันไปมาอยู่ 2 ขั้ว เช่น ทุขก์ – สุข, สูง – ต่ำ, มี – ไม่มี เพียงแค่ความเปลี่ยนแปลงระหว่าง ทุกข์ กับ สุข ก็ก่อให้เกิดละครชีวิตของทุกผู้ทุกนาม ตั้งแต่เกิดจนตาย มาตั้งแต่ โบราณกาลจวบจนปัจจุบัน ไปถึงกาลอนาคต
หมากล้อมที่มีตัวเล่นน้อยที่สุด คือ ดำ – ขาว ก็ก่อให้เกิดเกมที่พลิกแพลงอย่างสุดยอด เช่นเดียวกับเกมชีวิตที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงในทุกขณะจิต ทุก ๆ เม็ดที่วางหมาก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งกระดาน เสมือนชีวิตของคนทั้งโลก ที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะอย่างสุดหยั่งคาด การฝึกหมากล้อมจึงเป็นการฝึกรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปรอยู่ ตลอดเวลา ซึ่งเราไม่สามารถควบคุมได้เลย แต่เราจะอยู่กับชีวิตที่ไร้เสถียรภาพและความมั่นคงได้อย่างไร การเข้าใจหลักต่าง ๆ ของเกมหมากล้อมจะช่วยเป็นแนวทางในการดำรง ชีวิตให้แก่เรา
เล่าจื๊อ : ความว่างสร้างสรรพสิ่ง ……………………………
ข้อคิดสำคัญข้อหนึ่งซึ่งหมากล้อมสอนเราก็คือ ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นบนความว่าง เช่น วางเม็ดหมากลงบนจุดที่ว่าง โลกโคจรไปได้ก็เพราะมีที่ว่าง ไม่เช่นนั้นก็คงต้องชนปะทะกับสิ่งอื่นพัง พินาศไปแล้ว สมมติมีคนผู้หนึ่ง จะต้องถูกตำรวจจับในอีก 3 วันข้างหน้าด้วยข้อหาที่ ชัดเจน เขาจะต้องพบกับสภาพอันน่าอเนจอนาถ ซึ่งเขาทนรับไม่ได้เลยชิงฆ่าตัวตายไปก่อนเพราะไม่มีความว่างในใจ ถ้าเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อก็เพราะเขายังมีความหวัง เนื่องจากมีความว่างมากพอที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้
เล่าจื้อมักจะพูดถึงประโยชน์ของความว่าง ในคัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง บทที 11 ก็ได้กล่าวถึงประโยชน์ของ “ความว่าง” ไว้ดังนี้
“ซี่ล้อสามสิบซี่สามารถเสียบเข้าไปในดุมล้อ เพราะดุมล้อว่าง จึงเกิดคุณประโยชน์ของล้อขึ้น เมื่อปั้นดินเป็นภาชนะ เพราะภาชนะนั้นว่าง จึงใช้ประโยชน์จากภาชนะได้ เจาะประตูหน้าต่างสร้างห้องหับขึ้น อาศัยความว่างภายใน จึงใช้ประโยชน์จากห้องหับนั้นได้ ดังนั้น ‘ความมี’ จะอำนวยประโยชน์และความสะดวกได้ ก็โดยอาศัย ‘ความว่าง’ เป็นพื้นฐาน”
ติดตามก็จะเห็นความเป็นจริง ประโยชน์อยู่ที่ความว่าง จึงสามารถ “บรรจุ” สิ่งต่าง ๆ ได้ คงไม่มีใครซื้อรถเบนซ์ตัน ๆ แต่ราคาถูกมาใช้ เพราะเข้าไปนั่งไม่ได้
ผมมีมือ 2 มือ ถ้ามือขวาถือไมค์กำลังบรรยายอยู่ มือซ้ายย่อมมีประโยชน์กว่า เพราะเอื้อมไปหยิบอะไรก็ได้ แต่ถ้าจะใช้มือขวาไปหยิบจับอย่างอื่น ก็ต้องวางไมค์ก่อ มือขวาต้อง “ว่าง” ก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้อีก มนุษย์เราจึงต้องรู้จักละวาง ทำตัวให้ “ว่าง” เพื่อจะทำคุณประโยชน์ได้อย่างไม่สิ้นสุด ในเกมหมากล้อม เมื่อเราเล่นมาถึงกลางกระดาน ถ้าเราเล่นหมากสีดำ เราจะพบว่ามีหมากดำกลุ่มต่าง ๆ เล็กใหญ่เป็น 10 กลุ่ม ทุกครั้งที่จะวางหมากเม็ดใหม่ เราจะมีภาระทางใจกดทับอยู่ หมากเม็ดเดียว ไม่สามารถส่งไปช่วยทุกกลุ่มได้ในคราวเดียวกัน การไปช่วยทุกกลุ่มเวียนกันไปก็ไม่สามารถช่วยทุกกลุ่มได้ดีพอ ถ้าเรายอมสละให้ห้อยลง อาจเหลือเพียง 6 กุล่ม เราจะดูแลได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ที่เดินมาถึงครึ่งทาง ได้สร้างปัญหาและภาระสะสมมากมาย ไม่ว่าจะเรื่องสมาชิกในครอบครัว สถานะในสังคมรวมทั้งความกดดดันจากหน้าที่การงาน ยิ่งถ้าใครเป็นเจ้าของธุรกิจ และแต่ละธุรกิจกำลังเสียหาย เวลา 24 ชั่วโมงใน 1 วัน ย่อมไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมกันหมายสิบหลายร้อยเรื่อง ดังนั้นการ “กล้าทิ้ง”,”กล้าตัดใจละวาง” จึงช่วยเพิ่ม “ความว่าง” ลดภาระ ซึ่งก็คือการเพิ่มพลังให้แก่ตนเอง
สุดยอดกลยุทธ์ คือ การสงวนพลังและละวางตนเอง ……………………………….
พลังคือสิ่งที่มีจำกัด พลังจึงมีค่าต้องใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ พลังขององค์กรมาจากคน, เงินทุน, เวลา, เทคโนโลยี, ปัจจัยภายในและ ภายนอก หลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างเหมาะสม การใช้พลังจึงต้องใช้อย่างมีกลยุทธ์ การยุทธ์ในการใช้พลังก็คือ “ใช้พลังให้น้อยที่สุดโดยให้ได้ผลมากที่สุด” ดังคำกล่าวในภาษิตจีนที่ว่า “ใส่พลังครึ่งหนึ่ง ได้ผลเกินคาดเป็น 2 เท่า” ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ แผนการนั้นต้องสอดคล้องกับสังคม โดยคำนึงถึงประโยชน์ส่วนตนน้อยที่สุดหรือไม่คำนึงถึงเลย ตรงข้ามแผนการที่หวังจะเอาประโยชน์ใส่ตัว ต้องคอยกลบเกลื่อน หลบซ่อน จะใช้พลังงานมากเกินกว่าที่ควร กลายเป็นใช้พลัง 2 เท่า แต่ได้ผลเพียงครึ่งเดียว ทั้งเล่าจื้อและหมากล้อมต่างสอนไม่ให้ฝืนธรรมชาติ ซึ่งก็คือการฝืนกับส่วนรวมแล้วเอาประโยชน์เข้าตัว นอกจากเล่าจื้อก็ยังมีขงจื้อจอมปราชญ์ทางด้านวัฒนธรรมของจีน ต่างก็เน้นให้ทำประโยชน์แก่ส่วนรวม แม้ผลงานสำเร็จแล้วก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนทั้งลาภ ยศ สรรเสริญ และสูงสุดก็คือการ Fade Out สลายตัวจากไปจนไร้ร่องรอย
ยกตัวอย่างเปรียบเทียบ เช่นเดียวกับการตัดถนน เราย่อมต้องการให้ถนน “สั้น” ที่สุด ที่จะถึงจุดหมาย ก็จะเปลืองวัสดุ, แรงงาน และทรัพยากรอื่น ๆ น้อยที่สุด แต่ถ้าต้องตัดถนนเลี่ยงหรือเข้าหาพื้นที่ของพรรคพวกเราเองเพื่อผล ประโยชน์และให้ได้ราคา ถนนนั้นย่อมต้องยืดยาวเกินกว่าที่ควรจะเป็น ดังคำกล่าวที่ว่า “คนคด ถนนก็คด!!” ในบรรดาแผนการทั้งหมดอาจมีโอกาสพิเศษ ที่แผนการนั้นจะประสบความสำเร็จอย่างสุดยอด ก็คือผู้วางแผนยอมสละชีวิตเข้าแลก เช่นในภาพยนตร์เรื่อง ARMAGEDDON ตัวเอกต้องวางแผนเพื่อต่อสู้กับอุกกาบาตที่กำลังจะชนโลก คนวางแผนรู้ว่ามีหนทางเดียว หลังจากช่วยให้คนอื่นปลอดภัยแล้ว จะต้องเหลือตนเองเป็นคนสุดท้ายเพื่อกดระเบิดปรมาณูที่ฝังบนอุกกาบาต ให้แตกกระจุย เพราะตนเองเป็นผู้เดียวที่มีความสามารถทนสภาวะเลวร้ายไปถึงวินาที สุดท้าย ที่จะทำลายอุกกาบาตและต้องทำลายชีวิตตัวเองไปพร้อม ๆ กัน ผู้ที่จะทำเช่นนี้ได้ต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมที่สุด มีความเข้มแข็ง กล้าหาญ และเสียสละ ยอมสังเวยชีวิตตนเองเพื่อให้แผนบรรลุผล โชคดีที่หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้นหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน ซึ่งเกิดโศกนาฏกรรมเครื่องบินพุ่งชนอาคาร WORLD TRADE ในนครรัฐนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2001 รัฐบาลสหรัฐฯ หรือใครก็ตามไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า จะมีคนกล้าตายขับเครื่องบินของอเมริกาชนตึกยักษ์ที่เป็นสัญลักษณ์ของ อเมริกา โดยผู้จี้เครื่องบินต้องยอมตามไปด้วย แผนนี้ประสบความสำเร็จเพราะผู้ดำเนินตามแผนไม่ห่วงแม้แต่ชีวิตของตน ถ้าหนังสือเล่มนี้พิมพ์ก่อนเกิดเหตุ ผมอาจถูก C.A.I. เพ่งเล็งว่าเป็นพวกเดียวกับ บิน ลาเดน!
เราคงต้องแยกแยะประเด็นให้เห็นชัดเจน ระหว่างการพลีชีพเพื่อชาวโลกในหนัง AEMAGEDDON ซึ่งเป็นเรื่อง น่าชมเชย กับการก่อวินาศกรรมทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่สมควรได้รับการประณาม เพราะไม่มีใครมีสิทธิ์จะนำชีวิตผู้อื่นมาเซ่นสังเวยตามความเชื่อของตน
ทำสงครามด้วยความรัก ………………………….
คำสอนของเต๋า เน้นให้ประหยัดพลัง การไม่ยึดติดในทางตัณหา อยากมี อยากเป็น ทำให้ไม่หลงในวัตถุจึงไม่จำเป็นต้องเปลืองพนังแสวงหาสิ่งต่าง ๆ มา บำเรอความสุข แนวคิดของเต๋า ดูเหมือนตรงกันข้ามกับค่านิยมของสังคมโลก แต่เป็นสัจธรรมที่ควรทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง จะเป็นผู้นำยิ่งต้องถอยมาอยู่ข้างหลัง ไม่ใช่ยืนกร่างอยู่ข้างหน้า เพราะจะได้ความร่วมมือร่วมใจจากผู้อื่น แม้แต่ “การรบ” ก็ต้องใช้ “ความรัก” เป็นหลักยึด ลองนึกภาพของทหารที่ออกรบอย่างถวายชีวิต เพราะความรักในบ้านเกิดเมืองนอนของตน หรือแม่ที่มีพลังจะปกป้องลูกจากผู้ที่มารังแก
ในคัมภร์พิชัยสงคราม 13 บทของซุนวู ก็มีคำสอนในทำนองเดียวกัน เนื่องจากซุนวูกัยเล่าจื้อ อยู่ในยุดเดียวกันคือยุคสงครามระหว่างรัฐ แผ่นดินเดือนร้อนทุกหย่อมหญ้า เพราะการช่วงชิงอำนาจของเจ้านครรัฐ ต่าง ๆ ซุนวู จึงมิได้แต่งคัมภีร์พิชัยยุทธ์เพื่อให้เจ้านครรัฐผู้กระหายเลือด รบชนะทุกสมรภูมิรบ และทวีความกระหายเลือดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซุนวูกล่าวไว้พิชัยสงครามบทที่ 13 ซึ่งอาจถือเป็นบทสรุปแนวคิดของซุนวู ดังนี้
“ในการระดมทัดนับแสน ออกทำศึกพันลี ราษฎรต้องเดือนร้อนรับภาระ เนื่องจากราชสำนักมีค่าใช้จ่ายวันละพันตำลึงทอง ทั่วประเทศป่วนปั่นสิ้นสันติสุข พสกนิกรอ่อนล้าจากการส่งส่วยเสบียง และถูกเกณฑ์ไพร่พลทุกหนทุกแห่ง ไม่อาจประกอบสัมมาชีพถึงเจ็ดสิบหมืนครอบครัว”
สงครามเป็นสิ่งไม่ดีควรหลีกเลี่ยง เพราะการเตรียมทัพต้องสร้างความลำบากแกราษฎร ต้องสูญเสียทรัพยากรทั้งวัตถุและคน และการรบยังหมายถึงการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน เสี่ยงต่อการพ่ายแพ้ ซึ่งนำความหายนะมาสู่ประเทศ หลังสงครามก็จะเกิดทุพภิกขภัยและโรคระบาด การศึกจึงเป็นเรื่องอัปมงคลอย่างยิ่ง
ซุนวูสนับสนุนให้ “ชนะโดยไม่ต้องรบ” ดังที่กล่าวไว้ในพิชัยสงคราม บทที่ 3 ว่า “ในยุทธวิธีทั้งปวง สามารถสยบข้าศึก (โดยไม่เสียเลือดเนื้อ) ถือว่าเป็น เลิศ การตีกองทัพข้าศึกให้แตกพ่าย ถือเป็นรอง”
“ดังนั้น รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง จึงมิจัดว่าเยี่ยมยอด ทว่าข้าศึกยอมสยบโดยมิต้องรบ จึงนับว่ายอดเยี่ยมอย่างแท้จริง”
“สูงสุดคือ ชนะโดยใช้กุศโลบาย รองลงมาคือ ชนะโดยใช้การทูต รองลงมาอีกคือ ชนะโดยทำลายการกองทหารของฝ่ายตรงข้าม ขั้นต่ำสุดคือ ชนะโดยการบุกโจมตีเมืองของข้าศึก”
นอกจากนี้ ซุนวูยังให้ความสำคัญกับการใช้ “จารชน” หรือ “สายลับ” เพื่อหาเหตุที่จะก่อให้เกิดสงครามจะได้ระงับเหตุดังกล่าวตั้งแต่ต้น ซุนวูบันทึกไว้อย่างชัดเจนในบทที่ 13 ว่า
“หากตระหนี่ในยศศักดิ์และทรัพย์สิน เป็นเหตุให้ไม่ล่วงรู้สภาพการณ์ของฝ่ายตรงข้าม (จนต้องพ่ายแพ้แก่ข้าศึก) ถือว่าไร้เมตตาธรรมอย่างยิ่ง (ต่อประชาชนของตน) เมื่อถึงภาวะสุดวิสัยจะต้องทำสงคราม ก็ต้องเผด็จศึกโดยเร็วที่สุด
จอมทัพจะใช้ไม่ได้ ถ้าไม่คำนึงถึงความสูญเสียมหาศาลจากการทำศึกที่ ยืดเยื้อยาวนาน เป้าหมายการรบคือ เพื่อสันติภาพไม่ใช่ทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามให้สิ้นซาก เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างบาดเจ็บล้มตามและเสียหายจากการรบ ฝ่ายที่เสียเปรียบจะรีบยอมแพ้และขอยุติสงคราม ถ้าฝ่ายชนะเปิดโอกาสให้ นี่คือ ปรัชญาแห่งการทำศึกของซุนวู น่าเสียดายที่บางประเทศเรียนรู้ไม่ลึกซึ้ง จึงนำประชาชนไปสู่ความหายนะ ประเทศที่พูดถึงนี้ก็คือ ประเทศญี่ปุ่น!
ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นได้ประโยชน์จากสงครามไปมากมายแล้ว แต่ยังทำศึกยืดเยื้อไม่ยอมหยุด หวังจะทำลายจีนทั้งประเทศแล้วยึดครอง ผลักดันให้ผู้แพ้ต้องสู้อย่างยอมตาย สุดท้าย ผู้แพ้ก็คือ ญี่ปุ่น เพราะญี่ปุ่นขาดเมตตาธรรมตามหลักของซุนวู แม้ว่าแม่ทัพนายกองของญี่ปุ่นจะอ่านคัมภีร์พิชัยสงครามซุนวู แต่อาจจะอ่านไม่ทะลุปรุโปร่ง จึงเรียนรู้แต่เปลือกนอกที่ว่าด้วยเทคนิคการรบ ทว่าไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณที่ซ่อนอยู่ จึงมุ่งมั่นแต่เพียง “รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” โดยหลงลืมไปว่า “ชนะโดยไม่ต้องรบ คือ ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”!
บทความนี้มาจาก สมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย
http://www.thaigo.org
URL สำหรับเรื่องนี้คือ:
http://www.thaigo.org/modules.php?name=News&file=article&sid=13
Subscribe to:
Comments (Atom)
ซื้อคอมมือสอง i3 ต่ำกว่าพันบาท ดีจริงไหม? รีวิวจากประสบการณ์
คอมมือสอง i3 ราคาต่ำกว่า 1,000 บาท ดีจริงไหม? สินค้าที่รีวิววันนี้: คอมพิวเตอร์ GEN6 Core i3 แรม 4GB HDD 250-500GB ราคา ฿850 (ล...
-
บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ผู้เรียนอธิบายความหมายของธุรกิจได้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจและอธิบายถึงสา...
-
ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์ม� ความสำคัญของวิชาเศรษฐศาสตร์มีอะไรบ้าง โปรดทราบว่า วิชาเศรษฐศาสตร์ ไม่ยากอย่างที่กลัว แต่ไม่ง่ายพอที่คนเกียจคร้...
-
ที่เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันนี้ รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกั...